วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

Myanmar, reconsidered


              Myanmar, as you know, is military-based country. In recent years, there is some good news from Myanmar – one of the poorest countries in Southeast Asia. The situation of politics is better than ten years ago because of the internal and external pressure. Releasing of political prisoners and also Aung San Suu Kyi in 2010 until the election in April 2012 guarantees the improved political scenario. Parliament also passed the law to help encourage investment from foreign investor. The United State, E.U., and Australia started easing sanction. World Bank and E.U. have already opened their office while Dawei port is constructing assiduously. China – one of the greatest border trading partner – does not stop constructing the infrastructure in connecting Yunnan to other countries in Indochina region. Consequently, the world is now glaring at Myanmar. It is the fact that Myanmar has potential to become leader of Southeast Asia, economically, socially, and politically.
This paper, “Myanmar; reconsidered”, deliberately explains about Myanmar economy. However, it’s linked to politics and society as well. Contents of this paper have many dimensions including the country fact, economic health, trade, welfare, labor migration, and policy suggestion. Initially, when you consider Myanmar, you may think about life’s deprivation, conflict, and military – controlled; however, Myanmar has a long line and there is some background that you should know before judging. Also, some statistics indicate the outstanding growth rate in various fields, for instance, Gross Domestic Product, Human Development Index,  Export Index Value. So, this paper will reconsider Myanmar in many dimensions. Nevertheless, in collecting data, it is difficult because there are many sources of information and those are different (for example, GDP from World Bank is not similar to Government Office even the same recent year). It is hard for me to select only one source of a ton of data for analyzing.
This paper could not have been written without Asst. Prof. Dr. Nisit  Panthamit who not only suggested me to find an information but also challenged me throughout the international economics class. Also, I am very thankful to Prof. Kyaw Min Hton, pro-rector of Yangon Institute of Economics, who gave me information about Myanmar Economy. Additionally, I am equally thankful to Ni Lar,Ph.D who informed me about Dawei port in Myanmar. I would also like to thank my parents, who were the initial instigator and early on provided advice and encouragement.



Wannaphong Durongkaveroj
September 2012


Please  feel free to click the link below to download this paper,

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

การปรับใช้แนวความคิด Offshore Assembly Provisions (OAPs) หรือ ภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร สำหรับภาคการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทย ในบริบทของความพึงพอใจของผู้บริโภคภายในประเทศและรายได้จากภาษีนำเข้าของรัฐบาลไทย

บทความโดย วรรณพงษ์   ดุรงคเวโรจน์

                การเก็บภาษีนำเข้า (Tariff) โดยส่วนมากแล้วนั้นเป็นการตอกย้ำนโยบายการปกป้องประเทศ (Protectionist Policy) แต่หากในส่วนของการปกป้องนั้นกลายเป็นผู้ผลิตภายในประเทศ ไม่ใช่ผู้บริโภคแต่อย่างใด ในแต่ละประเทศนั้นภาษีนำเข้ามีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งนี้ในตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำหนดภาษีนำเข้าอย่างหลากหลาย แต่ละประเทศที่ทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาต้องเจอกับอัตราภาษีนำเข้าที่แตกต่างกัน ทั้งนี้มีรูปแบบหนึ่งของอัตราภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจ เรียกว่า Offshore Assembly Provisions (OAPs) โดยชื่อในภาษาไทยนั้น ยังไม่มีผู้ตั้งไว้ แต่ผู้เขียนจะขอเรียกเป็น ภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร  โดยปกตินั้น ภาษีนำเข้ามักเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าของสินค้า(Ad volarem Tariffs) ซึ่ง OAPs นั้นเป็นการลดอัตราภาษีจากมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศให้เหลือ 0% โดยส่วนที่เหลือที่ผลิตภายนอกประเทศนั้นจะถูกเก็บภาษีแทน แต่การเก็บภาษีในกรณีนี้จะต้องเป็นสินค้าที่ถูกผลิตในประเทศที่ทำ OAP และนำไปประกอบในประเทศตน ซึ่งจะหมายถึงการผลิตสินค้าช่วงกลาง (Intermediate Goods ) หรือเป็นการที่บริษัทต่างชาติ (Multinational Enterprise) เลือกทำ Vertical Diversification หมายความว่า บริษัทจากประเทศ A เข้ามาเปิดโรงงานในประเทศ B เพื่อผลิตสินค้าช่วงกลาง แล้วนำไปประกอบเป็นสินค้าสุดท้าย (Final Goods) ในประเทศ A โดย OAPs เป็นแนวคิดที่ว่า ภาษีนำเข้าจะถูกเก็บจากส่วนที่เป็น “มูลค่าของต่างชาติ” เท่านั้น จะละเว้นมูลค่าของสินค้าที่ “เกิดจากคนในประเทศ” ซึ่งก็คือประเทศที่กำหนด OAPs นั่นเอง
ในส่วนของเนื้อหาขอแยกอธิบายเป็นส่วนของการบรรยายทั่วไป กับ อธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์

1  การอธิบายด้วยหลักบรรยายทั่วไป

    ยกตัวอย่างเช่น บริษัท CORNELL เข้ามาผลิตยางรถยนต์ในประเทศไทย แล้วนำไปผลิตรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วส่งรถยนต์กลับมาขายในประเทศ ตามปกติที่เราจะกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งคัน เช่น ร้อยละ 70 จากมูลค่าสินค้านำเข้า หรือร้อยละ 70 ของมูลค่ารถยนต์ หากรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 500,000 บาท ประเทศไทยจะเก็บอัตราภาษีนำเข้า 0.7 × 500,000 = 350,000 รวมราคารถยนต์ที่ผู้บริโภคในประเทศไทยจะต้องซื้อคือ 850,000 บาท ทั้งนี้จากแนวคิดภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร (OAPs) ประเทศไทยจะเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกา “เฉพาะ”มูลค่าที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ หรือเฉพาะที่เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่นับรวมมูลค่าที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พูดในนัยหนึ่งคือว่า หากมูลค่ารวมของสินค้าคือ 100 หน่วย เกิดจากประเทศส่งออก 60 หน่วย เกิดจากประเทศนำเข้า 40 หน่วย ภาษีนำเข้าจะเก็บในส่วนของ 60 หน่วยเท่านั้น ในกรณีรถยนต์ดังตัวอย่างข้างต้น หากยางรถยนต์มีมูลค่า 50,000 บาท อัตราภาษีร้อยละ 70 จะถูกเก็บจากฐานเหลือ (500,000 – 50,000) × 0.7 = 315,000 รวมราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเป็น 815,000 เพราะฉะนั้นจะมีราคาน้อยลงกว่าเดิมเท่านั้นส่วนของมูลค่าที่หักลบไปอันเนื่องมาจากการผลิตในประเทศนำเข้า คือ 35,000 บาท หรือ 50,000 ×0.7 นั่นเอง  หรือคิดเป็น ร้อยละ 7 ของราคาเดิม
ใครคือผู้ได้ประโยชน์?
แน่นอนว่าผู้ผลิตภายในประเทศยังคงได้รับประโยชน์จากการเก็บภาษีนำเข้าเท่าเดิม เพราะสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นจากการที่ราคาสินค้านำเข้าสูง ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าภายในประเทศ ผู้ผลิตได้ประโยชน์จากการที่สามารถขายสินค้าและบริการในราคาที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้การที่ทำภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร (OAPs) จะทำให้ราคาสินค้าที่เข้ามามีราคาถูกลง ผู้บริโภคย่อมได้รับประโยชน์มากขึ้นหรือเสียน้อยกว่าเดิมเพราะผู้บริโภคย่อมเสียประโยชน์อยู่แล้วจากการเก็บภาษีนำเข้า แต่การเก็บในรูปแบบ OAPs นั้นจะเป็นการลดพื้นที่ความเสียหายของผู้บริโภค ซึ่งดีกว่าการเก็บภาษีในรูปแบบเดิมอย่างแน่นอน
                ทั้งนี้ รูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักรจะให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อมูลค่าของสินค้าที่นำเข้ามีที่มาจากสินค้าช่วงกลางที่ผลิตในประเทศไทยแล้วนำไปประกอบในต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น หากรถยนต์ราคา 500,000 บาท และมีมูลค่าที่ได้จากสินค้าช่วงกลางในประเทศไทย 400,000 บาท ภาษีนำเข้าจะถูกเก็บในส่วนของมูลค่านอกประเทศเป็นจำนวน 100,000 บาท หากเก็บอัตราภาษี ร้อยละ 70 จะสามารถลดภาระภาษีที่จะตกแก่ผู้บริโภคดังนี้
ก่อนการเก็บภาษีตามรูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร รถยนต์มีมูลค่า 500,000 บาท ถูกเก็บภาษี ร้อยละ 70 ดังนั้น ราคาของรถยนต์ที่เข้ามาขายในประเทศไทยจะเป็น 500,000 × 1.7 = 850,000  บาท
หลังการเก็บภาษีตามรูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร รถยนต์มูลค่าจากนอกประเทศเพียง 100,000 บาท (เพราะเป็นมูลค่าที่ผลิตในไทย 400,000 บาท) ถูกเก็บภาษีร้อยละ 70 ดังนั้น ราคาของรถยนต์ที่เข้ามาขายในประเทศจะเป็น 500,000 + (100,000 × 0.7) = 570,000 บาท ซึ่งสามารถลดจำนวนเงินของผู้บริโภคได้ถึง 280,000 บาท
                ผู้บริโภคในประเทศไทยย่อมมีความพึงพอใจมากขึ้นจากการบริโภคสินค้าและบริการภายใต้รูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักรอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้รัฐบาลก็จะลดน้อยลงไปด้วยเท่ากับจำนวนภาระของผู้บริโภคที่ถูกผลักออกไป อย่างไรก็ตาม รายได้จากภาษีนั้นนับว่าเป็นรายได้หลักของรัฐบาล แต่การเก็บภาษีนำเข้าเพื่อนำมาเป็นรายได้นั้นนับว่าไม่นิยมและเป็นการแขวนสวัสดิการของประเทศไว้บนเส้นด้าย เพราะหากผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้ว รัฐก็จะไม่ได้รายได้ด้วย ภาษีที่รัฐควรให้ความสำคัญคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่สามารถเก็บได้จากเงินเดือนของประชาชนทั่วไป มีความแน่นอนกว่า มีความเป็นสากลกว่า และมีประสิทธิภาพมากว่าตรงตามลักษณะรูปแบบภาษีที่ดีอันนำมาซึ่งหลักประกันสวัสดิการของประเทศ โดยในปัจจุบันคนไทยเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 2 ล้านกว่าคน เงินในส่วนนี้มาจากประชาชนคิดเป็นร้อยละ 3 จากประชากรทั้งนั้น เงินจากประชาชนร้อยละ 3 ต้องนำไปเลี้ยงประชาชน 67 ล้านคน คำถามคือ จะพอไหม? แล้วถ้าไม่พอ รัฐจะทำอย่างไร? กู้ต่างประเทศแล้วให้คนรุ่นถัดมาแบกรับภาษีการใช้คืนในรูปของดอกเบี้ยอย่างนั้นหรือ? ความสมดุลของรายได้และรายจ่ายรัฐบาลถือว่าเป็นส่วนที่รัฐควรให้ความสำคัญมากที่สุดเพื่อป้องกันปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะต้องเผชิญในอนาคตสืบเนื่องจากโลกทุนนิยมที่ไม่แน่ไม่นอนและผันแปรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

2.              การอธิบายด้วยหลักเศรษฐศาสตร์


              สมมุติฐาน
1.             สมมติว่าโลกประกอบด้วย 2 ประเทศ ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก (Small Country) หมายความว่า ประเทศไทยไม่มีอำนาจในการขึ้นหรือลดราคาสินค้าในตลาดโลกได้ หากราคาในตลาดโลกเท่ากับ x บาทต่อหน่วย ผู้บริโภคในประเทศย่อมต้องยอมรับราคา x บาท ต่อหน่วย ดังนั้น จึงเห็นเส้น Supply ของสินค้าเป็นเส้น Horizontal แสดงระดับราคาคงที่ ณ หน่วยบริโภคใดใด
2.     ประเทศไทย เป็นประเทศแรงงานสมบูรณ์ ตามทฤษฏีเฮคเชอร์โอลิน (Heckscher Ohlin Theory) ประเทศไทยควรส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น และนำเข้าสินค้าทุนเข้มข้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศทุนสมบูรณ์ ตามทฤษฏีเฮคเชอร์โอลิน(Heckscher Ohlin Theory) ประเทศสหรัฐอเมริกาควรส่งออกสินค้าที่ใช้ทุนเข้มข้นและนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้ม
3.             พิจารณาสินค้าทุนเข้มข้นคือรถยนต์ ประเทศไทยนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา
สถานการณ์
       1.   กรณีเกิดการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ปลอดภาษีนำเข้า ประเทศไทยนำเข้ารถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกา จุดดุลยภาพของตลาดอยู่ที่ จุด g โดยผู้บริโภค บริโภครถยนต์ 18 คัน ผู้ผลิต ผลิตภายในประเทศ 6 คัน ดังนั้นนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา12 คัน ส่วนเกินผู้บริโภค (Consumer Surplus) เท่ากับ พื้นที่สามเหลี่ยม agm และส่วนเกินผู้ผลิต (Producer Surplus) เท่ากับพื้นที่สามเหลี่ยม mfh 2.         หากประเทศไทยเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 70 ของมูลค่าสินค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิต(Protectionist Policy) ดังนั้น ราคารถยนต์รวมภาษีนำเข้าคือ 850,000 บาท และเส้น Supply กลายเป็นเส้นสีเทา (Traditional Tariff) จุดดุลยภาพอยู่ที่จุด b ณ ระดับราคาดังกล่าว จาก Law of Demand ผู้บริโภคลดการบริโภครถยนต์ลงเหลือ 14 คัน ผู้ผลิต เมื่อเห็นระดับราคาสูงขึ้น ความต้องการขายจึงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10 คัน และนำเข้าลดลงเหลือเพียง 4 คัน อย่างไรก็ตาม จากการเก็บภาษีนำเข้า ทำให้ส่วนเกินผู้บริโภคลดลงเหลือพื้นที่สามเหลี่ยม abc และส่วนเกินผู้ผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่พื้นที่สามเหลี่ยม hvc การเก็บภาษีดังกล่าว ทำให้เกิดเงื่อนไขการพิจารณาดังนี้ คือ ส่วนของส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป หรือพื้นที่ห้าเหลี่ยม cbgm โดยพื้นที่ cvfm ถูกย้ายไปให้กับผู้ผลิต พื้นที่ vbyk เป็นส่วนของรายได้ของรัฐบาลจากการเก็บภาษี ส่วนที่เหลือคือ Deadweight Loss อันเกิดมาจากการบริโภคและการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ได้แก่พื้นที่สามเหลี่ยม vkf เกิดจากการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะผู้ผลิตในประเทศแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าผู้ผลิตต่างประเทศ หมายความว่าผลิตในประเทศแทนที่จะนำเข้า สังเกตจากเส้น Domestic Supply หรือ S(d) ที่สูงกว่า เส้น Horizontal Supply ณ ปริมาณ 6 – 10 และพื้นที่สามเหลี่ยม bgy เกิดจากการบริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้บริโภคให้คุณค่าของสินค้าในช่วง 14 -18 มากกว่าราคาหรือการผลิต เทียบจากความสูงของเส้นอุปสงค์ D(d) สูงกว่าเส้น Supply ของปริมาณโลก ดังนั้นจะเห็นว่าพื้นที่ Deadweight loss รวมทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภคมีค่าเท่ากับ(0.5×350,000×4)+(0.5×4×50,000)=1,400,000 จากส่วนของส่วนเกินผู้บริโภค (Consumer Surplus) ทั้งหมดเท่ากับพื้นที่ห้าเหลี่ยม ebgm ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.5×350,000×(14+18)=5,600,000  โดยรัฐบาลได้ไป(18-14)×350,000=1,400,000 และถูกโอนย้ายไปให้ผู้ผลิต ซึ่งมีค่าเท่ากับห้าเหลี่ยม cvfm หรือ 0.5×350,000×(6+10)=2,800,000

          ส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป = ส่วนเกินผู้ผลิต + รายได้รัฐจากภาษี + Deadweight Loss
               5,600,000                        =  2,800,000 + 1,400,000 + 1,400,000
     3. หากประเทศใช้ระบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร (OAPs) รถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนส่วนใหญ่ในประเทศไทยและนำไปประกอบ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่าจากจากประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 100,000 บาท (เพราะเป็นมูลค่าที่ผลิตในไทย 400,000 บาท) ดังนั้นจะถูกเก็บภาษีร้อยละ 70 เฉพาะในส่วนของมูลค่าของภายนอกประเทศ ดังนั้น ราคาของรถยนต์ที่เข้ามาขายในประเทศจะเป็น 500,000 + (100,000 × 0.7) = 570,000 บาท ซึ่งสามารถลดจำนวนเงินของผู้บริโภคได้ถึง 280,000 บาท โดยเส้น Supply World จะมาเป็นเส้นสีเหลือง (Offshore Assembly Provision) โดยจุดดุลยภาพจะอยู่ที่จุด d ณ จุดดังกล่าว จะมีการบริโภคทั้งสิ้น 16 คัน ผลิตภายในประเทศคือ 8 คัน และนำเข้าทั้งสิ้น 8 คัน จากการเก็บภาษีแบบ OAPs ส่วนเกินผู้บริโภคคือพื้นที่สามเหลี่ยม adi และส่วนเกินผู้ผลิตคือสามเหลี่ยม hei รายได้ของรัฐบาลคือสี่เหลี่ยม  edxp พื้นที่ Deadweight loss คือพื้นที่สามเหลี่ยม fep ซึ่งเกิดจากการบริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพ และพื้นที่สามเหลี่ยม dgx ซึ่งเกิดจากการบริโภคที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยพื้นที่ของส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป(เทียบกับก่อนเก็บภาษีนำเข้า) คือ พื้นที่ห้าเหลี่ยม idgm ซึ่งมีพื้นที่เท่ากับ 0.5×70,000×(16+18)=1,190,000 ถูกย้ายไปให้ส่วนเกินผู้ผลิต(iefm) จำนวน 0.5×70,000×(6+8)=490,000 รายได้ของรัฐบาลคือ70,000×(16-8)=560,000   และ Deadweight loss คือ (0.5×70,000×2)+(0.5×70,000×2)=140,000  

       ส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป = ส่วนเกินผู้ผลิต + รายได้รัฐจากภาษี + Deadweight Loss
           1,190,000                          =  490,000 + 560,000 + 140,000 

เปรียบเทียบ 2 รูปแบบระหว่าง Traditional Tariff กับ OAPs
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
พื้นที่TT
พื้นที่ OAPS
มูลค่า TT
มูลค่า OAPs
ส่วนเกินผู้บริโภค
(-) cbgm
(-) idgm
(-) 5,600,000
(-) 1,190,000
ส่วนเกินผู้ผลิต
(+) cvfm
(+) iefm
(+) 2,800,000
(+) 490,000
รายได้รัฐบาล
(+) vbyk
(+) edxp
(+) 1,400,000
(+) 560,000
Deadweight Loss
(-) vkf+bgy
(-) fep+dgx
(-) 1,400,000
(-) 140,000



จากกราฟ จะเห็นอย่างชัดเจนว่า ส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไปนั้นลดน้อยลง ส่วนเกินผู้ผลิตที่เสียไปลดน้อยลงเช่นกัน และรวมถึงรายได้ของรัฐและพื้นที่ deadweight loss หรือการเสียเปล่าจากนโยบายก็ลดลงเช่นกัน ดังนั้น OAPs จึงเข้ามาอุดช่องว่างของ Traditional Tariff โดยช่วยให้ความสูญเสียที่เกิดจากภาษีนำเข้า อีกทั้งยังเป็นการให้ความสำคัญกับมูลค่าของสินค้าที่เกิดภายในประเทศและถูกนำเข้าใหม่ (Re-enter) โดยประเทศที่เข้ามาสร้างฐานการผลิต และโดยสวัสดิการโดยรวมของประเทศย่อมสูงขึ้นเช่นกัน