วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Framework and application of Computable General Equilibrium (CGE) Model

Framework and Application of Computable General Equilibrium (CGE) Model

November 2014

Wannaphong  Durongkaveroj
Economic Researcher
Fiscal Policy Research Institute, Bangkok, Thailand


According to the most well-known and complex model in economics for the last 30 years, Computable General Equilibrium (CGE) model is a tool aimed to solve an economic problem based on perfectly competitive market. 

However, the way to understand this model is not simple as the middle name, general, because it requires leaner to have an upper-intermediate knowledge of economics - at least Master's degree student. Why is it so difficult? 

The reason is rationally simple. As assumed to be equilibrium, direct, indirect and induced effects take place in the market simultaneously. Commodity's price is a pure incentive of agents namely consumer, producer, government, and foreign buyer. Another aspect of the basic model is to be static which means that market takes time to be clear. Even though the externality is not in the core but we normally accept its existence. 

For step of learning CGE Model, you should start with input-output table. Its types (Both general competitive and non-competitive import, use and make table) and application (I-O multiplier, impact analysis, and value chain analysis (sectoral industry analysis) should be one of the necessary task.

The recommended book for I-O table is >> Miller, R. E., & Blair, P. M. (2009). Input-output analysis: Foundations and extensions. Cambridge Press.

The next step is Social Accounting Matrix (SAM). SAM is a more comprehensively monetary flow of the whole economy. It represents all transaction among all sectors and agents. Normally, SAM is issued by 5-10 years (except the U.S. publishing SAM annually). SAM is more complex and sometimes difficult to understand. The structure of SAM, unfortunately, is different among issuers. However, its balance - between revenue and expenditure - makes us nervous. Its application or ability is quite similar to I-O table. However, the multiplier of I-O multiplier will be around 1.XX to 2.XX but for SAM multiplier, due to its bigger aspects, SAM multiplier will be around 3.XX to 4.XX. Poverty analysis is the extent of this model. 

The recommended book for SAM is >> Breisinger, C., Thomas, M., & Thurlow, J. (2010). Social accounting matrices and multiplier analysis. Washington D.C.: International Food Policy Research Institute.   


The apex topic is, of course, Computable General Equilibrium (CGE) Model, it is one of the most complex model ever in economics. The model is developed to many models by more than a thousand economist from around the world. Its ability is useful because it is a tool to detect what happen to economy after macroeconomic (demanded) exogenous shocks including the elimination of tariff, a change in industrial output, exchange rate fluctuation, and etc. However, CGE model is not the top of the world. Some disadvantages happen when its ability in forecasting due to its base (SAM). If your SAM is not up to date, its accuracy may be reduced. Thus, multiple-tool analysis between CGE model and econometrics is what we will familiar by the next period of economics.

The recommended book for CGE model is >> Lofgren, H., Harris, R. L., & Robinson, S. (2002). A standard Computable General Equilibrium (CGE) Model in GAMS. International Food Policy Research Institute. and Burfisher, M. E. (2011). Introduction to Computable General Equilibrium Models. Cambridge University Press. and Hosoe, N., Gasawa, K., and Hashimoto, H. (2010). Textbook of Computable General Equilibrium Modelling: Programming and Simulations.



 The figure below represents the framework and application of CGE Model. 

 
Source: Author


 

 

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (Environment Conservation with Economic Instruments)



วรรณพงษ์   ดุรงคเวโรจน์
นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง
wannaphong@fispri.org/wannaphongd@gmail.com

___________________________________________________________________________________________________________________________________


           ในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าฟังการบรรยายในหัวข้อ “การบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ องค์กร กฎหมาย และเครื่องมือทางการคลัง” โดย ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ณ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และต้องขอชมเชยผู้วิจัยเป็นอย่างมากเนื่องจากข้อมูลมีความครบถ้วนและสมบูรณ์
          ในประเด็นเครื่องมือทางการคลัง (Fiscal Instrument) นั้น ได้เน้นไปที่พันธบัตรระบบนิเวศป่าไม้ (Ecosystem Bond) ที่ถูกพูดถึงในฐานะเครื่องมือแก้ไขปัญหาเรื่องงบประมาณของรัฐที่จำเป็นจะต้องจัดหาเพื่อบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ กลไกของพันธบัตรสิ่งแวดล้อมเริ่มตั้งแต่การที่มีหน่วยงานหรือองค์กรทำการออกพันธบัตร นอกจากนั้น ยังมีการเรียกเก็บรายได้จากผู้ที่ได้ประโยชน์จากระบบนิเวศต้นน้ำซี่งอาศัยหลักการของการจ่ายตอบแทนการบริการของระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Service: PES) และนำเงินจำนวนดังกล่าวมาจ่ายเป็นผลตอบแทน (Yield) ให้กับผู้ลงทุนในพันธบัตร ซึ่งจะสังเกตุว่าลักษณะของการออกพันธบัตรจะคล้ายคลึงกับพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ หากแต่กรณีของพันธบัตรป่าไม้นั้นไม่มีตลาดป่าไม้ดังเช่นตลาดหุ้น/ตลาดทุน อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการออกพันธบัตรเพื่อระดมรายได้แล้ว ยังมีวิธีการอื่นอีกหลากหลาย เช่น การจัดตั้งกองทุนในรูปแบบมูลนิธิ หรือ การเก็บภาษี เป็นต้น
                อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวไม่ได้พูดถึงการใช้เงินทุน/รายได้ที่ได้ด้วยวิธีการต่างๆไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเกิดประโยชน์สูงสุด (Efficiently allocated use) จากการศึกษาเพิ่มเติมจึงขอเสนอให้จัดการเงินทุนเหล่านั้นด้วยเงินอุดหนุนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม (Environmental Subsidy)[1] ประเด็นของเงินอุดหนุนดังกล่าวมีประเด็นสำคัญอยู่ที่องค์กรที่ระดมทุนจะมอบ (Grant) เงินจำนวนหนึ่งให้กับบุคคลที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม หลักการจะคล้ายคลึงกับ PES แต่ต่างตรงที่มีผู้มอบเงินชัดเจน เช่น หากหมู่บ้าน ก.  ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำสามารถจัดการไม่ให้ขยะไหลเข้ามาปะปนกับสายน้ำ หมู่บ้าน ก. จะได้รับเงินจากองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปใช้จำนวนหนึ่ง เป็นต้น ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือเงินที่ให้โดยองค์กรจะต้องมากกว่าต้นทุนของหมู่บ้าน ก. จำเป็นที่จะต้องใช้ในการป้องกันไม่ให้ชาวบ้านทิ้งขยะลงในแม่น้ำ ในบางกรณี ต้นทุนที่แท้จริงอาจเป็นศูนย์แต่จะต้องมีการพิจารณาคือ ต้นทุนที่ไม่อิงราคาตลาดด้วย กล่าวคือ จะต้องมีการประเมินว่า มูลค่าของที่ชาวบ้านจะไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำมีมูลค่าเท่าไหร่? ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะประเมิน แต่ก็มีทางแก้ไขเหมือนกัน เช่น การประเมินมูลค่าที่ไม่ผ่านตลาด[2] (Non-market approach, non market valuation) ซึ่งประกอบด้วยวิธีการวัดความพึงพอใจเปิดเผย (Revealed preference) และ วิธีการวัดความพึงพอใจโดยตรง (Stated preference) เป็นต้น 


          ดังนั้น สามารถสรุปเป็นแผนภาพได้ดังนี้
 
ที่มา: ผู้เขียน


            แหล่งเงินทุน ประกอบด้วย ผู้ลงทุนในพันธบัตรสิ่งแวดล้อม/ผู้จ่ายภาษี/ผู้ให้เปล่าในกองทุน/เรียกเก็บด้วยหลัก PES เมื่อองค์กรสามารถระดมเงินโดยอาศัยเครื่องมือทางการคลังแล้วนั้น จะใช้เงินดังกล่าวไปใน 2 วิธี ประกอบด้วย 1) ใช้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำ การจัดจ้างเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลระบบน้ำในหมู่บ้าน เป็นต้น และ 2) การใช้เงินทุนเป็นเงินอุดหนุน โดยจ่ายไปให้กับผู้ดูแลสิ่งแวดล้อม โดยทั้ง 2 วิธีการมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้สัญญาว่าจะรักษาสิ่งแวดล้อมอาจเป็นคนเดียวกันกับผู้ลงทุนในพันธบัตรหรือผู้บริจาคเงินให้กองทุน หรือหากเกิดมลพิษในชุมชนที่อยู่ มีความเป็นไปได้ที่จะถูกเรียกเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม (Pigovian Tax) เช่นกัน


เอกสารประกอบเพิ่มเติม
          Kete, N. (1994). Environmental policy instrument for market and mixed-market economies.
          Kodonen, K., & Nicodeme, G. (2009). Taxation papers: The role of fiscal instruments in environmental policy. European Commission.
          Patterson, C. D. (2000). Environmental taxes and subsidies: What is the appropriate fiscal policy for dealing with modern environmental problem?. William & Mary Environmental Law and Policy Review, Vol 24 (1).
Stavins, R. N. (2001). Experience with market-based environmental policy instruments.  




[1] ที่มา: http://environment.alberta.ca/01834.html
[2] TEEB. (2010). The Economics of Ecosystems and Biodiversity Ecological and Economic Foundations. Edited by Pushpam Kumar. Earthscan, London and Washington.

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

การค้าเสรีไทย-ปากีสถาน

ในวันอังคารที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีงานสัมมนา 

"ปลดล็อคประตูการค้าไทย-ปากีสถาน" 


สาขายานยนต์และชิ้นส่วน พลาสติก 
เครื่องจักรกลและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และสิ่งทอ 




จัดโดย 
สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง 
ร่วมกับ
 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 


ณ ห้องประชุมใหญ่ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง 
ชั้น 33 อาคารทิปโก้ พระราม 6


ได้รับเกียรติจาก คุณวัชรี อิทธิอาวัชกุล นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กระทรวงพาณิชย์ ในการเปิดงานดังกล่าว 

 
ภายในงาน มีการนำเสนอผลการศึกษา "การจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับปากีสถาน
โดยคุณวรรณพงษ์  ดุรงคเวโรจน์ นักวิจัย สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง 




นอกจากนั้น มีการร่วมอภิปรายในประเด็น FTA ไทย-ปากีสถาน 
โดย ดร. พิชญ์  นิตย์เสมอ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง


ร่วมกับ 



1)      ผู้แทนกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน

    คุณมิ่งพันธ์ ฉายาวิจิตรศิลป์ จาก สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย 



2)      ผู้แทนกลุ่มอาหาร

    คุณวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มผู้ผลิตผักและผลไม้ 
    สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป




3)      ผู้แทนกลุ่มสิ่งทอ

   คุณสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์

   นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย และ

   ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 


   ร่วมด้วย

   คุณวนิดา  พิชาลัย

   ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนพัฒนาอุตสาหกรรม 
   สถาบันพัฒนา  อุตสาหกรรมสิ่งทอ


4)      ผู้แทนกลุ่มเครื่องจักรกลและอิเล็กทรอนิกส์

   คุณเอกประวัติ  สวัสดิ์โรจน์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด

   คุณณัฎรดา  กาทอง  หัวหน้าแผนกฝ่ายขายและการตลาดต่างประเทศ

    บริษัท ซันเด้น (ประเทศไทย) จำกัด


5)      ผู้แทนกลุ่มพลาสติก

                                   คุณอโศก  อุปัทยา

                                   รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                                   และ ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)



ทั้งนี้ สามารถขอรับเอกสารการประชุมในวันดังกล่าวได้ที่คุณวรรณพงษ์ 02-357-3490 ต่อ 219 // wannaphong@fispri.org