วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ประเทศไทยเดินไปทางไหนดี? ข้อสังเกตบางประการจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12



ประเทศไทยเดินไปทางไหนดี?
ข้อสังเกตบางประการจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12
วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่มาของภาพ: www.th.undp.org

            เมื่อวันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2559 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดประชุมประจำปี 2559 ในหัวข้อ "ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564)" ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ผมเองก็ได้เข้าประชุมดังกล่าวและได้รับเอกสารมา 1 ชุด ประกอบด้วย เอกสารประกอบการประชุมฯ และสรุปสาระสำคัญรายงานผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11
          หลักการสำคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีด้วยกัน 5 ข้อ ดังนี้
1.       ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9)
2.       ยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา (เน้นให้คนมีวินัย ใฝ่รู้ มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดี รับผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรมและคุณธรรม)
3.       ยึดวิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (วิสัยทัศน์ดังกล่าวคือ ไทยมีความมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)
4.       ยึดเป้าหมายอนาคตประเทศไทยปี 2579 (หรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดำเนินควบคู่ไปกับ SDG ของ UNDP)
5.       ยึดหลักการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังใน 5 ปีที่ต่อยอดไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นเป้าหมายระยะยาว (ใช้กลไกประชารัฐขับเคลื่อนจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน มีการกำหนดประเด็นบูรณาการของการพัฒนา)

          ข้อสังเกต
1.       การยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี แต่ในรายละเอียดระบุด้านเดียวของการพัฒนาคน (ทุนมนุษย์) คือด้านความรู้หรือการศึกษาของคน แต่ไม่ได้ระบุถึงความสมบูรณ์ของคนที่มาจากการมีสุขภาพดี การพัฒนาระบบสุขภาพและสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ และระบบสุขภาพแบบถ้วนหน้า เป็นต้น
2.       ปี 2559 เป็นปีสิ้นสุดของ MDGs ทั้ง 8 ข้อของ UNDP ซึ่งไทยทำไม่ได้ทุกข้อ ในแผนพัฒนาฯ ไม่ได้มีการระบุว่าจะทำอย่างไรที่จะแก้ไขเป้าหมายของ MDGs ที่เราพลาดไป ทั้งนี้ ตอนนี้มี SDGs เข้ามา ยาวไปอีก 15 ปี เริ่มต้นปีเดียวกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 นั่นแปลว่า ไทยสามารถออกแผนพัฒนาฯ อีก 3 ฉบับ เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs ให้ได้ แต่ไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นนี้ในภาพรวม
3.       ขาดคำนิยามที่ชัดเจนว่าอะไรคือมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน รวมถึงประเทศพัฒนาแล้ว เพราะตามนิยามของธนาคารโลก ประเทศพัฒนาแล้วหมายถึงประเทศรายได้สูง ซึ่งมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า 12,476 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 440,000 บาทต่อปี
4.       หลักสำคัญบางข้อมีความขัดแย้งในตัวเอง เช่น หลักเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ต้องการให้คนมีรายได้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่ให้พออยู่ได้ พอประมาณ โดยไม่ได้เน้นว่าคนจะต้องมั่งคั่งกันเป็นเศรษฐี ขณะที่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วนั้น ตามนิยามแล้วคือการมีรายได้ต่อหัวที่สูงซึ่งตอนนี้ของไทยยังไม่สูง แต่ก็ไม่ได้หมายถึงไม่มีความสุขหรือไม่ยั่งยืน ดังนั้น จึงควรนิยามให้ชัดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน

          เป้าหมายการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีด้วยกัน 6 ข้อดังนี้
1.       คนไทยที่มีคุณลักษณะเป็นคนที่ไทยสมบูรณ์ (มีวินัย มีทัศนคติและพฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม เป็นพลเมืองตื่นรู้ มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีความเป็นไทย เป็นต้น)
2.       การลดความเหลื่อล้ำทางด้านรายได้และความยากจน (มีการเข้าถึงบริการทางสังคมที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง กลุ่มคนจนที่สุด 40% มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15%)
3.       ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ (ปรับสู่เศรษฐกิจฐานบริการและดิจิทัล มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ SME มีความเข้มแข็งสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณค่าสินค้าและบริการ เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 5 เป็นต้น)
4.       ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความมั่งคงอาหาร พลังงาน และน้ำ (เพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของประเทศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 เป็นต้น)
5.       มีความมั่งคงในเอกราชและอธิปไตย สังคมปลอดภัย สามัคคี สร้างภาพลักษณ์ดี และเพิ่มความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อไทย (ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความคิดลดลง อาชญากรรมลด เป็นต้น)
6.       มีระบบบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจและมีส่วนร่วมจากประชาชน (ลดบทบาทภาครัฐที่เอกชนทำได้ดีกว่า เพิ่มการใช้ดิจิทัลในการบริการ เพิ่มอิสระให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

          ข้อสังเกต
1.       เป็นเป้าหมายแบบกว้างมาก ไม่มีการนิยามที่ชัดเจน เช่น บรรทัดฐานที่ดีของสังคมคืออะไร ความเป็นไทยคืออะไร คนไทยที่สมบูรณ์ต้องมีวินัยในเรื่องใด มารยาทสังคมและการเคารพพื้นที่สาธารณะอยู่ในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ การเปิดกระจกเพื่อทิ้งขยะบนถนนหรือการเทน้ำเสียลงข้างทางจะถูกแก้ไขหรือไม่จากเป้าหมายข้อแรก
2.       กลุ่มคน 40% มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด ซึ่งภายใน 40% นี้ คุณภาพชีวิตแตกต่างกันมากเนื่องจากมีระดับรายได้และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เหตุใดจึงไม่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนจนที่สุดก่อน (เช่น กลุ่มคนจนที่สุด 10 - 20%)
3.       ความเข้มแข็งของภาคเกษตรจะไม่ถูกพัฒนาใช่หรือไม่
4.       นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งแล้ว ภาคอุตสาหกรรมควรถูกให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะตามเมืองที่มีโรงงานอยู่หนาแน่น เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา เป็นต้น
5.       ความขัดแย้งทางความคิดไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่ดี คนทุกคนไม่จำเป็นจะต้องมีความคิดเหมือนกันหรือไปในทางเดียวกัน คนควรมีอิสระในความคิด แต่ต้องรณรงค์และปลูกฝังให้เราเคารพความคิดผู้อื่นเหมือนความภักดีที่เรามีต่อความคิดตนเอง
6.       ตัวอย่างของการลดบทบาทภาครัฐคืออะไร วิสาหกิจอย่างไฟฟ้า ประปา รถไฟ จะให้เอกชนลองเข้ามาเสนอการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาได้หรือไม่ เศรษฐกิจควรลดการผูกขาดโดยรัฐให้น้อยที่สุดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเพื่อการแข่งขัน

          ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีด้วยกัน 10 ข้อ ประกอบด้วย
1.       การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์
2.       การสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
3.       การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
4.       การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
5.       การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน
6.       การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย
7.       การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์
8.       การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนดลยี วิจัย และนวัตกรรม
9.       การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ
10.   ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา

ข้อสังเกต
1.       ยุทธศาสตร์ข้อ 1-6 น่าจะมาจากเป้าหมายทั้ง 6 ข้อ โดยข้อ 7-10 น่าจะมาสนับสนุนให้เป้าหมายแต่ละข้อชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่หากฐานะของยุทธศาสตร์ข้อ 7-10 เป็นเพียงตัวเสริม ก็ไม่น่าที่จะแยกออกมาเป็น 4 ข้อใหญ่ และเนื้อหาเยอะ ยกตัวอย่าง การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ ไม่แน่ใจว่าสอดรับกับเป้าหมายใด หากเป็นความเหลื่อมล้ำในเรื่องการพัฒนาชนบท ก็น่าที่จะไปอยู่ในยุทธศาสตร์ข้อ 2
2.       เป้าหมายมีเรื่องความยากจน แต่ยุทธศาสตร์ไม่ได้เน้นการลดความยากจน (ไปอยู่เป็นองค์ประกอบในยุทธศาสตร์ที่ 2 ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมาย แต่กลับไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเหมือนยุทธศาสตร์เสริมข้อ 7 - 10

ทั้งนี้ ในบทความนี้จะวิพากย์ 2 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้

1.ยุทธศาสตร์ที่ 1: การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์

วัตถุประสงค์
- เพื่อปรับเปลี่ยนให้คนในสังคมไทยมีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ดีทางสังคม
- เพื่อเตรียมคนในสังคมไทยให้มีทักษะในการดำรงชีวิตสำหรับโลกศตวรรษที่ 21
- เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีตลอดช่วงชีวิต
- เพื่อเสริมสร้างสถาบันทางสังคมให้มีความเข้มแข็งเอื้อต่อการพัฒนาคนและประเทศ

เป้าหมายและตัวชี้วัด (บางข้อ)

          เป้าหมายที่ 1: คนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติและพฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม

ตัวชี้วัด: 1) ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มมากขึ้น
          2) คดีอาญามีสัดส่วนลดลง

ข้อสังเกต
          คดีอาญาเกี่ยวข้องอะไรกับการมีทัศนคติและพฤติกรรมตามบรรทัดฐานของสังคม และเกี่ยวข้องอย่างไรกับการพัฒนาทุนมนุษย์

เป้าหมายที่
3: คนไทยมีการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

ตัวชี้วัด:
1) คะแนน PISA ไม่ต่ำกว่า 500
2) การใช้อินเทอร์เน็ตหาความรู้เพิ่มขึ้น
3) การอ่านของคนไทยเพิ่มเป็น 85% 4) แรงงานที่ขอเทียบโอนประสบการณ์และความรู้เพื่อขอรับวุฒิ ปวช. และ ปวชส. เพิ่มขึ้น 20% ต่อปี

ข้อสังเกต
1) ควรเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหา เช่น เน้นโรงเรียนที่มีสัดส่วนครูต่อนักเรียนสูง โรงเรียนห่างไกล โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อย (เพราะหมายถึงค่าอุดหนุนจากรัฐน้อยตามไปด้วย ทำให้ไม่มีเงินทุนในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อพัฒนาความรู้เหมือนโรงเรียนใหญ่ๆ ดังๆ ในอำเภอเมือง)
2) หากต้องการพัฒนาการศึกษา เหตุใดจึงอยากให้การเทียบโอนแรงงานได้วุฒิโดยไม่ต้องเข้าศึกษาเพิ่มขึ้น แนวทางที่ถูกควรเพิ่มสัดส่วนของแรงงานที่เข้ารับการศึกษา ลดการเทียบโอน โดยเริ่มไปศึกษาสาเหตุของการไม่มีการศึกษา ไม่มีวุฒิของแรงงานเหล่านี้ และป้องกันการออกเรียนกลางคัน การเพิ่มร้อยละการของเทียบโอนเสมือนการสนับสนุนให้ไม่ต้องเรียน แต่ให้เทียบโอนเอา
3) การที่มีการศึกษาตามมาตรฐานสากลวัดได้จาก PISA ได้อย่างเดียวจริงหรือ? หากกระทรวงศึกษายืนยันว่าข้อสอบ GAT PAT มีคุณภาพ ทำไมไม่นำมาใช้วัดประกอบด้วย

ข้อสังเกตภาพรวมของยุทธศาสตร์ที่ 1
1.       ตัวชี้วัดทางด้านสุขภาพ ไม่สอดคล้องกับ SDGs เหตุใดจึงไม่นำดัชนีอย่างอัตราการตายในเด็ก รวมถึงอายุคหวังเฉลี่ย (Expectancy rate) มาพิจารณาด้วย การมีชีวิตที่ยืนยาวน่าจะเป็นตัวชี้วัดหลักด้านทุนมนุษย์
2.       ควรเน้นดัชนีทุนมนุษย์อย่าง ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ที่จัดทำโดย UNDP เข้ามาประกอบ เพราะปัจจุบัน ไทยอยู่อันดับ 93 ของโลกตามหลังหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งแตกต่างจาก GDP ที่อยู่ TOP 50 ของโลก สะท้อนว่ามั่งคั่ง แต่ไม่มีคุณภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
          วัตถุประสงค์
          - เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่กลุ่มประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุด
          - เพื่อให้คนไทยเข้าถึงบริการทางสังคมที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง
          - เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

          เป้าหมายและตัวชี้วัด (บางข้อ)
          เป้าหมายที่ 1: ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกัน และแก้ไขปัญหาความยากจน
          ตัวชี้วัด:
          1) รายได้เฉลี่ยต่อหัวของกลุ่มประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุด เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปี
          2) ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini coefficient) ลดเหลือ 0.41
          3) การถือครองสินทรัพย์ทางการเงินของประชากรร้อยละ 40 เพิ่มขึ้น
          4) สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเหลือ 6.5%
          5. สัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ทั้งหมดของครัวเรือนของกลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุดลดลง
          ข้อสังเกต
1.       เหตุใดไม่สนใจประชากรกลุ่ม 10 - 20% ที่ยากจนที่สุดก่อน ประชากรกลุ่ม 40% มีขนาดใหญ่เกือบเป็นครึ่งหนึ่งของประชาชน ซึ่งกว่า 30% ไม่ได้เป็นคนจน นั่นแสดงให้เห็นว่าคนจนยังไม่ใช่ Target ที่แท้จริง
2.       ค่า Gini นั้น มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยค่า Gini ล่าสุดเมื่อปี 2556 ทั่วประเทศอยู่ที่ 0.465 ซึ่งเป้าคือ 0.41 หรือต้องการลดลง 0.05 ในระยะเวลา 5 ปี แต่จากสถิตินั้น พบว่าในปี 2550 ค่า Gini ทั่วประเทศอยู่ที่ 0.499 นั่นหมายความว่า ในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา Gini ลดลงเพียง 0.034 (2550 - 2555 Gini ลดลงเพียง 0.009 และระหว่าง 2539 - 2545 Gini ลดลงเพียง 0.005) คำถามคือ แล้วการลดลง 0.05 ภายใน 5 ปีจะทำได้ไหม? ด้วยกลยุทธ์อะไร?
3.       Gini รายภาคมีความแตกต่างกันมาก ขณะนี้ Gini ภาคกลางอยู่ที่ 0.397 ซึ่งก็แปลว่าบรรลุเป้าแผนพัฒนาฯ 12 ตั้งแต่ยังไม่เริ่มดำเนินการอะไร ขณะที่ Gini ภาคใต้อยู่ที่ 0.443 สูงสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ
4.       จากข้อมูล เราพบว่า กลุ่มคนจนที่สุด 40% (วัดจากรายได้) มีรายได้เฉลี่ยในปี 2554 เท่ากับ 5,304 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ในปี 2556 มีรายได้เท่ากับ 5,963 ต่อคนต่อเดือน ซึ่งหมายถึงว่า 2 ปี โตเพียง 12.42% คำถามคือ แล้วจะหวังให้โตปีละ 15% ทำได้ไหม? แล้วใช้กลยุทธ์อะไร
5.       เมื่อดูอย่างถี่ถ้วน พบว่าการที่โต 12.42% ในกลุ่ม 40% จนที่สุดนั้น เป็นอิทธิพลมาจากการโตขึ้นของคนชั้นกลาง กล่าวคือ คนที่มีรายได้กลุ่ม 2 (20 - 40%) มีรายได้โตขึ้น 8.94% ขณะที่คนที่จนที่สุด 20% แรก มีรายได้โตเพียง 1.09%  ดังนั้น หากการโตขึ้น 15% ต่อปีเป็นการโตขึ้นของคนที่ไม่ได้จนที่สุดในสังคม สังคมจะได้ประโยชน์อะไรจากเป้าหมายข้อนี้ เหตุใดจึงไม่เน้นการหลุดพ้นความยากจนของคนที่จนที่สุดเลย
6.       ในทางเศรษฐศาสตร์ มีการยอมรับกันว่า "รายจ่าย" ของประชากรสะท้อนความกินดีอยู่ดี คุณภาพชีวิต มาตรฐานการครองชีพของคนได้ดีกว่า "รายได้" กล่าวคือ เรามีรายได้ 100 บาท จะมีประโยชน์อะไรหาก 100 บาทนี้ไม่ได้มีไว้เพื่ออุปโภคบริโภค อาจจะนำไปจ่ายหนี้ นำไปเล่นการพนัน หรืออะไรที่ไร้ประโยชน์ไร้ค่า ความเชื่อมโยงรายได้ที่ได้กับคุณภาพชีวิตมีต่ำมาก สถิติทางด้านรายจ่ายของสศช.ก็มีอย่างพร้อมเพียง เหตุใดจึงเลือก Gini ด้านรายได้มาเป็นตัวชี้วัด ซึ่งมันไม่เหมะสม ขณะเดียวกัน แทนที่จะวัดรายได้เฉลี่ย เหตุใดจึงไม่วัดรายจ่ายเฉลี่ยแทน

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า ในปี 2557 Gini ด้านรายจ่ายของคนไทย คือ 0.371 ภาคที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุดยังคงเป็นภาคใต้ ขณะเดียวกัน รายจ่ายของประชากรที่จนที่สุด 20% แรกเพิ่มขึ้น 5.61% ระหว่างปี 2556-2557 ขณะที่รายจ่ายของประชากรที่จนที่สุดกลุ่มสอง (20% - 40%) เพิ่มขึ้น 5.66%  ดังนั้น สถานการณ์ด้านความเหลื่อมล้ำควรใช้สถิติทางด้านรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งลวงตามาตรฐานการครองชีพที่แท้จริงเอาไว้ และเมื่อเลือกตัวชี้วัดผิด ผลการดำเนินงานย่อมผิด อาจดีเกินไปหรือแย่เกินไป ไม่มีใครทราบได้
7.       สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนลดเหลือ 6.5% ในระยะเวลา 5 ปี แม้ไม่มีการบอกเส้นความยากจนไว้แต่เดาว่าน่าจะเป็นเส้นความยากจนประจำชาติที่คิดโดย สศช. สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ อัตราความยากจนจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับเส้นความยากจน สศช.ต้องปรับเส้นความยากจนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม คำนึงถึง CPI และโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงการอุปโภคบริโภคเพื่อสกัดออกมาให้ได้ว่าคนจนในประเทศ แท้จริงแล้วมีเท่าไหร่
          ในปี 2557 ทั่วประเทศมีคนจนกว่า 10.53% ของประชากรทั้งหมด จะลดลงเหลือ 6.5% (หรือกว่า        4% เทียบเท่าประชากร 2.67 ล้านคน) ได้อย่างไร จากประสบการณ์การลดความยากจนของไทย เรา  พบว่าจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 ปีในการลดความยากจนลง 6-4% ดังนั้น จึงเป็นคำถามว่าจะ ทำอย่างไรให้ลดได้จริง เมื่อเส้นความยากจนสูงขึ้นทุกปี (หากเส้นความยากจนสูงขึ้นน้อยกว่ารายได้   คนจน แน่นอนว่าจะมีคนไม่จนเยอะขึ้น)
          อีกประเด็นหนึ่งคือ การลดความยากจนในแต่ละภาค กล่าวคือ ความยากจนในแต่ละภาคมีไม่เท่ากัน        ไม่มีกลยุทธ์ใดที่มุ่งลดความยากจนในภาคที่มีความยากจนรุนแรงสูงสุด ซึ่งก็คือ ภาคอีสาน ซึ่งมีความ  ยากจนทั้งภาคอยู่ที่ 17.04% การมุ่งลดความยากจนในภาคที่มีความยากจนสูงสุดจะช่วยแก้ไขความ          เหลื่อมล้ำไปในตัว ซึ่งน่าเสียดาย ที่ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ
          ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ แผน SDGs ในอีก 15 ปีข้างหน้า มีการตั้งเป้าว่าจะลดความยากจนให้เป็น       0 หรือไม่มีความยากจนเลย คำถามคือ สศช.จะใช้นโยบายอะไรใน 15 ปี ทำให้ประเทศปลอดคนจน
ข้อสังเกตรวม
          1. ในแต่ละตัวชี้วัด ควรระบุกลยุทธ์ให้ชัดว่าจะทำอย่างไร ไม่ใช่กำหนดแนวทางการพัฒนาแบบรวมขึ้นมา เพราะแสดงถึงความไม่จริงจังในการบรรลุเป้าหมาย

          นี่เป็นส่วนหนึ่งของการวิพากย์เป้าหมายและตัวชี้วัดบางข้อ ไม่กี่หน้าในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ยังไม่ได้ลงลึกถึงโครงการที่คาดว่าจะทำเพื่อให้บรรลุผล คำถามคือ ยังพอมีเวลาอีกไหมที่จะแก้ไข? หากมี...เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูไปด้วยกันว่าอยากเห็นคนไทย ประเทศไทย เป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า....


วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แนะกทม. ทบทวนค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย: ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความเป็นธรรม และสร้างภาระให้คนกรุงเทพเกินความจำเป็น



แนะกทม. ทบทวนค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย:
 ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความเป็นธรรม และสร้างภาระให้คนกรุงเทพเกินความจำเป็น
ที่มาของภาพ: FILE PHOTOS

วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

                ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 ได้มีการเปิดเผยจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่าได้มีการสรุปผลการศึกษาการเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย โดยใช้หลัก "ใครผลิตน้ำเสียมาก-จ่ายมาก ใครผลิตน้ำเสียน้อย-จ่ายน้อย" โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตารางที่ 1
สัดส่วนการเก็บ
ประเภท
ฐาน
ค่าบำบัด
อัตราค่าบำบัด
ต่อ
1 ลบ.ม. (บาท)
กรณีใช้น้ำต่ำสุด
กรณีใช้น้ำสูงสุด
เฉลี่ย (ATR)
90%
บ้านเรือนทั่วไป
ผลิตน้ำเสียไม่เกิน 10 ลบ.ม.
ไม่เสีย
ไม่เสีย
ใช้น้ำ 10 - 100 ลบ.ม.
เหมาจ่ายเดือนละ 30 บาท
3
0.30
0.78
ครัวเรือนขนาดใหญ่/คอนโด
ใช้น้ำ 101 - 500 ลบ.ม.
เหมาจ่ายเดือนละ 500 บาท
4.95
1
2.01
ใช้น้ำ 501 - 1,000 ลบ.ม.
เหมาจ่ายเดือนละ 1,000 บาท
2
1
1.39
10%
อุตสาหกรรม
80% ของการใช้น้ำถือเป็นน้ำเสีย เก็บ 4 บาท/ลบ.ม.
4
ขึ้นอยู่กับการใช้น้ำ








หมายเหตุ: 1) อัตราค่าบำบัดต่อ 1 ลบ.ม. กรณีใช้น้ำต่ำสุด หมายถึง หากครัวเรือนใช้น้ำ 10 ลบ.ม. ต่อเดือน จะเสียค่าบำบัดน้ำเสียเหมาจ่าย 30 บาท ซึ่งหมายถึงเสียค่าบำบัดในอัตรา 3 บาทต่อการใช้น้ำ 1 ลบ.ม. ซึ่งกรณีใช้น้ำสูงสุดมีการคำนวณแบบเดียวกัน
                    2) เฉลี่ย หมายถึง ทำการเฉลี่ยอัตราค่าบำบัดน้ำเสียต่อ 1 ลบ.ม. ทั้งหมดในช่วง โดยคำนวณละเอียดในระดับ 1 ลบ.ม. เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าในช่วงการช้ำ 10 - 100 ลบ.ม. นั้น มีจำนวนอัตราค่าบำบัดที่นำมาเฉลี่ยทั้งสิ้น 99 อัตรา

                ทั้งนี้ มีประเด็นดังต่อไปนี้

1.                                     มีการระบุว่าใช้หลักการ "Polluter Pays Principle" (PPP) หรือผู้ที่ก่อน้ำเสียเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำ หลักการนี้เป็นความพยายามในการเปลี่ยนผู้รับภาระในการจัดการของเสียจากรัฐบาล (ผู้จ่ายภาษี) เป็นบริษัทผู้ผลิตของเสียดังกล่าว ทำให้ภาระนี้ถูกรวมเข้าไปอยู่ในต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อดูจากขั้นบันไดธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พบว่า กทม.แนวความคิดที่ว่ายิ่งบ้านเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็มีโอกาสใช้น้ำมากขึ้น และจะปล่อยน้ำเสียมากขึ้น จึงสมควรถูกเก็บค่าธรรมเนียมมากขึ้น แต่ข้อสังเกตหนึ่งคือ ครัวเรือนที่ใหญ่ขึ้น หมายถึงมีจำนวนสมาชิกมากขึ้น ซึ่งหากสมมติให้การปล่อยน้ำเสียต่อคนระหว่างครอบครัวเล็กกับครอบครัวใหญ่เท่ากัน แต่ครอบครัวใหญ่ต้องจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียสูงกว่าครอบครัวเล็ก ซึ่งความจริงแล้ว สมาชิกในครอบครัวใหญ่มีประสิทธิภาพการใช้น้ำไม่ต่างกับครอบครัวเล็ก ดังนั้น การเก็บค่าธรรมเนียมแบบเหมาทั้งครัวเรือน ไม่ใช่รายบุคคล จึงบิดเบือนความจริงในส่วนนี้

2.                                     โครงสร้างการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียที่กทม.เสนอมานั้น ไม่ได้เป็นไปตามหลักการของ PPP เพราะเป็นการเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากการจ่ายน้ำ ไม่ใช่การปล่อยน้ำเสียออกมาสู่ระบบนิเวศน์ นอกจากนั้นยังตั้งสมมติฐานว่า 100 % ของน้ำที่จ่ายไปให้บ้านเรือนทั่วไปและครัวเรือนขนาดใหญ่คือ น้ำเสียทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมกำหนดเพียง 80 % จึงเกิดคำถามว่าทราบได้อย่างไรว่าน้ำจากบ้านเรือนทุกหลังจะกลายสภาพเป็นน้ำเสีย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ภาคอุตสาหกรรมน่าจะมีสัดส่วนของน้ำเสียต่อน้ำที่ถูกจ่ายมากกว่าครัวเรือนทั่วไป นอกจากนั้น ครัวเรือนที่ผลิตน้ำเสียน้อยและมีพฤติกรรมการใช้น้ำที่ดีกำลังจะต้องจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียเท่ากับบ้านที่ผลิตน้ำเสียมากหากทั้งสองครอบครัวถูกจ่ายน้ำมาให้ในปริมาณเท่ากัน ปัญหาข้อแรกที่เกิดขึ้นคือ ระบบนี้ไม่สร้างความเป็นธรรมและไม่ส่งเสริมครัวเรือนที่มีพฤติกรรมที่ดีอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน กลับเอาใจครัวเรือนที่มีพฤติกรรมแย่เพราะรับผิดชอบต้นทุนของการบำบัดน้ำเสียเท่ากับคนอื่นๆ ดังนั้น เมื่อเก็บค่าบำบัดจากฝั่งขาเข้า ไม่ใช่จากปริมาณน้ำเสีย จึงเกิดปัญหาที่เรียกว่า "Moral Hazard & Adverse Selection" กล่าวคือ ประชาชน/อุตสาหกรรม รู้อยู่แล้วว่าเดือนๆ หนึ่งจะต้องจ่ายค่าบำบัดเสียเท่าไหร่ ซึ่งจะผลิตน้ำเสียมากขึ้นหรือน้อยลงก็ยังต้องเสียค่าบำบัดน้ำเสียเท่าเดิม ดังนั้น ต่อไปก็จะมีแต่ครอบครัวที่มีพฤติกรรมแย่มากขึ้น ดังนั้น ระบบนี้นอกจากจะไม่สร้างแรงจูงใจให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว อาจสนับสนุนให้ประชาชนมีพฤติกรรมการใช้น้ำที่แย่ลง เพราะอย่างไรก็ต้องจ่ายค่าน้ำแพงขึ้นทุกเดือน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังหรือห่วงใยทรัพยากรใดๆ

3.                                     ระหว่างการใช้น้ำ 100 ลบ.ม. ต่อเดือน กับ 101 ลบ.ม. ต่อเดือน มีความแตกต่างกันเพียง 1 ลบ.ม. ต่อเดือน แต่ค่าธรรมเนียมค่าบำบัดน้ำเสียกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 30 บาท เป็น 500 บาทต่อเดือน เช่นเดียวกับกรณีระหว่าง 500 ลบ.ม. กับ 501 ลบ.ม. ต่อเดือน ซึ่งค่าธรรมเนียมต่างกันถึง 2 เท่า ซึ่งไม่น่าจะสมเหตุสมผลเท่าใดนัก

4.                                     สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ กทม. กำหนดอัตราคงที่เป็น 4 บาทต่อ ลบ.ม. โดยกำหนดให้คิดน้ำเสียเป็นร้อยละ 80 ของน้ำที่ถูกจ่ายไปให้ อย่างไรก็ตาม การเก็บลักษณะนี้อาจไม่เป็นธรรมกับอุตสาหกรรมที่มีระบบบำบัดน้ำเสียของตัวเอง ซึ่งจำนวนน้ำเสียอาจมีจำนวนน้อยกว่า 80 % ของน้ำที่ถูกจ่ายมาจากการประปานครหลวง คำถามก็คือว่า เจ้าของบริษัทที่มีระบบการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งช่วยกทม. ทางอ้อมนั้น ควรได้รับค่าธรรมเนียมในอัตราพิเศษหรือไม่ หรือหากจะให้เป็นธรรมที่สุด ควรลดค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนน้ำเสียที่ปล่อยจริงโดยอาจเทียบจากเกณฑ์ 4 บาทต่อ ลบ.ม. เช่น หากบริษัท ก. มีการบำบัดน้ำเสีย โดยปล่อยน้ำเสียออกมาเพียง 50 % ของน้ำที่ใช้ ค่าบำบัดน้ำเสียในส่วนที่เหลือควรจะมีราคาเพียง 2 บาทต่อ ลบ.ม. เป็นต้น

5.                                     เนื่องจากเป็นการเก็บภาษีแบบ Lump sum หรือเก็บเป็นก้อน ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น การเก็บภาษีประเภทนี้ทำให้คนที่ใช้น้ำน้อยกว่าเสียค่าบำบัดน้ำในอัตราที่แพงกว่า แม้ว่าจะจ่ายเท่ากัน แสดงในตารางที่ 2

ตารางที่ 2
ครอบครัว
ปริมาณการใช้น้ำ
อัตราค่าน้ำ
(บาท/ลบ.ม.)
ค่าน้ำ
ตามที่ใช้จริง
ค่าบำบัด
(เหมาจ่าย)
รวมภาระ
สัดส่วนค่าบำบัดต่อ
ค่าน้ำทั้งหมด
(%)
ครอบครัว ก
20 ลบ.ม. ต่อเดือน
8.5
170
30
200
15.00
ครอบครัว ข
90 ลบ.ม. ต่อเดือน
12.5
1125
30
1155
2.61
 หมายเหตุ: อัตราค่าน้ำยึดตามอัตราค่าน้ำประปา ประเภทที่ 1 ที่พักอาศัย โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
สืบค้นจาก
http://www.mwa.co.th

                จากตารางข้างต้น พบว่าครอบครัว ก. เป็นครอบครัวเล็ก มีการใช้น้ำน้อยกว่าครอบครัว ข. โดยค่าน้ำประปาที่ครอบครัว ก. ต้องจ่ายทุกเดือนคือ 200 บาท แบ่งเป็นค่าประปาที่ใช้จริง 170 บาทและค่าบำบัดน้ำเสียอีก 30 บาท ขณะที่ครอบครัว ข. จะเสียค่าน้ำเดือนละ 1,155 บาท แบ่งเป็นค่าใช้น้ำ 1,125 บาท และค่าบำบัดอีก 30 บาท โดยมีข้อสังเกต 2 ประการคือ 1) ครอบครัวเล็กจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียเท่ากับครอบครัวใหญ่ทั้งๆ ที่ใช้น้ำน้อยกว่าและอนุมานได้ว่าผลิตน้ำเสียน้อยกว่า คนผลิตน้ำเสียมาก-น้อย จึงจ่ายเท่ากัน
2) ครอบครัวเล็กเสียอัตราค่าบำบัดน้ำเท่ากับ 15 % ของค่าน้ำทั้งหมด ขณะที่ครอบครัว ข. จ่ายค่าบำบัดน้ำเสียงเพียง 2.6 1% ดังนั้น ครอบครัวเล็กจึงจ่ายภาษีบำบัดน้ำเสียในอัตราที่สูงกว่าครอบครัวใหญ่ ทำให้รูปแบบภาษีเป็นแบบ Regressive ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นั้น การเก็บภาษีประเภทนี้นอกจากจะไม่มีประสิทธิภาพแล้วยังไม่ช่วยส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

6.                                     การเก็บค่าบำบัดแบบ Lump Sum ไม่ควรนำมาใช้กับฐานภาษีที่เป็นช่วง (Interval) เนื่องจากจะทำให้ผู้ใช้น้ำน้อยจะเสียค่าบำบัดน้ำเสียต่อหน่วยแพงกว่าผู้ใช้น้ำมาก จากตารางที่ 1 จะเห็นว่า บ้านเรือนทั่วไปที่ใช้น้ำเดือนละ 10 ลบ.ม. เสียค่าบำบัดน้ำเสียต่อหน่วยเท่ากับ 3 บาทต่อ ลบ.ม. ขณะที่บ้านเรือนทั่วไปที่ใช้น้ำเดือนละ 100 ลบ.ม. เสียค่าบำบัดน้ำเสียต่อหน่วยเพียง 0.30 บาทต่อลบ.ม. ซึ่งผิดกับหลักการ PPP เพราะคนที่ใช้น้ำมากกลับเสียค่าบำบัดน้ำเสียในอัตราที่ต่ำกว่า แม้จะถูกเก็บเท่ากัน

7.                                     ครัวเรือนขนาดใหญ่ (แฟลต/คอนโด) ที่ใช้น้ำระหว่าง 101 - 125 หน่วย ซึ่งเสียค่าบำบัดเท่ากับเดือนละ 500 บาท จะเสียค่าบำบัดน้ำเสียต่อหน่วยในอัตราที่สูงกว่าอุตสาหกรรม แสดงดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3
 คอนโด
ปริมาณการใช้น้ำ
อัตราค่าน้ำ
(บาท/ลบ.ม.)
ค่าน้ำเดิม
(บาท)
ค่าบำบัด
(บาท)
ค่าน้ำใหม่
(บาท)
ค่าบำบัด
ต่อ ลบ.ม.
คอนโด ก
110 ลบ.ม. ต่อเดือน
13.15
 1,446.50
500
 1,946.50
4.55
คอนโด ข
126 ลบ.ม. ต่อเดือน
13.47
 1,697.22
500
 2,197.22
3.97
หมายเหตุ: อัตราค่าน้ำยึดตามอัตราค่าน้ำประปา ประเภทที่ 1 ที่พักอาศัย โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
สืบค้นจาก
http://www.mwa.co.th

                จากตารางจะเห็นว่า คอนโด ก. ที่มีขนาดเล็กกว่า ใช้น้ำ 110 ลบ.ม. ต่อเดือน จะมีค่าบำบัดน้ำเสียต่อ 1 ลบ.ม. เท่ากับ 4.55 บาท สูงกว่าอุตสาหกรรมที่เสียเหมาจ่ายที่ ลบ.ม. ละ 4 บาท ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น หากใช้หลักการ PPP อุตสาหกรรมน่าจะปล่อยน้ำเสียมากกว่าคอนโด อย่างไรก็ตาม หากต้องการลดค่าบำบัดน้ำเสียต่อ ลบ.ม. อาจทำการใช้น้ำมากขึ้นเป็น 126 ลบ.ม. ต่อเดือน ซึ่งจะทำให้ค่าบำบัดน้ำเสียต่อ ลบ.ม. ถูกลงกว่าภาคอุตสาหกรรม

8.                                     โครงการบำบัดน้ำเสียของกทม. จะช่วยสร้างงบประมาณมหาศาลให้กับกทม. อย่างง่ายดายเพราะเมื่อเก็บค่าบำบัดจากฝั่งขาเข้าหรือน้ำที่จำหน่ายแล้วนั้น กทม. สามารถเก็บได้ผ่านทางบิลค่าน้ำจากการประปานครหลวงได้เลย ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2558 ปริมาณน้ำจำหน่ายของการประปานครหลวงมีจำนวนเท่ากับ 1,406.30 ล้าน ลบ.ม. มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 2,226,707 ราย (ซึ่งหมายถึง 2.23 ล้านบิล) ซึ่งเราสามารถนำไปคำนวณงบประมาณหรือค่าบำบัดน้ำเสียจากโครงการนี้ ดังนี้

ตารางที่ 4
ปริมาณน้ำจำหน่ายปี 2558 เท่ากับ 1,406.30 ล้านลบ.ม.
สัดส่วนการจำหน่ายน้ำ
การจำหน่ายน้ำ
(ล้าน ลบ.ม.)
ค่าบำบัดน้ำเสียเฉลี่ย
(บาทต่อ ลบ.ม.)
รายได้
(ล้านบาท)
ครัวเรือน (45%)
                           632.84
0.78
           493.61
ครัวเรือนขนาดใหญ่ 1 (30%)
                           421.89
2.01
           848.00
ครัวเรือนขนาดใหญ่ 2 (15%)
                           210.95
1.39
           293.21
อุตสาหกรรม (10%)
                           140.63
4
           562.52
รวม
                        1,406.30
รวมรายได้
        2,197.34
หมายเหตุ: 1) เนื่องจากไม่มีข้อมูลจำแนกว่า ประเภทของครัวเรือน (ทั่วไปและใหญ่) มีสัดส่วนเท่าไหร่ใน 90% ของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ผู้เขียนจึงได้สมมติให้ครัวเรือนทั่วไปมีฐานมากที่สุด รองลงมาเป็นครัวเรือนขนาดใหญ่ 1 และครัวเรือนขนาดใหญ่ 2 ซึ่งอาศัยนิยามตามตาราง 1
                2) ปริมาณการจำหน่ายน้ำคิดตามสัดส่วนการจำหน่ายน้ำ
                3) ค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียใช้อัตราเฉลี่ยต่อ ลบ.ม. ตามตารางที่ 1

                จากการคำนวณคร่าวๆ พบว่า โครงการบำบัดน้ำเสียนี้จะก่อให้เกิดรายได้กับกทม. เพื่อนำไปใช้ในการบำบัดน้ำเสียกว่า 2,197.34 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายจริงในโครงการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งในปัจจุบัน กทม.มีโรงงานบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่จำนวน 7 แห่ง ใช้วิธีการจ้างเอกชน 5 แห่ง และกทม. บริหารเอง 2 แห่ง ได้แก่ โรงควบคุมคุณภาพน้ำสี่พระยา รัตนโกสินทร์ ช่องนนทรี หนองแขม ทุ่งครุ ดินแดง และจตุจักร จากข้อมูลพบว่า กทม. มีค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียในอัตราเฉลี่ย 1.4 บาทต่อลบ.ม. หรือประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน[1] ซึ่งหมายถึงในปี 1 กทม.จะมีค่าบำบัดน้ำเสียเท่ากับ 365 ล้านบาท แต่จากโครงการดังกล่าว สามารถสร้างงบประมาณได้ถึง 2 พันกว่าล้านบาท ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่เก็บมาจึงมากกว่าต้นทุนที่แท้จริงถึง 6 เท่ากว่าๆ เหตุเพราะค่าใช้จ่ายจริงในการบำบัดน้ำเสียนั้นต่ำกว่าค่าบำบัดน้ำเสียที่เก็บจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เก็บกับอุตสาหกรรมถึงลบ.ม. ละ 4 บาท คำถามคือ กทม. จำเป็นที่จะต้องทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่

                อย่างไรก็ตาม หากคำนวณภาระที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้น้ำทั้งหมดในกทม. โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของการใช้น้ำต่อเดือน จะมีผลตามตารางที่ 5





ตารางที่ 5
ประเภทผู้ใช้น้ำ
จำนวน (คน)
ปริมาณน้ำใช้
เฉลี่ยต่อเดือน
(ลบ.ม.)
ค่าธรรมเนียมบำบัด
(ต่อเดือน)
งบประมาณที่จะเก็บได้ (ต่อปี)
ผู้ใช้น้ำรายเล็ก
2,190,943
31
30
788,739,480
ผู้ใช้น้ำรายใหญ่
35,764
137.23
500
214,584,000




1,003,323,480
หมายเหตุ: 1) ผู้ใช้น้ำปี พ.ศ. 2558 ทั้งหมดอยู่ที่ 2,226,707 ล้านคน
                    2) ปริมาณน้ำใช้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้ใช้น้ำทุกประเภทอยู่ที่ 52.34 ลบ.ม. ต่อเดือน
                    3) ที่มาของข้อมูลจำนวนและปริมาณน้ำใช้เฉลี่ยต่อเดือน นำมาจากรายงานประจำปีของกปน.
               
                จากตารางที่ 5 พบว่า หากใช้ค่าเฉลี่ยของปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยต่อเดือน จำแนกตามผู้ใช้น้ำรายเล็กและผู้ใช้น้ำรายใหญ่ ผู้ใช้น้ำรายเล็กกว่า 2.19 ล้านคน มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 31 ลบ.ม. ต่อเดือน จะเสียค่าธรรมเนียมแบบเหมาจ่าย 30 บาทต่อเดือน หรือ 360 บาทต่อปี รวมเป็นงบประมาณให้กทม. ทั้งสิ้น 788.74 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ผู้ใช้น้ำรายเล็กกว่า 35,764 คน มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 137.23 ลบ.ม. ต่อเดือน ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมเหมาจ่ายเท่ากับ 500 บาทต่อเดือน หรือ 6,000 บาทต่อปี ตามเกณฑ์ที่กทม. กำหนดแสดงในตารางที่ 1 ซึ่งสร้างงบประมาณให้กทม. กว่า 214.58 ล้านบาท ดังนั้น หากใช้สมมติฐานนี้ กทม.จะมีรายได้เพื่อไปบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้นกว่า 1 พันล้านบาท

                ซึ่งจะเห็นว่ารายได้ที่กทม. จะได้นั้น แม้ใช้สถานการณ์ที่ประมาณแบบน้อยที่สุดแล้วก็ยังสูงกว่าค่าใช้จ่ายจริงในการบำบัดน้ำเสีย ทั้งนี้ หากปรับค่าบำบัดลงครึ่งนึ่งจากตารางที่ 3 (ผู้ใช้รายย่อยเสียค่าบำบัดเฉลี่ย 15 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ใช้รายใหญ่เสียค่าบำบัดเฉลี่ย 250 บาทต่อเดือน) กทม.ก็ยังมีรายได้กว่า 500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งก็ยังสูงกว่าต้นทุนการบำบัด ดังนั้น กทม. จึงต้องทบทวนค่าบำบัดนี้ใหม่อีกครั้งเพื่อให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น

9.                                     เสนอให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียจาก Lump Sum เป็นแบบ Ad Valorem หรือเก็บเป็นร้อยละของการใช้น้ำ โดยออกแบบให้ผู้ที่ใช้น้ำน้อยเสียค่าบำบัดน้ำในอัตราที่ต่ำ เพราะหมายถึงสามารถปล่อยน้ำเสียได้น้อยเพราะสามารถผลิตน้ำเสียได้มากที่สุดเท่ากับจำนวนน้ำที่ใช้ ขณะที่ผู้ใช้น้ำมากจะต้องเสียค่าบำบัดน้ำในอัตราที่สูง เพราะสามารถปล่อยน้ำเสียได้มากเท่ากับจำนวนน้ำที่ใช้ การเก็บแบบ Progressive ซึ่งเหมือนกับการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานี้ แม้จะไม่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (เพราะเก็บจากน้ำที่จ่ายมา) แต่ก็ช่วยทำให้ผู้ที่ใช้น้ำมากและมีโอกาสผลิตน้ำเสียมากได้รับภาระค่าบำบัดน้ำเสียมาก ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ PPP มากกว่าหลักเกณฑ์ปัจจุบัน


[1] สืบค้นจาก http://www.manager.co.th/UpToDate/ViewNews.aspx?NewsID=9590000070063