วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หลักเศรษฐศาสตร์กับโครงการรับจำนำข้าว : อีกหนึ่งเสียงที่รัฐควรฟัง



ภาพ : www.bansuanporpeang.com
                                                                           

                         บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์
เชื่อแน่ว่าหนึ่งในหัวข้อร้อนในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นโครงการรับจำนำข้าวที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ในฝั่งของผู้ไม่เห็นด้วยก็มีนักวิชาทางนิด้าและทีดีอาร์ไอเข้ามาเป็นแกนหลัก และในส่วนของผู้เห็นด้วย แน่นอนว่าย่อมเป็นรัฐบาลผู้ออกนโยบายเองอีกทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลประโยชน์ (beneficiary) จากการอุดหนุนตลาดนี้
                โครงการรับจำนำข้าวในทัศคติของตัวกระผมนั้น มีอยู่ 2 ด้านคือ ทั้งเห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย แต่จะเอนไปฝั่งไม่เห็นด้วยเสียไปเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพราะการรับจำนำข้าวถือเป็นการแทรกแซงตลาดที่ทำโดยรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งหวังเพื่อให้ผู้รับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากราคาพืชผลทางการเกษตรที่สูงขึ้นอันนำมาซึ่งรายได้ที่สามารถนำมาจุนเจือ ครอบครัวได้มากขึ้นนั่นเอง แต่ก็มีข้อเสียบางอย่างที่น่าสนใจ โดยกระผมขอแยกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
1. ในทางทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ โครงการรับจำนำข้าวเป็นการแทรกแซงตลาด (Government Intervention) เป็นการกำหนดราคารับซื้อที่สูงเกินกว่าราคาตลาด เกษตรกรมีแรงจูงใจ (Incentive) ที่สูงกว่าความต้องการที่แท้จริงของตลาด (Demand) ก่อให้เกิด ของเหลือเกิดขึ้น และจะเหมือนกับโครงการหอมแดงโดยอคส.  ในปี พ.ศ. 2554 การกระทำดังกล่าวทำให้ตลาดออกากจุดดุลยภาพ (Equilibrium) คำถามก็คือว่า แล้วจุดดุลยภาพที่ว่า มันอยู่ตรงไหน ? ไม่มีใครตอบคำถามข้อนี้ได้ เพราะตลาดเมื่อเข้าสู่รูปแบบของการแข่งขันสมบูรณ์แล้ว ราคาของตลาดจะตอบสนองตามแรงแห่งอุปสงค์และแรงแห่งอุปทาน สิ่งนี้เรียกว่า Price Mechanism (Smith) การแทรกแซงดังกล่าวเป็นการทำลายรูปแบบของ Laissez – Faire ที่ปล่อยให้อุปสงค์และอุปทานทำงานกันไปตามหลักมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) ถามว่า แล้วมันสำคัญอย่างไร ? มันสำคัญก็เพราะเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา หรือรัฐบาลชุดนี้ล้มเลิกโครงการดังกล่าวนี้ ตลาดจะมีต้นทุนในการกลับคืนสู่สภาวะเดิม ต้นทุนดังกล่าวอยู่ในรูปของค่าเสียโอกาสนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐจะไม่สามารถแทรกแซงตลาดได้เลย เมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดเกิดความล้มเหลว (Market Failure) รัฐบาลสามารถเข้าแก้ไขด้วยการเก็บภาษี หรือการอุดหนุน แต่เมื่อใดที่ตลาดไม่ได้เกิดความล้มเหลว หากแต่สมบูรณ์ตามวิถีทางอยู่แล้วนั้น การแทรกแซงตลาดด้วยการอุดหนุนหรือภาษีจะกลายเป็นความล้มเหลวทางตลาดเสียเอง เพราะฉะนั้น รัฐควรให้ความสำคัญกับองคภาวะของตลาด (Market Condition) เพราะมันมีส่วนสำคัญต่อสวัสดิการของประชาชนโดยรวม คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียแน่นอนว่าจะต้องมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ การรับมือดังกล่าวจะถูกถ่ายโอนจากตลาดมายังรัฐบาล หากรัฐไม่มีการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนถึงธรรมชาติของตลาดเสียก่อนออกโครงการ
2.  โครงการรับจำนำข้าว เป็นการช่วยเหลือชาวนา ชาวนาในประเทศไทยมีจำนวน 4 ล้านคน 1 ล้านคนเป็นเกษตรกรผู้ร่ำรวยซึ่งมีปริมาณข้าวให้ตลาดข้าวถึง 52% คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมรัฐต้องเลือกอุดหนุนชาวนา ? แน่นอนว่าชาวนามีความสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แม้ไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่ก็ไม่น้อยกว่ากว่าภาคอื่น อย่างไรก็ตาม จากหลัก Maximin ของ John Ralws ที่กล่าวว่าสวัสดิการของสังคมสามารถเพิ่มขึ้นได้โดยการไปเพิ่มสวัสดิการของผู้ที่ได้ส่วนแบ่งของความมั่งคั่งของชาติน้อยที่สุด พูดอีกทีก็คือ คนจนที่สุด รัฐควรช่วยเหลือคนจนที่สุด ปัญหาก็คือว่า แล้วคนจนที่สุดในประเทศไทยคือใคร ? ใช่ชาวนาหรือไม่? หรือเป็นแรงงานในโรงงาน? หรือว่าเป็นภาคการก่อสร้าง คนจนในประเทศไทยที่ใช้ชีวิตภายใต้เส้นความยากจนที่ 1,678 บาทต่อเดือน มีมากกว่า 5 ล้านคน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) แล้วคนเหล่านี้ ได้รับประโยชน์จากนโยบายแห่งรัฐแล้วหรือยัง ? ไล่ตั้งแต่นโยบายรถคันแรก คนที่ซื้อรถ มีความสามารถในการผ่อนชำระคือคนจนที่รายได้สุทธิน้อยกว่า 150,000 บาทต่อปีใช่หรือไม่? หรือว่าคนที่ได้รับประโยชน์คือคนชั้นกลาง ที่พร้อมจะซื้อรถกันอยู่แล้ว นี่เป็นคำถามที่รัฐบาลจะต้องหาคำตอบ หรือนโยบายบ้านหลังแรก ที่ออกกฎว่าสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ คำถามคือ คนจนเสียภาษีไหม? คำตอบว่า ไม่ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร คนไทยที่มีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี แล้วอย่างนี้ คนจนจะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการบ้านหลังแรกได้อย่างไรในเมื่อเขาไม่ได้จ่ายภาษี และกลายเป็นผู้ผิดเกณฑ์ (Ineligilbility) ของโครงการไป ถัดมาที่โครงการแทปเล็ต คนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินนี้คือเด็กป. 1 ที่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่การันตีถึงประโยชน์ของแท็ปเล็ต ยกเว้นคำกล่าวอ้างของรมว.ไอที (ทำไมไม่ใช่กระทรวงศึกษา?) ที่ว่าดีอย่างนู้น ดีอย่างนี้ ต่างชาติเขาทำกัน คำถามคือ งานวิจัยที่รองรับอยู่ที่ไหน? นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต้องยอมรับว่าสามารถดึงดูดให้ประชาชนที่เข้าคูหานั้น กาเลือกให้ได้อย่างสบายๆ เพราะมันคือนโยบายประชานิยม แต่มันไม่ใช่นโยบายสังคมนิยม สังคมนิยมคือทุกคนในสังคมต้องได้เหมือนกัน แต่จากนโยบายปีแรกของรัฐบาลดังกล่าว เห็นได้ชัดว่ามีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ไป ซึ่งเป็นจุดที่รัฐควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง  และในแง่ของความคุ้มค่า ภายใต้จุดประสงค์หรือผลประโยชน์ใดใด รัฐควรดูว่ามีวิธีการอื่นอีกไหมที่จะถึงซึ่งจุดประสงค์โครงการด้วยวิธีอื่น ที่ใช้ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ลักษณะนี้เรียก Cost- Effectiveness Analysis เช่น กรณีช่วยเหลือชาวนาจำนวน 4 ล้านคน ใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยหากใช้วิธีรับจำนำข้าวแล้ว จะทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมต้นทุนค่าเก็บรักษาข้าว ค่าดำเนินการต่างๆ รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส เปรียบเทียบกับวิธีแจกจ่ายเงินโดยตรง คนละ 1,000 บาท ชาวนา 4 ล้านคน รัฐก็จะใช้เงินแค่ 4 พันล้านบาท ต้นทุนในการดำเนินงานยังถูกกว่าเพราะไม่ต้องมีค่าเสื่อมของข้าวหรือค่ารักษา ข้าว นี่คือเรื่องสำคัญเพราะจะเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพในการบริหาร เงินภาษีของราษฎรมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง
3.  ทั้ง นี้ ผู้เขียนก็เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวในบางประการเช่นกัน โครงการรับจำนำข้าวนั้นเป็นการกระตุ้นตลาดในอีกทางหนึ่ง ทำให้ชาวนามีความตื่นตัวในการทำการเกษตร การทำนาเป็นสิ่งที่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถึงแม้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะทำอุตสาหกรรมมากกว่าเมื่อเทียบกับเกษตรกรรม แต่ประเทศเกษตรกรรมก็สามารถหล่อเลี้ยงชาติได้เหมือนกัน เพราะอย่าลืมว่าชีวิตมนุษย์ แม้จะอาศัยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตแค่ไหน แต่ก็ต้องกิน และสิ่งที่กิน ย่อมหมายถึงสินค้าเกษตรกรรมนั่นเอง เพราะเราบริโภคอุตสาหกรรมเป็นอาหารไม่ได้ การให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรเป็นสิ่งที่ทุกประเทศให้ความสนใจ นโยบายของรัฐก็เช่นกัน เมื่อกระทบกับราคาตลาด ย่อมมีผลในวงกล้างไม่เพียงเฉพาะผู้ปลูกหรือผู้ขายเท่านั้น จากโครงการดังกล่าว เมื่อเห็นว่าราคาข้าวสูง ชาวบ้านก็หันมาทำนากันมากขึ้น การเปลี่ยนภาคการเกษตรไปยังพืชไร่ก็น้อยลง หากรัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดี ไม่ว่าจะซื้อขายผ่านรัฐแบบ จีทูจี หรือ เอ็มโอยู ประเทศไทยก็จะยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ส่งออกข้าวในโลกได้อย่างในอดีต เงื่อนไขที่มาพร้อมภาระหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลทุกข์สุขประชาชนนี้ย่อมติด ตัวรัฐบาลตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาบริหารประเทศจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย
4. การประเมิณค่าใช้จ่ายหรือบางคนอาจเรียกว่าค่าความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว การที่เรารู้จำนวนตันของข้าว แล้วนำไปคูณกับ 15,000 บาทต่อตันนั้น เป็นตัวเลขที่เกินจริงไปเสียหน่อย เพราะชาวนาทุกคนที่เข้าโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรนี้ไม่ใช่ว่าได้ 15,000 กันทุกคน ข้าวที่นำมาจำนำ ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบความชื้น และโรงสีมีหน้าที่ออกใบประทวน ชาวนาจึงจะนำไปใบประทวนนี้ไปให้กับธกส แล้วธกส. ที่จะโอนเงินเข้ามาในบัญชีของเกษตรกร ข้าวของเกษตรกรที่มีความชื้นสูงกว่ากำหนด คุณภาพไม่ได้ตามที่วางไว้ ย่อมไม่ได้ 15,000 บาท อาจจะเป็น 12,000 หรือ 13,000 ลดหลั่นกันตามคุณภาพของข้าว ทั้งนี้การนำ 15,000 เข้าไปคูณจำนวนที่รัฐรับเข้ามานั้นถือว่าเป็นตัวเลขประมาณที่ค่อนข้างสูงเกินจริง ทั้งนี้จากขั้นตอนของการรับจำนำข้าวดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้น ในขั้นตอนของการออกใบประทวนโดยโรงสี  ตามหลักเศรษฐศาสตร์นั้น เกษตรกรอาจมีแรงจูงใจมากพอที่จะฮั้วกับโรงสีให้ออกใบประทวนที่เขียนถึงคุณภาพของข้าวถึงเกณฑ์ 15,000 บาท โดยเกษตรกรจะสามารถจ่ายให้กับโรงสีในจำนวนสูงสุดเท่ากับส่วนต่างของราคาจริงกับเพดาน 15,000 บาท เช่น หากข้าวของเกษตรกรมีคุณภาพแค่ 12,500 บาท เกษตกรอาจเสนอให้โรงสีออกใบประทวนที่การันตีคุณภาพข้าว 15,000 บาท โดยเสนอเงินให้กับโรงสีเป็นจำนวนตั้งแต่ 0 – 2,500 บาท (เพราะถ้าเกิน 2,500 บาท ก็จะมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการฮั้ว) ดัง นั้น คนที่ได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว ก็คือ เกษตรกรที่ได้รับเงินมากกว่าเงินที่ควรจะได้หักลบด้วยค่าใช้จ่ายในการฮั้ว กับโรงสี และโรงสีก็ได้รับประโยชน์จากการออกใบประทวนเช่นกัน ส่วนคนทีเสียหายย่อมเป็นรัฐบาล และอย่าลืมว่า ความจริงแล้ว รัฐบาลเองก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไร เพราะเงินที่รัฐบาลนำมาบริหารประเทศก็มาจากเงินของราษฏรอันมาจากภาษีทั้ง สิ้น พูดง่ายๆก็คือว่า คนที่เสียหายที่แท้จริง ย่อมเป็นประชากร 2 ล้านกว่าคน จาก 67 ล้านคนที่เสียภาษีในแต่ละปีนั่นเอง ทั้งนี้ เรา ในฐานะผู้เสียภาษีจะมีความเสียหายมากกว่านี้หลายเท่า หากนักวิชาการ และผู้มีความรู้ทั้งหลายนิ่งเฉย ไม่ยอมออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตอบโต้นโยบายแห่งรัฐต่างๆ การปล่อยปะละเลยนั้น เอื้อประโยชน์แก่ผู้มีสถานะเหนือกว่าให้ทำการโดยมิชอบได้อย่างง่ายดาย ถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมาให้ความสำคัญกับการทุจริตในบ้านเมือง
             ปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศส่วนมาก ประกอบด้วย การที่มีราคาสินค้าเกษตรไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากการมีอุปสงค์และอุปทานที่ยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในองคภาวะตลาด(Market Condition) แล้ว ราคาย่อมเปลี่ยนมาก เมื่อราคาเปลี่ยนมากย่อมหมายถึงความไม่แน่นอน (Volatile) และนำไปสู่รายได้ที่ไม่แน่นอน นอกจากนั้นเรื่องของ Terms of Trade ก็สำคัญ เมื่อ TOT สูง ขึ้น สวัสดิการโดยรวมของคนในประเทศย่อมสูงขึ้นเพราะหมายถึงการที่ราคาสินค้าส่ง ออกมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้านำเข้าที่ผู้บริโภคภายในประเทศจะ ต้องแบกรับเอาไว้ บางคนก็เลยบอกว่า งั้นก็ดีแล้วสิที่ราคาข้าวจะสูงขึ้น เพราะ TOT จะได้สูงขึ้น ทั้งนี้ การอ้าง TOT กับราคาสินค้าส่งออกนั้น สามารถอธิบายด้วยเส้น Offer Curve ในเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ บางครั้งเส้น Offer Curve มีลักษณะ Backward-Bending หรือวกกลับ นั่นคือ ในช่วงแรกที่ราคาสูงขึ้น แน่นอนว่าสวัสดิการโดยรวมจะสูงขึ้น แต่ในระยะเวลาต่อมา ราคาสูงขึ้นกลับมีผลทำให้สวัสดิการลดน้อยถอยลง Volume of trade ลดน้อยลง นอกจากนั้นปัญหาที่สำคัญของประเทศกำลังพัฒนาอีกประการนั่นคือการเข้าถึงตลาดประเทศพัฒนาแล้วนั้นทำได้ยาก อันเนื่องมาจากการกีดกันทางการค้าผ่าน Tariff, Quota, Anti-dumping policy, Countervailing duties เป็นต้น แน่นอนว่าสินค้าเกษตรต้องออกมามากกว่าภายใต้เงื่อนไขราคาดุลยภาพเดิม ทั้งนี้การแก้ไขดังกล่าว อาจเป็น Buffer Stock หรือ Multilateral Contract ก็ได้เพื่อการันตีว่าสินค้าของชาวนาที่ผลิตออกมานั้นจะมีตลาดไว้รองรับ ผู้ผลิตก็มั่นใจว่าจะขายสินค้าได้ ผู้บริโภคก็มั่นใจได้ว่าจะมีสินค้าให้บริโภคกันแน่นอน ภายใต้ระดับราคาหรือช่วงราคา (Market floor and ceiling) ที่กำหนดไว้นั่นเอง เชื่อแน่ว่า นโยบายแห่งรัฐไม่ว่าจะมีลักษณะอย่างไร หากมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้วนั้น ย่อมส่งผลดีให้กับประเทศ สวัสดิการโดยรวมของชาติ (National Welfare) ย่อมสูงขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตย่อมดีขึ้นและนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีที่ทุกคนถวิลย์หาอย่างแน่นอน


ภาพ : www.siamrath.com

 


วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วิเคราะห์ทัศนคติของปลัดพาณิชย์คนใหม่ที่มีต่อภาคเศรษฐกิจของไทย


 Elihu Vedder (1836–1923)

จากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 หัวข้อคอลัมภ์ "ปลัดพาณิชย์คนใหม่เดินหน้าจำนำข้าว ไม่หวั่นนักวิชาจอมค้าน" มีข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับทัศนคติ และ แนวคิดของปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ที่เรียกได้ว่า "ผิดแปลก" ไปจาก "หลักวิชาเศรษฐศาสตร์" ดังต่อไปนี้

(คำพูดในเครื่องหมายคำพูด คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ดังกล่าว)

1. "ต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ และทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น มีเงินเหลือมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้" 
          ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกษตรกรมีความสำคัญต่อเศรษฐไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญใน GDP ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐแทรกแซง (intervene) ราคาของสินค้า จะส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่า Deadweight Loss เกิดขึ้น เพราะการแทรกแซงราคาเป็นการบิดเบือนราคาที่แท้จริงภายใต้มือที่มองไม่เห็นด้วยหลัก Price Mechanism (Smith,1776) ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าและบริการที่เลยจุดที่มีประสิทธิภาพ (Inefficient Production) ก่อให้เกิด "ของเหลือ" ที่ไม่จำเป็น ผลของนโยบายที่ผิดพลาดนี้สังเกตจาก "นโยบายหอมแดง" ที่อคส รับซื้อ และท้ายที่สุดแล้ว กลายเป็นของเสียจนไม่สามารถขายได้เท่าทันความต้องการของตลาดนั่นเอง นอกจากนี้การที่ระดับราคาของสินค้าสูงขึ้น ถามว่า ใครที่จะต้องแบกรับ ? ใช่ ไม่มีใครอื่นนอกจาก ผู้บริโภค การกระทำของรัฐเป็นเสมือนแรงกระตุ้นเงินเฟ้อทางอ้อม จริงอยู่ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกขึ้นมาเพื่อรองรับกับระดับการครองชีพ (Subsistence Level) ที่สูงขึ้น อันที่จริงเราควรสนใจกับ Real Income มากกว่า Real Income หมายถึง ระดับรายได้ที่แท้จริง โดยการนำเอารายได้ที่ได้มา ณ เวลาดังกล่าว หารด้วยระดับราคาสินค้า ณ เวลาเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบกับ ระดับรายได้ที่แท้จริงก่อนหน้า ในกรณีสมมุติ หากปี 2554 นาย ก. มีระดับรายได้ 8,000 บาท ระดับราคาสินค้าโดยเฉลี่ยคือ 2 บาท ดังนั้น Real income ของนายก. คือ 4,000 หน่วย แต่หากในปี 2555 รายได้ของนาย ก. คือ 9000 บาท แต่ระดับราคาสินค้าโดยเพิ่มขึ้นไปที่ 3 บาท ดังนั้น Real income จะลดลงมาเหลือแค่ 3,000 หน่วย ซึ่งน้อยกว่าในปี 2554 ด้วยซ้ำไป แต่คำถามคือว่า อะไรก้าวกระโดดเร็วกว่ากัน ระหว่างระดับราคาสินค้าและบริการ กับ รายได้ประชาชน ? แน่นอน คำตอบย่อมเป็นระดับราคาสินค้า การที่รัฐบาลของรัฐมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเกษตรกร แล้วรัฐไม่ใยดีกับกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังนั้น ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน ด้วยหลัก Maximin (Rawls) แล้วนั้น รัฐควรให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้ต่ำผ่านสวัสดิการที่จะหาให้ ดังนั้น คำถามที่รัฐจะต้องตอบคือ ผู้มีรายได้น้อยที่สุด 20% แรกคือใคร? และนโยบายที่มีอยู่ตอบโจทย์ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้วหรือยัง? 
         จากตัวแปรพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ Y = C + I + G + X - M ตัว C นี้มาจาก Disposable Income หรือ Y - T ระดับรายได้หลักหักภาษี จากคำกล่าวของปลัด แสดงให้เห็นถึงตัว C ที่เป็น Ca หรือ Consumption from Agriculturist ซึ่งแน่นอนว่า หากรัฐจำนำราคาข้าวด้วยระดับราคาที่สูงกว่าตลาดเช่นนี้แล้ว เกษตรกรย่อมมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มการบริโภคให้มากขึ้น และ Contribute ไปให้ GDP แต่คำถามคือ แล้วหน่วยเศรษฐกิจอื่นจะเป็นเช่นไร? การเพิ่มขึ้นใน Ca จะถูกฉุดด้วย Cg หรือไม่? Co ในที่นี้หมายถึง Consumption from others ไม่ว่าจะเป็น แรงงานจากภาคอุตสาหกรรม คนงานก่อสร้าง พนักงานออฟฟิศ รวมถึงหน่วยอื่นที่ไม่ได้มีรายได้สูงขึ้นเหมือนอย่างเกษตรกรแต่ต้องเผชิญกับระดับราคาสินค้าที่จะเพิ่มสูงขึ้น หากเป็นไปเช่นนี้ Ca ที่เพิ่มขึ้น จะชดเชยได้พอดีส่วน(Completely offset)หรือไม่?

2. "ไม่รู้ว่านักวิชาการทำไปเพื่ออะไร นักวิชาการไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์กว่านี้ทำกันอีกแล้วหรือ โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรก็เห็นอยู่ว่าได้ประโยชน์ หากจะคัดค้านทำไมไม่คัดค้านตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินการ" 
       ต้องทำความเข้าใจว่ารัฐบาลยุค พ.ศ. 2555 ไม่ใช่ รัฐบาลในยุคของ John Austin ที่ว่ารัฐเป็นพระเจ้า ทุกคนสามารถโต้แย้ง และกระทำการภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น นักวิชาการถือเป็นหน่วยหนึ่งของ Research and Development จากหลักวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา อ้างโดย Economic Development (Todaro) กล่าวว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศนั้น มีระดับ R&D ที่เข็มแข็งมาก รวมทั้งองค์กรอิสระ (NGOs) มีความสำคัญมากต่อนโยบายที่เข้ามาขับเคลื่อนประเทศ เมื่อรัฐบาลได้รับเลือกเข้ามาเพื่อให้บริหารประเทศ สมควรอย่างยิ่งที่จะรับฟังทุกข้อคิดเห็น และการกระทำ อย่าลืมว่าเราทำไปภายใต้กรอบของกฏหมาย นักวิชาการนิด้ามีสิทธิตามกฏหมายเอกชนที่จะเข้าเล่นการเมืองโดยสมัครรับเลือกตั้ง ควบคุมตรวจสอบการบริหารโดยผ่านกระบวนการของรัฐทั้งหลาย เลือกผู้ปกครองท้องถิ่น ชุมนุมโดยสงบเพื่อแสดงความคิด-คัดค้าน หรือรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งองค์กรทางการเมือง นี่คือสิทธิของประชาชนที่กฏหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการกำหนดสถาบันแห่งอำนาจสูงสุด สถาบันทางการเมือง และหลักประกันสิทธิ-เสรีภาพของประชาชน ได้ว่าไว้ ดังนั้นนักวิชาการจึงมีสิทธิเต็มที่ 
      ในส่วนการของรับจำนำสินค้าเกษตร ตำราเศรษฐศาสตร์จุลภาคนับร้อยเล่ม งานวิจัยที่หนุนหลังหนังสือเหล่านี้อีกมากมายที่ยืนยันว่า การรับจำนำสินค้าเกษตร ให้ผลแง่ลบเสียมากกว่าดี Laissez-faire ที่เจ๊งไม่เป็นท่าในประเทศไทย กำลังเป็นปัญหาเรื้อรัง ก่อนอื่นต้องความเข้าใจว่า การรับประกันราคาข้าวนั้น เกษตรกรได้เงินกลับมาจริง แต่รัฐก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินที่เสียไป คือเงินภาษีประชาชน ในกรณีที่จะให้สวัสดิการของเกษตรกรดีขึ้นในระดับเดียวกัน รัฐใช้เงินรอบละกว่าหลายหมื่นล้านในการโอบอุ้มเกษตรกรด้วยเงินของประชาชนผู้เสียภาษี รายได้ของรัฐส่วนใหญ่มาจากภาษีของประชาชน และจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คนไทยเสียภาษีกันแค่ 2 ล้านกว่าคน คนสองล้านกว่านี้ต้องแบกรับคนทั้งประเทศ คำถามก็คือว่า แล้วมันจะพอหรือไม่? หากไม่พอ รัฐจะทำอย่างไร? พร้อมกับคำาถามที่ว่า ความมีประสิทธิภาพของนโยบายของรัฐบาลวัดได้จากอะไร? 
       นอกจากนั้น นักวิชาการคัดค้านการประกันราคาข้าวมาตั้งนานแล้ว มาตั้งแต่สมัยที่ยังมีการเลือกตั้ง บทวิเคราะห์ของไทยรัฐเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการประกันราคาข้าวถูกเผยแพร่แทบทุกอาทิตย์ หรือยอย่างน้อย ในบลอคแหงนี้ก็ได้มีบทวิเคราะห์นโยบายราคาไว้ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นความจริงที่นักวิชาการเพิ่งออกมาโต้แย้ง 

3."นักวิชาการคิดหรือเปล่าว่าถ้าราคาข้าวลดลง ใครจะช่วยเหลือเกษตรกร"
    คำถามคือ รัฐอยากจะช่วยเกษตรกรจนลืมที่จะสนใจหน่วยเศรษฐกิจอื่นหรือเปล่าครับ? แล้วผู้บริโภคที่ทำงานในภาคก่อสร้างที่หาเช้ากินค่ำที่ต้องแบกรับค่าอาหารที่สูงขึ้น รัฐได้เข้ามาดูแลหรือเปล่า? หรือคิดว่า ขึ้นราคา 300 บาท แล้วพอเพียง? อันที่จริงเราควรสนใจกับ Real Income มากกว่า Real Income หมายถึง ระดับรายได้ที่แท้จริง โดยการนำเอารายได้ที่ได้มา ณ เวลาดังกล่าว หารด้วยระดับราคาสินค้า ณ เวลาเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบกับ ระดับรายได้ที่แท้จริงก่อนหน้า ในกรณีสมมุติ หากปี 2554 นาย ข. มีระดับรายได้ 8,000 บาท ระดับราคาสินค้าโดยเฉลี่ยคือ 2 บาท ดังนั้น Real income ของนายข. คือ 4,000 หน่วย แต่หากในปี 2555 รายได้ของนาย ข. คือ 9000 บาท แต่ระดับราคาสินค้าโดยเพิ่มขึ้นไปที่ 3 บาท ดังนั้น Real income จะลดลงมาเหลือแค่ 3,000 หน่วย ซึ่งน้อยกว่าในปี 2554 ด้วยซ้ำไป อีกหนึ่งแนวความคิดเรื่องค่าแรง 300 บาท คือแนวคิดจากหลักวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่ minimum wage ขึ้นสูงกว่า wage equilibrium แล้วนั้นหรือเรียกว่า Wage Rigidity จะก่อให้เกิดการว่างงานเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากผู้ว่าจ้างจะชะลอการว่างงานจนกระทั่งราคาค่าจ้างลดต่ำลงจนกระทั่งถึงจุด Optimum แล้วอย่างนี้ นโยบายของรัฐข้อไหนที่จะเข้ามาแก้ไข? หรือว่าพออะไรเสีย ก็ออกนโยบายออกมารอบรับ แก้กันไป แก้กันมาแบบนี้เรื่อยไป นี่คือแนวทางของนโยบายที่มีประสิทธิภาพใช่หรือไม่? 
    อีกหนึ่งแนวความคิดในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หากระดับราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น   ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบจะถูกกัดกินไปเรื่อยๆอันเนื่องมาจาการไร้ความสามารถในการแข่งขัน เมื่อประเทศไทยส่งออกข้าวโดยราคาที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่าข้าวสายพันธุ์ใกล้เคียงของอีกประเทศอย่างเวียดนามและอินเดียย่อมน่าสนใจกว่า ในความจริงที่ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังซบเซาจากสถาการณ์ของยุโรป จีน รวมถึงภาคการผลิตของญี่ปุ่นเช่นนี้ ประชาชนย่อมลดการใช้จ่ายด้วยการหันมาบริโภคสินค้าและบริการที่ถูกกว่าอย่างแน่นอน และแชมป์การส่งออกข้าวที่ไทยเราอยากจะครอบครองก็อาจได้รับผลกระทบจนกระทั่งสูญเสียไปในที่สุด 

4. "ในเร็วๆนี้ อคส.จะนำเข้าอาหารสัตว์จากประเทศเพื่อบ้านในราคาถูก และชะลอการปรับขึ้นราคา"
     ดูเหมือนว่า ทัศนคติจะไม่ค่อยสอดคล้องกันเท่าไหร่ เพราะให้ความสำคัญแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพียงอย่างใด ตามหลักแนวคิดวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ตำราจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น The World Economy(Yarbrough), Global Economy(Carbaugh), International Economics (Salvatore) เขียนอย่างชัดเจนในเรื่องของผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศ แน่นอนว่าจะมีผลทำให้ผู้บริโภคสามารถขยายการบริโภคที่มากขึ้น อันเนื่องมาจากราคาสินค้าที่ต่ำลง ส่วนเกินผู้บริโภคขยายใหญ่ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนที่เจ็บปวดก็จะเป็นผู้ผลิตเพราะจะต้องถูกบังคับให้ลดการผลิตอันเนื่องมาจากหากผู้ผลิตขายแพงกว่าราคาที่นำเข้า ก็จะไม่สามารถขายสินค้านั้นได้ ทำให้ความต้องการเสนอขายลด ส่วนเกินผู้ผลิตลด และท้ายที่สุดเงินในกระเป๋าของผู้ผลิตย่อมลดลง จุดนี้จะก่อให้เกิด Political Pressure ของผู้ผลิต นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดโควต้าการนำเข้าหรือเลยไปถึงการกำหนดภาษีการนำเข้า (Tariff) ซึ่งผลกระทบของนโยบายกีดกัดทางการค้า (Trade Barrier) ดังกล่าว ย่อมมีผลต่อสวัสดิการโดยรวมของประเทศให้ลดต่ำลงอันเนื่องมาจากสิ่งที่เรียกว่า "Deadweight Loss" การกีดกัดทางการค้าดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในภารกิจของ WTO ที่พยายามจะลด Tariff ทั่วโลก ทั้งนี้ หากนโยบายของรัฐบาลไม่สอดคล้องกับหลักแนวความคิดดังกล่าว ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนเองย่อมต้องแบกรับความผิดพลาดจากการเพิกเฉยต่อเสียงท้วงติงจากนักวิชาการที่มีหลักฐานจากงานวิจัยมากมายมารอบรับ 

      ส่วนที่สำคัญที่สุด คือความสอดคล้องของนโยบายแห่งรัฐ การมุ่งเอาใจหน่วยเศรษฐกิจใดหน่วยเศรษฐกิจหนึ่ง จะทำให้อีกหน่วยเศรษฐกิจได้รับความเดือดร้อน และเป็นเสมือนกองฟืนที่รอเชื้อเพลิงจากผู้เสียประโยชน์ภายใต้แรงกดดันทางสังคมในอนาคต 


วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

Myanmar, reconsidered


              Myanmar, as you know, is military-based country. In recent years, there is some good news from Myanmar – one of the poorest countries in Southeast Asia. The situation of politics is better than ten years ago because of the internal and external pressure. Releasing of political prisoners and also Aung San Suu Kyi in 2010 until the election in April 2012 guarantees the improved political scenario. Parliament also passed the law to help encourage investment from foreign investor. The United State, E.U., and Australia started easing sanction. World Bank and E.U. have already opened their office while Dawei port is constructing assiduously. China – one of the greatest border trading partner – does not stop constructing the infrastructure in connecting Yunnan to other countries in Indochina region. Consequently, the world is now glaring at Myanmar. It is the fact that Myanmar has potential to become leader of Southeast Asia, economically, socially, and politically.
This paper, “Myanmar; reconsidered”, deliberately explains about Myanmar economy. However, it’s linked to politics and society as well. Contents of this paper have many dimensions including the country fact, economic health, trade, welfare, labor migration, and policy suggestion. Initially, when you consider Myanmar, you may think about life’s deprivation, conflict, and military – controlled; however, Myanmar has a long line and there is some background that you should know before judging. Also, some statistics indicate the outstanding growth rate in various fields, for instance, Gross Domestic Product, Human Development Index,  Export Index Value. So, this paper will reconsider Myanmar in many dimensions. Nevertheless, in collecting data, it is difficult because there are many sources of information and those are different (for example, GDP from World Bank is not similar to Government Office even the same recent year). It is hard for me to select only one source of a ton of data for analyzing.
This paper could not have been written without Asst. Prof. Dr. Nisit  Panthamit who not only suggested me to find an information but also challenged me throughout the international economics class. Also, I am very thankful to Prof. Kyaw Min Hton, pro-rector of Yangon Institute of Economics, who gave me information about Myanmar Economy. Additionally, I am equally thankful to Ni Lar,Ph.D who informed me about Dawei port in Myanmar. I would also like to thank my parents, who were the initial instigator and early on provided advice and encouragement.



Wannaphong Durongkaveroj
September 2012


Please  feel free to click the link below to download this paper,

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

การปรับใช้แนวความคิด Offshore Assembly Provisions (OAPs) หรือ ภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร สำหรับภาคการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทย ในบริบทของความพึงพอใจของผู้บริโภคภายในประเทศและรายได้จากภาษีนำเข้าของรัฐบาลไทย

บทความโดย วรรณพงษ์   ดุรงคเวโรจน์

                การเก็บภาษีนำเข้า (Tariff) โดยส่วนมากแล้วนั้นเป็นการตอกย้ำนโยบายการปกป้องประเทศ (Protectionist Policy) แต่หากในส่วนของการปกป้องนั้นกลายเป็นผู้ผลิตภายในประเทศ ไม่ใช่ผู้บริโภคแต่อย่างใด ในแต่ละประเทศนั้นภาษีนำเข้ามีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งนี้ในตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำหนดภาษีนำเข้าอย่างหลากหลาย แต่ละประเทศที่ทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาต้องเจอกับอัตราภาษีนำเข้าที่แตกต่างกัน ทั้งนี้มีรูปแบบหนึ่งของอัตราภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจ เรียกว่า Offshore Assembly Provisions (OAPs) โดยชื่อในภาษาไทยนั้น ยังไม่มีผู้ตั้งไว้ แต่ผู้เขียนจะขอเรียกเป็น ภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร  โดยปกตินั้น ภาษีนำเข้ามักเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าของสินค้า(Ad volarem Tariffs) ซึ่ง OAPs นั้นเป็นการลดอัตราภาษีจากมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศให้เหลือ 0% โดยส่วนที่เหลือที่ผลิตภายนอกประเทศนั้นจะถูกเก็บภาษีแทน แต่การเก็บภาษีในกรณีนี้จะต้องเป็นสินค้าที่ถูกผลิตในประเทศที่ทำ OAP และนำไปประกอบในประเทศตน ซึ่งจะหมายถึงการผลิตสินค้าช่วงกลาง (Intermediate Goods ) หรือเป็นการที่บริษัทต่างชาติ (Multinational Enterprise) เลือกทำ Vertical Diversification หมายความว่า บริษัทจากประเทศ A เข้ามาเปิดโรงงานในประเทศ B เพื่อผลิตสินค้าช่วงกลาง แล้วนำไปประกอบเป็นสินค้าสุดท้าย (Final Goods) ในประเทศ A โดย OAPs เป็นแนวคิดที่ว่า ภาษีนำเข้าจะถูกเก็บจากส่วนที่เป็น “มูลค่าของต่างชาติ” เท่านั้น จะละเว้นมูลค่าของสินค้าที่ “เกิดจากคนในประเทศ” ซึ่งก็คือประเทศที่กำหนด OAPs นั่นเอง
ในส่วนของเนื้อหาขอแยกอธิบายเป็นส่วนของการบรรยายทั่วไป กับ อธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์

1  การอธิบายด้วยหลักบรรยายทั่วไป

    ยกตัวอย่างเช่น บริษัท CORNELL เข้ามาผลิตยางรถยนต์ในประเทศไทย แล้วนำไปผลิตรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วส่งรถยนต์กลับมาขายในประเทศ ตามปกติที่เราจะกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งคัน เช่น ร้อยละ 70 จากมูลค่าสินค้านำเข้า หรือร้อยละ 70 ของมูลค่ารถยนต์ หากรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 500,000 บาท ประเทศไทยจะเก็บอัตราภาษีนำเข้า 0.7 × 500,000 = 350,000 รวมราคารถยนต์ที่ผู้บริโภคในประเทศไทยจะต้องซื้อคือ 850,000 บาท ทั้งนี้จากแนวคิดภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร (OAPs) ประเทศไทยจะเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกา “เฉพาะ”มูลค่าที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ หรือเฉพาะที่เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่นับรวมมูลค่าที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พูดในนัยหนึ่งคือว่า หากมูลค่ารวมของสินค้าคือ 100 หน่วย เกิดจากประเทศส่งออก 60 หน่วย เกิดจากประเทศนำเข้า 40 หน่วย ภาษีนำเข้าจะเก็บในส่วนของ 60 หน่วยเท่านั้น ในกรณีรถยนต์ดังตัวอย่างข้างต้น หากยางรถยนต์มีมูลค่า 50,000 บาท อัตราภาษีร้อยละ 70 จะถูกเก็บจากฐานเหลือ (500,000 – 50,000) × 0.7 = 315,000 รวมราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเป็น 815,000 เพราะฉะนั้นจะมีราคาน้อยลงกว่าเดิมเท่านั้นส่วนของมูลค่าที่หักลบไปอันเนื่องมาจากการผลิตในประเทศนำเข้า คือ 35,000 บาท หรือ 50,000 ×0.7 นั่นเอง  หรือคิดเป็น ร้อยละ 7 ของราคาเดิม
ใครคือผู้ได้ประโยชน์?
แน่นอนว่าผู้ผลิตภายในประเทศยังคงได้รับประโยชน์จากการเก็บภาษีนำเข้าเท่าเดิม เพราะสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นจากการที่ราคาสินค้านำเข้าสูง ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าภายในประเทศ ผู้ผลิตได้ประโยชน์จากการที่สามารถขายสินค้าและบริการในราคาที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้การที่ทำภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร (OAPs) จะทำให้ราคาสินค้าที่เข้ามามีราคาถูกลง ผู้บริโภคย่อมได้รับประโยชน์มากขึ้นหรือเสียน้อยกว่าเดิมเพราะผู้บริโภคย่อมเสียประโยชน์อยู่แล้วจากการเก็บภาษีนำเข้า แต่การเก็บในรูปแบบ OAPs นั้นจะเป็นการลดพื้นที่ความเสียหายของผู้บริโภค ซึ่งดีกว่าการเก็บภาษีในรูปแบบเดิมอย่างแน่นอน
                ทั้งนี้ รูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักรจะให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อมูลค่าของสินค้าที่นำเข้ามีที่มาจากสินค้าช่วงกลางที่ผลิตในประเทศไทยแล้วนำไปประกอบในต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น หากรถยนต์ราคา 500,000 บาท และมีมูลค่าที่ได้จากสินค้าช่วงกลางในประเทศไทย 400,000 บาท ภาษีนำเข้าจะถูกเก็บในส่วนของมูลค่านอกประเทศเป็นจำนวน 100,000 บาท หากเก็บอัตราภาษี ร้อยละ 70 จะสามารถลดภาระภาษีที่จะตกแก่ผู้บริโภคดังนี้
ก่อนการเก็บภาษีตามรูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร รถยนต์มีมูลค่า 500,000 บาท ถูกเก็บภาษี ร้อยละ 70 ดังนั้น ราคาของรถยนต์ที่เข้ามาขายในประเทศไทยจะเป็น 500,000 × 1.7 = 850,000  บาท
หลังการเก็บภาษีตามรูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร รถยนต์มูลค่าจากนอกประเทศเพียง 100,000 บาท (เพราะเป็นมูลค่าที่ผลิตในไทย 400,000 บาท) ถูกเก็บภาษีร้อยละ 70 ดังนั้น ราคาของรถยนต์ที่เข้ามาขายในประเทศจะเป็น 500,000 + (100,000 × 0.7) = 570,000 บาท ซึ่งสามารถลดจำนวนเงินของผู้บริโภคได้ถึง 280,000 บาท
                ผู้บริโภคในประเทศไทยย่อมมีความพึงพอใจมากขึ้นจากการบริโภคสินค้าและบริการภายใต้รูปแบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักรอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้รัฐบาลก็จะลดน้อยลงไปด้วยเท่ากับจำนวนภาระของผู้บริโภคที่ถูกผลักออกไป อย่างไรก็ตาม รายได้จากภาษีนั้นนับว่าเป็นรายได้หลักของรัฐบาล แต่การเก็บภาษีนำเข้าเพื่อนำมาเป็นรายได้นั้นนับว่าไม่นิยมและเป็นการแขวนสวัสดิการของประเทศไว้บนเส้นด้าย เพราะหากผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้ว รัฐก็จะไม่ได้รายได้ด้วย ภาษีที่รัฐควรให้ความสำคัญคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่สามารถเก็บได้จากเงินเดือนของประชาชนทั่วไป มีความแน่นอนกว่า มีความเป็นสากลกว่า และมีประสิทธิภาพมากว่าตรงตามลักษณะรูปแบบภาษีที่ดีอันนำมาซึ่งหลักประกันสวัสดิการของประเทศ โดยในปัจจุบันคนไทยเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 2 ล้านกว่าคน เงินในส่วนนี้มาจากประชาชนคิดเป็นร้อยละ 3 จากประชากรทั้งนั้น เงินจากประชาชนร้อยละ 3 ต้องนำไปเลี้ยงประชาชน 67 ล้านคน คำถามคือ จะพอไหม? แล้วถ้าไม่พอ รัฐจะทำอย่างไร? กู้ต่างประเทศแล้วให้คนรุ่นถัดมาแบกรับภาษีการใช้คืนในรูปของดอกเบี้ยอย่างนั้นหรือ? ความสมดุลของรายได้และรายจ่ายรัฐบาลถือว่าเป็นส่วนที่รัฐควรให้ความสำคัญมากที่สุดเพื่อป้องกันปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะต้องเผชิญในอนาคตสืบเนื่องจากโลกทุนนิยมที่ไม่แน่ไม่นอนและผันแปรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

2.              การอธิบายด้วยหลักเศรษฐศาสตร์


              สมมุติฐาน
1.             สมมติว่าโลกประกอบด้วย 2 ประเทศ ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก (Small Country) หมายความว่า ประเทศไทยไม่มีอำนาจในการขึ้นหรือลดราคาสินค้าในตลาดโลกได้ หากราคาในตลาดโลกเท่ากับ x บาทต่อหน่วย ผู้บริโภคในประเทศย่อมต้องยอมรับราคา x บาท ต่อหน่วย ดังนั้น จึงเห็นเส้น Supply ของสินค้าเป็นเส้น Horizontal แสดงระดับราคาคงที่ ณ หน่วยบริโภคใดใด
2.     ประเทศไทย เป็นประเทศแรงงานสมบูรณ์ ตามทฤษฏีเฮคเชอร์โอลิน (Heckscher Ohlin Theory) ประเทศไทยควรส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น และนำเข้าสินค้าทุนเข้มข้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศทุนสมบูรณ์ ตามทฤษฏีเฮคเชอร์โอลิน(Heckscher Ohlin Theory) ประเทศสหรัฐอเมริกาควรส่งออกสินค้าที่ใช้ทุนเข้มข้นและนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้ม
3.             พิจารณาสินค้าทุนเข้มข้นคือรถยนต์ ประเทศไทยนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา
สถานการณ์
       1.   กรณีเกิดการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ปลอดภาษีนำเข้า ประเทศไทยนำเข้ารถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกา จุดดุลยภาพของตลาดอยู่ที่ จุด g โดยผู้บริโภค บริโภครถยนต์ 18 คัน ผู้ผลิต ผลิตภายในประเทศ 6 คัน ดังนั้นนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา12 คัน ส่วนเกินผู้บริโภค (Consumer Surplus) เท่ากับ พื้นที่สามเหลี่ยม agm และส่วนเกินผู้ผลิต (Producer Surplus) เท่ากับพื้นที่สามเหลี่ยม mfh 2.         หากประเทศไทยเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 70 ของมูลค่าสินค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิต(Protectionist Policy) ดังนั้น ราคารถยนต์รวมภาษีนำเข้าคือ 850,000 บาท และเส้น Supply กลายเป็นเส้นสีเทา (Traditional Tariff) จุดดุลยภาพอยู่ที่จุด b ณ ระดับราคาดังกล่าว จาก Law of Demand ผู้บริโภคลดการบริโภครถยนต์ลงเหลือ 14 คัน ผู้ผลิต เมื่อเห็นระดับราคาสูงขึ้น ความต้องการขายจึงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10 คัน และนำเข้าลดลงเหลือเพียง 4 คัน อย่างไรก็ตาม จากการเก็บภาษีนำเข้า ทำให้ส่วนเกินผู้บริโภคลดลงเหลือพื้นที่สามเหลี่ยม abc และส่วนเกินผู้ผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่พื้นที่สามเหลี่ยม hvc การเก็บภาษีดังกล่าว ทำให้เกิดเงื่อนไขการพิจารณาดังนี้ คือ ส่วนของส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป หรือพื้นที่ห้าเหลี่ยม cbgm โดยพื้นที่ cvfm ถูกย้ายไปให้กับผู้ผลิต พื้นที่ vbyk เป็นส่วนของรายได้ของรัฐบาลจากการเก็บภาษี ส่วนที่เหลือคือ Deadweight Loss อันเกิดมาจากการบริโภคและการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ได้แก่พื้นที่สามเหลี่ยม vkf เกิดจากการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะผู้ผลิตในประเทศแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าผู้ผลิตต่างประเทศ หมายความว่าผลิตในประเทศแทนที่จะนำเข้า สังเกตจากเส้น Domestic Supply หรือ S(d) ที่สูงกว่า เส้น Horizontal Supply ณ ปริมาณ 6 – 10 และพื้นที่สามเหลี่ยม bgy เกิดจากการบริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้บริโภคให้คุณค่าของสินค้าในช่วง 14 -18 มากกว่าราคาหรือการผลิต เทียบจากความสูงของเส้นอุปสงค์ D(d) สูงกว่าเส้น Supply ของปริมาณโลก ดังนั้นจะเห็นว่าพื้นที่ Deadweight loss รวมทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภคมีค่าเท่ากับ(0.5×350,000×4)+(0.5×4×50,000)=1,400,000 จากส่วนของส่วนเกินผู้บริโภค (Consumer Surplus) ทั้งหมดเท่ากับพื้นที่ห้าเหลี่ยม ebgm ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.5×350,000×(14+18)=5,600,000  โดยรัฐบาลได้ไป(18-14)×350,000=1,400,000 และถูกโอนย้ายไปให้ผู้ผลิต ซึ่งมีค่าเท่ากับห้าเหลี่ยม cvfm หรือ 0.5×350,000×(6+10)=2,800,000

          ส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป = ส่วนเกินผู้ผลิต + รายได้รัฐจากภาษี + Deadweight Loss
               5,600,000                        =  2,800,000 + 1,400,000 + 1,400,000
     3. หากประเทศใช้ระบบภาษีการประกอบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร (OAPs) รถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนส่วนใหญ่ในประเทศไทยและนำไปประกอบ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่าจากจากประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 100,000 บาท (เพราะเป็นมูลค่าที่ผลิตในไทย 400,000 บาท) ดังนั้นจะถูกเก็บภาษีร้อยละ 70 เฉพาะในส่วนของมูลค่าของภายนอกประเทศ ดังนั้น ราคาของรถยนต์ที่เข้ามาขายในประเทศจะเป็น 500,000 + (100,000 × 0.7) = 570,000 บาท ซึ่งสามารถลดจำนวนเงินของผู้บริโภคได้ถึง 280,000 บาท โดยเส้น Supply World จะมาเป็นเส้นสีเหลือง (Offshore Assembly Provision) โดยจุดดุลยภาพจะอยู่ที่จุด d ณ จุดดังกล่าว จะมีการบริโภคทั้งสิ้น 16 คัน ผลิตภายในประเทศคือ 8 คัน และนำเข้าทั้งสิ้น 8 คัน จากการเก็บภาษีแบบ OAPs ส่วนเกินผู้บริโภคคือพื้นที่สามเหลี่ยม adi และส่วนเกินผู้ผลิตคือสามเหลี่ยม hei รายได้ของรัฐบาลคือสี่เหลี่ยม  edxp พื้นที่ Deadweight loss คือพื้นที่สามเหลี่ยม fep ซึ่งเกิดจากการบริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพ และพื้นที่สามเหลี่ยม dgx ซึ่งเกิดจากการบริโภคที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยพื้นที่ของส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป(เทียบกับก่อนเก็บภาษีนำเข้า) คือ พื้นที่ห้าเหลี่ยม idgm ซึ่งมีพื้นที่เท่ากับ 0.5×70,000×(16+18)=1,190,000 ถูกย้ายไปให้ส่วนเกินผู้ผลิต(iefm) จำนวน 0.5×70,000×(6+8)=490,000 รายได้ของรัฐบาลคือ70,000×(16-8)=560,000   และ Deadweight loss คือ (0.5×70,000×2)+(0.5×70,000×2)=140,000  

       ส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไป = ส่วนเกินผู้ผลิต + รายได้รัฐจากภาษี + Deadweight Loss
           1,190,000                          =  490,000 + 560,000 + 140,000 

เปรียบเทียบ 2 รูปแบบระหว่าง Traditional Tariff กับ OAPs
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
พื้นที่TT
พื้นที่ OAPS
มูลค่า TT
มูลค่า OAPs
ส่วนเกินผู้บริโภค
(-) cbgm
(-) idgm
(-) 5,600,000
(-) 1,190,000
ส่วนเกินผู้ผลิต
(+) cvfm
(+) iefm
(+) 2,800,000
(+) 490,000
รายได้รัฐบาล
(+) vbyk
(+) edxp
(+) 1,400,000
(+) 560,000
Deadweight Loss
(-) vkf+bgy
(-) fep+dgx
(-) 1,400,000
(-) 140,000



จากกราฟ จะเห็นอย่างชัดเจนว่า ส่วนเกินผู้บริโภคที่เสียไปนั้นลดน้อยลง ส่วนเกินผู้ผลิตที่เสียไปลดน้อยลงเช่นกัน และรวมถึงรายได้ของรัฐและพื้นที่ deadweight loss หรือการเสียเปล่าจากนโยบายก็ลดลงเช่นกัน ดังนั้น OAPs จึงเข้ามาอุดช่องว่างของ Traditional Tariff โดยช่วยให้ความสูญเสียที่เกิดจากภาษีนำเข้า อีกทั้งยังเป็นการให้ความสำคัญกับมูลค่าของสินค้าที่เกิดภายในประเทศและถูกนำเข้าใหม่ (Re-enter) โดยประเทศที่เข้ามาสร้างฐานการผลิต และโดยสวัสดิการโดยรวมของประเทศย่อมสูงขึ้นเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พม่า..ผืนแผ่นดินทอง


ประเทศพม่า (Burma หรือ Myanmar) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า" (Republic of the Union of Myanmar) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคาบสมุทรอินโดจีน มีพรมแดนทางแผ่นดินติดต่อกับ 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน บังคลาเทศ ลาว และไทย ทั้งนี้ พม่าเคยอยู่ภายใต้อาณานิยมของอังกฤษในช่วง พ.ศ. 2367-2485 และ 2488-2491
ด้วยพื้นที่ 261,789 ตารางไมล์ ( 678,034 ตารางกิโลเมตร ) แบ่งเป็นพื้นที่ทางบก 657,740 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ทางน้ำ 20,760 ตารางกิโลเมตร
 อาณาเขต                 ทางฝั่งตะวันตกอยู่ติดกับบังกลาเทศ
ทางเหนือติดกับอินเดียและจีน 
ทางตะวันออกติดกับลาวและไทย
ทางตอนใต้ของประเทศจะอยู่ติดกับอ่าวเบงกอลและทะเล  อันดามัน
จังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับพม่า มี 10 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและระนอง
 การปกครอง แบ่งเป็น 7ภาคได้แก่ เขตอิระวดี เขตมาแกว เขตมัณฑะเลย์ เขตพะโค (หงสาวดี) เขตสะกาย เขตตะนาวศรี และเขตย่างกุ้ง และ 7 รัฐ ได้แก่ รัฐยะไข่ รัฐชิน รัฐคะฉิ่น รัฐกะเหรี่ยง รัฐคะยา รัฐมอญ และรัฐฉาน

           ประชากร ประมาณ 54 ล้านคน ซึ่งมีจำนวนมากเป็นลำดับที่สามในแถบอินโดจีนรองจากเวียดนามและไทย พม่านั้นประกอบด้วยชนเผ่ากว่า 110 กลุ่ม ซึ่งมาจากกว่า 135 เผ่าพันธุ์ ประชากรที่เป็นคนพม่ามีอยู่ประมาณ 68% ของประชากรทั้งหมด ชนเผ่าอื่นหลักๆ ประกอบด้วย ฉาน ประมาณ 4 ล้านคน กระเหรี่ยง ประมาณ 3 ล้านคน อาระกัน หรือ ยะไข่ประมาณ 2 ล้านคน และ จีน ชิน ว้า มอญ อินเดีย เบงกอล จิงผ่อ และ ปะหล่อง อย่างละประมาณ 1 ล้านคน
            ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไม้สัก ไม้ซุง หินปูน รวมทั้งมีแหล่งพลังงานเชื้อเพลิง และแหล่งพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ เช่น แม่น้ำสาละวิน และแร่ต่าง ๆ ผลผลิตการเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว  เมล็ดพืช ถั่ว งา อ้อย ไม้เนื้อแข็ง ปลา และผลิตภัณฑ์จากปลา ผลผลิตทางอุตสาหกรรมได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากไม้ แร่ต่าง ๆ เช่น ดีบุก ทองแดง เหล็ก ทังสเตน ซีเมนต์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ปุ๋ย น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เสื้อผ้า อัญมณี และหยก
 
            ระบบการปกครองภายใต้สนธิสัญญาฉบับใหม่ ประธานาธิบดี และ รองประธานาธิบดี สองคนจะถูกเลือกโดยสภา โดย จะต้องมีสองสภา โดยสภาล่างจะต้องมีสมาชิกไม่เกิน 40 ท่าน และสภาบนไม่เกิน 224 ท่าน ทางกองทัพปกป้องประเทศจะมีสิทธิคัดเลือกสมาชิกเป็นจำนวน 25%ของสภา การปกครองประเทศจะถูกปกครองโดยทหารโดยส่วนใหญ่
นายกรัฐมนตรี                      พลโท เต็ง เซ่ง (Lt.Gen. Tin Naing Thein)

เมืองหลวง                            เมืองเนปิดอ (Nay Pyi Taw) ซึ่งแปลว่าราชธานี เป็นเมืองหลวงใหม่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ ใกล้กับเมืองปินมะนา (Pyinmana) อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางตอนเหนือราว 320 กิโลเมตร
เมืองสำคัญ                           เมืองย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า เป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมและศูนย์กลางการค้าที่จะกระจายสินค้าไปสู่ภาคต่างๆของประเทศ โดยมีแม่น้ำย่างกุ้งเป็นแม่น้ำสัญในการขนถ่ายสินค้า
                                                เมืองมัณฑะเลย์ เป็นเมืองหลวงเก่า มีวัตถุโบราณซึ่งเป็นศิลปะอันงดงาม เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าตอนบน
                                                เมืองเมียวดี เป็นเมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับไทย ตรงข้าม อ. แม่สอด จ. ตาก
                                                เมืองท่าขี้เหล็ก เป็นเมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับไทยตรงข้าม อ.แม่สาย จ. เชียงราย
                                                เมืองเกาะสอง เป็นเมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับไทย ตรงข้าม จ. ระนอง
                                                เมืองมูเซ เป็นเมืองค้าขายสินค้าชายแดนกับจีน ตรงข้ามเมืองลุยลี่
                                                เมืองเมาะลำไย อยู่ในรัฐมอญ อยู่ห่างจากอ.แม่สอด จ.ตาก ราว 170 กม.
                                                เมืองสิเรียม เป็นเมืองที่มีโรงกลั่นน้ำมันมาก
                                                เมืองพุกาม เป็นศูนย์กลางที่มีชื่อเสียงทางศิลปกรรม มีเจดีย์เก่าแก่จำนวนมาก
                                                เมืองอมรปุระ เป็นศูนย์กลางการทอผ้าไหม

ท่าเรือ                                     ย่างกุ้ง เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุด ในการขนส่งทางเรือราว 90% ของทั้งประเทศ ใช้บริการผ่านท่าเรือย่างกุ้ง ซึ่งสามารถให้บริการแก่เรือที่มีระวางไม่เกิน 10,000 ตัน
                                                เมาะละแหม่ง หรือเมาะลำไย (Mawlamyine) เป็นเมืองท่าส่งข้าวและไม้สัก
                                                อัคยับ เป็นเมืองค่าสำคัญส่งข้าว
                                                พะสิม เป็นเมืองท่า
                                                ทิละวา อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งราว 13 กม.
                                                ซิตเวย์ (Zittwe) เป็นท่าเรือที่ใช้ทำการค้าระหว่างพม่ากับจีน มหาสมุทรอินเดียและประเทศในทวีปยุโรป
                                                ทวาย อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง ใช้เดินทางและขนส่งสินค้าผ่านมหาสมุทรอินเดีย จีน ประเทศต่างๆในคาบสมุทรอินโดจีน รวมทั้งมีแผนจะก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่ในรัญยะไข่เพื่อขนส่งสินค้าจากชายฝั่งอ่าว
เบงกอลไปยัง อ. ท่าขี้เหล็กของพม่า และเข้าสู่ภาคเหนือของไทย และไปยังมณฑลยูนนาน
ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ 
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ                   60 พันล้านเหรียญสหรัฐ  (2012, UN)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว                                  1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ                5.5%
จำนวนคนจนภายใต้เส้นความยากจน             32.5 %
สัดส่วนการถือครองรายได้                              กลุ่มคนที่ยากจนที่สุด 10% ถือครอง 2.4% ของราย
                                                                             ได้ทั้งหมด
                                                                              กลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% ถือครอง 32.4% ของราย 
                                                                              ได้ทั้งหมด
อัตราเงินเฟ้อ                                                       8.9%

มูลค่าการนำเข้า                                                 18.36 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (2013)
ประเทศคู่ค้าด้านการนำเข้า                              จีน ไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินเดีย
สินค้าหลักด้านการนำเข้า                                 เครื่องจักรกลและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์
                                                                             ก๊าซธรรมชาติ เหล็ก
มูลค่าการส่งออก                                               10.52 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (2013)
ประเทศคู่ค้าด้านการส่งออก                             ไทย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
สินค้าหลักด้านการส่งออก                               ก๊าซธรรมชาติ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ อัญมณี 
                                                                             เสื้อผ้าที่ไม่ได้ถักแบบนิต และผักผลไม้
ทุนสำรองต่างประเทศ                                      3.939 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
หนี้ต่างประเทศ                                                  8.145 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีพัฒนามนุษย์ (H.D.I.)                               0.524 อันดับที่ 150 (2013)

นโยบายด้านเศรษฐกิจ
   แม้จะมีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจพม่าจากระบบวางแผนส่วนกลางเป็นระบบตลาดเปิดประเทศเพื่อรองรับและส่งเสริมการลงทุนจากภายนอก ส่งเสริมการส่งออก การท่องเที่ยว และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับภูมิภาค แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้น แนวคิดยังคงไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร นอกจากนั้นยังมีการควบคุมและแทรกแซงภาคการผลิต มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านการค้าการลงทุนบ่อยครั้ง เช่น นโยบายเรื่องข้าว เป็นต้น

ระบบการเงินการธนาคาร
            ในปัจจุบันระบบการธนาคารของพม่า ประกอบด้วย  ธนาคารกลาง ธนาคารเฉพาะด้านของรัฐ จำนวน 4 แห่ง  ธนาคารพาณิชย์เอกชนของพม่าประมาณ 8 แห่ง  และสำนักงานตัวแทนของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติประมาณ 11 แห่ง  ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงาน  ดังนี้
2.3.1  ธนาคารกลาง  (The Central Bank of Myanmar) 
            2.3.2  ธนาคารเฉพาะด้านของรัฐ  ได้แก่
                        - The Myanmar Economic Bank 
                        - The Myanmar Foreign Trade Bank ทำหน้าที่ให้บริการด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและธุรกิจการธนาคารระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกของพม่า ธนาคารนี้ไม่รับฝากสะสมทรัพย์     มีแต่บัญชีเดินสะพัด  และให้กู้
                        -The Myanmar Agriculture and Rural Development Bank 
                        - The Myanmar Investment and Commercial Bank  
            2.3.3  ธนาคารพาณิชย์เอกชน
                        ธนาคารพาณิชย์เอกชนของพม่าได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจเฉพาะภายในประเทศ  (Domestic Business)  เท่านั้น ไม่สามารถทำธุรกิจด้านต่างประเทศได้ (Foreign Transaction)  ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์เอกชนของพม่ามี 8 แห่ง  ได้แก่
The Myanmar Citizen Bank  เป็นธนาคารเอชนรายแรก  เป็นการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท Joint Venture Corporation Limited และรัฐบาลพม่า , The Yangon City Bank, The First Private Bank, The Myawaddy Bank, The Co-operative Bank, The Yoma Bank , The Yadanarbon Bank, The East Oriented Bank
            2.3.4  ธนาคารต่างประเทศ  (สำนักงานตัวแทน)
                        ในปัจจุบันสำนักงานผู้แทนของธนาคารต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสำนักงานและดำเนินการแล้ว  มีธนาคารพาณิชย์ของไทย 6 ธนาคาร และอีก 5 แห่งเป็นธนาคารของประเทศสิงคโปร์ และประเทศอื่น ๆ ดังนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) , ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) , ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) , The Banquet Indosuez, The, Development Bank of Singapore, The United Overseas Bank Singapore, The Overseas Chinese Bank Corporation, The Keppel Bank of Singapore

Myanmar Timeline
 
ในสมัย พ.ศ. 2484 : 30 สหาย หรือตรีทศมิตร (30 Comrades) ภายใต้การนำของอองซานร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น ปลดปล่อยพม่าจากอังกฤษ
พ.ศ. 2485 : ญี่ปุ่นปกครองพม่าและรัฐฉาน อองซานได้เป็นนายพล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม อายุเพียง28ปีเท่านั้น
พ.ศ. 2486 : ญี่ปุ่นให้เอกราชแก่พม่า
พ.ศ. 2488 : สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ญี่ปุ่นที่ฮิโรชิมา และนางาซากิยุติสงครามโลกครั้งที่2อังกฤษกลับมายึดครองพม่าอีกครั้ง อองซานตั้งสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ ตัดความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น
พ.ศ. 2490 : อังกฤษลงนามคืนเอกราชให้พม่าในสนธิสัญญา แอตลี่อองซานโดยมีอองซานเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของ สหภาพพม่าในเดือนมกราคม ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์อองซานลงนามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง ยอมให้ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในพม่า แยกตัวเป็นอิศระได้ภายหลังรวมกับพม่าครบ 10 ปี
กรกฎาคม 2490 : อองซานถูกบุกยิงที่อาคารรัฐสภา เสียชีวิตพร้อมกับรัฐมนตรีและทหารรักษาการณ์รวม8คน จากฝีมือของอูซอ (อดีต30สหาย) และพรรคพวกที่ไม่พอใจที่อองซานขึ้นตำแหน่งสูงสุดอย่างรวดเร็ว ต่อมาอองซานได้รับการยกย่องเป็น บิดาแห่งเอกราชของพม่า
• 4 มกราคม 2491 : พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษอย่างเป็นทางการ หลังถูกปกครองอยู่ถึง63ปี โดยมีอูนุ ( อดีต30สหาย )เป็นนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2500 : อูนุประกาศปฏิเสธที่จะใช้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระตามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง เกิดกบฏชนกลุ่มน้อยเผ่าพ.ศ. 2505 : นายพลเนวินก่อรัฐประหาร ประกาศปกครองพม่าแบบเผด็จการสังคมนิยม ปิดประเทศเป็น ฤาษีแห่งเอเชียไม่ติดต่อกับโลก
พ.ศ. 2531 : นางอองซานซูจี บุตรสาวนายพลอองซาน ทำงานในองค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์คและภูฏานเดินทางกลับพม่าเพื่อรักษาแม่ ที่กำลังป่วยหนัก
• 8 สิงหาคม 2531 : เกิดกรณี “8.8.88” (วันที่ 8 เดือน8 ค.ศ.1988) เมื่อทหารพม่าปราบปรามฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยจนเกิดกลียุค มีผู้บาดเจ็บ ตาย และถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก
กันยายน 2531 : ทหารพม่าของนายพลเนวินประกาศจัดตั้ง สภาฟื้นฟูกฎระเบียบของชาติหรือสลอร์ค” (State Law and Order Restoration Council-SLORC) โดยสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย ขณะที่นางอองซานซูจีจัดตั้งพรรคสันนิบาตประชาธิปไตย
พ.ศ. 2533 : มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 30ปี พรรคของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะท่วมท้น แต่สภาสลอร์คไม่ยอมรับและไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ซ้ำยังสั่งกักบริเวณนางอองซานซูจีในบ้านของนางเอง
กันยายน 2534 : นางอองซานซูจีได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรับรางวัล
พ.ศ. 2535 : สลอร์คประกาศเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากพุทธสังคมนิยมมาเป็นกึ่งเสรีตามแนวทุนนิยม เปิดประเทศต้อนรับนักลงทุน นักท่องเที่ยว และเปลี่ยนชื่อประเทศจากพม่า” (Burma) เป็น เมียนมาร์” (Myanmar)
พ.ศ. 2538 : สลอร์คให้อิสรภาพแก่นางอองซานซูจี หลังจากกักบริเวณมาเป็นเวลาถึง 6 ปี
พ.ศ. 2539 : สลอร์คประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยวพม่าถึงปี 2540 และเข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนพร้อมประเทศลาว
พ.ศ. 2540 : สลอร์คเปลี่ยนชื่อเป็น สภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ” (State of Peace And Development Council = SPDC) มีพลเอกตานฉ่วยเป็นประธานสภาฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายกรัฐมนตรีพลโทขิ่น ยุ้นต์ เป็นเลขาธิการสภาฯพลโทหม่อง เอย์ คุมกำลังทหารในส่วนภูมิภาคทั้งหมด


เหตุการณ์สำคัญ ในประเทศพม่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ความสนใจของสื่อต่างประเทศรวมทั้งของไทยเองมุ่งไปยังประเทศพม่า เสรีภาพทางการเมืองที่ดูเหมือนว่าจะค่อยๆดีขึ้นซึ่งได้เพิ่มโอกาสของประเทศพม่าในการเจริญเติบโตและพัฒนาทางด้านต่างๆให้ทัดเทียมนานาประทศในภูมิภาค ไม่เพียงเฉพาะด้านการเมืองแต่รวมถึงสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวพม่าที่จะดีขึ้น นางออง ซาน ซูจี ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนแสงเทียนท่ามกลางความมืดบอดของประเทศมีอิทธิพลอย่างมากต่อชาวพม่าทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานพม่าประเทศไทย ความหวังที่จะได้กลับภูมิลำเนามีมากขึ้นจากสัญลักษณ์ในเชิงบวกต่างๆที่ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พ.ศ. 2553      นางออง ซาน ซูจีได้รับอิสรภาพในเดือนพฤศจิกายน หลังจากถูกกุมขังในบ้านนาน 20 ปี โดยมีการกล่าวว่าการคืนเสรีภาพให้นางซูจีในครั้งนี้ถือเป็นการสัญลักษณ์ของการส่งผ่านจากเผด็จการทหารสู่ยุคประชาธิปไตย
            พ.ศ. 2554      เดือนมกราคม รัฐบาลทหารได้อนุญาตให้นางออง ซาน ซูจี เข้าถึงการ ใช้บริการอินเทอร์เน็ต
                                    เดือนมีนาคม พลโทเต็ง เซ่ง ได้สาบานเข้าสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชนและส่งผ่านอำนาจสู่รัฐบาลใหม่
                                    เดือนพฤษภาคม รัฐบาลใหม่ได้ปล่อยนักโทษนับพันคน แต่นักโทษทางการเมืองบางส่วนยังคงอยู่กุมขังต่อไป
                                    เดือนสิงหาคม นางออง ซาน ซูจี ได้รับอนุญาตได้เดินทางรอบประเทศได้ หลังจากการเข้าพลโท เต็ง เซ่ง
เดือนกันยายน รัฐบาลพม่าระงับการสร้างเขื่อนพลังน้ำมิตโสน (Myitsone) ที่จะลงทุนร่วมกับจีน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการฟังความคิดเห็นประชาชนที่ออกมาต่อต้านโดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่น
เดือนตุลาคม มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองมากกว่า 200 คน และกฎหมายแรงงานพม่าใหม่ได้ผ่านความเห็นชอบ
เดือนพฤศจิกายน อาเซียนได้ลงนามเห็นชอบให้ประเทศพม่าเป็นผู้นำอาเซียนในปี พ.ศ. 2557 และนางซูจี ประกาศลงสมัครเลือกตั้งในปี 2555 นอกจากนี้นักโทษทางการเมืองร่วมร้อยคนถูกปล่อยตัวออกมาอีกครั้ง
เดือนธันวาคม รมว.กระทรวงต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกา นางฮิลารี คลินตันได้เข้าพบนางออง ซาน ซูจี และพูดถึงการยินดีที่จะพัฒนาความสัมพันธ์หากการปฏิรูปประชาธิปไตยเกิดขึ้นในพม่า นอกจากนี้พลโท เต็ง เซ่งลงนามอนุญาตให้มีการประท้วงอย่างสันติได้เป็นครั้งแรกในประเทศพม่า และพรรค NLD ได้สมัครลงเลือกตั้งอีกครั้งในฐานะพรรคการเมืองโดยจะเลือกตั้งกันในปี พ.ศ. 2555 ทั้งนี้ได้มีการยุติการทำสงครามต่อต้านชนกลุ่มน้อย Kachin
พ.ศ. 2555      เดือนมกราคม รัฐบาลทหารพม่าได้ลงนามการหยุดรบกับชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยง วันต่อมาได้มีการปล่อยนักโทษการเมืองร่วมร้อยคน รวมถึงนักศึกษาที่เคลื่อนไหวต่อต้านในปี พ.ศ. 2531 และพระสงค์ที่ต่อต้านในปี พ.ศ. 2551
                                 

         เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศพม่าได้มีการปฏิรูปค่าเงินจ๊าดให้เป็นไปตามกลไกของตลาดเงินมากขึ้นโดยใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ให้เป็นไปตามกลไกอุปสงค์และอุปทานภาคใต้การจัดการของธนาคารกลางทำให้ใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดที่ซื้อขายกันจริงมากขึ้น ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนลงอย่างมากจาก 6 จ๊าดต่อ ดอลลาร์สหรัฐมาอยู่ที่ประมาณ 820 จ๊าดต่อดอลลาร์สหรัฐ และต้นเดือนนี้เองที่ประเทศพม่าได้มีการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 โดยมีนางออง ซาน ซูจี กลับมาลงสมัครแข่งขันอีกครั้งในรอบกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1989 และผลการเลือกตั้ง พรรค NLD ชนะอย่างถล่มถลาย ได้ 43 ที่นั่งจาก 45 ที่นั่งในสภา และในวันที่ 3 เมษายนนี้เองที่นางออง ซาน ซูจีได้เดินเข้าสภาอย่างภาคภูมิท่ามกลางความยินดีของประชาชนชาวพม่าทั่วโลกแม้ว่ารูปแบบรัฐสภาของประเทศพม่าจะมีการกำหนดโควต้าที่นั่งไว้ให้กับกองทัพก็ตาม ในวันที่ 5 เดือนเดียวกัน นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ ได้เข้าพบนางออง ซาน ซูจี อย่างเป็นทางการ ต่อด้วยนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ ในวันที่ 21 เมษายน ประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและสหภาพยุโรปได้นำเรื่องการยกเลิกการคว่ำบาตร (Sanction) ที่เข้มงวดทั้งการลงทุนต่างๆ การท่องเที่ยว และการเข้าประเทศ ขณะเดียวกันพันเอกเต็ง เส็ง ประธานาธิบดีของพม่าได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเรื่องการขอความช่วยเหลือด้านการเงินรวมถึงการลงทุน วันที่ 22 เมษายน ทาง IMF ประกาศพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคและคำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปค่าเงิน ในวันที่ 23 เมษายน พรรค NLD โดยมีนางออง ซาน ซู จี เป็นผู้นำได้ประท้วงการสาบาน (Oath) เรื่องนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นทำ ในสองวันต่อมาประเทศแคนาดาได้ประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรประเทศพม่าอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 27 นั้นธนาคารโลก (World Bank) ได้มาจัดตั้งสำนักงานในประเทศพม่าอีกครั้ง วันต่อมา สหภาพยุโรป (European Union) ได้เปิดสำนักงานในพม่าโดยมีสัญญาปีต่อปี เริ่มเดือนพฤษภาคม นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติได้เข้าพบนางซูจีและกล่าวชื่นชมที่เธอต่อสู้และยืนหยัดในประชาธิปไตย วันที่ 3 พฤษภาคม หัวหน้าพรรค NLD ได้ยอมที่จะเข้าสาบานในรัฐสภาเพราะต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้า วันที่ 7 เดือนเดียวกัน ได้มีการปรับแก้กฎหมายการลงทุนจากต่างชาติเพื่อจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในรูปแบบของ F.D.I. มากยิ่งขึ้น และในวันที่ 31 พฤษภาคม นาง ออง ซาน ซูจี ได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมงาน World Economic Forum ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีที่เธอได้ออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตามในเดือนมิถุนายน นางออง ซาน  ซูจี ได้เดินทางไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อเจรจาเรื่องการคว่ำบาตรแรงงานพม่าที่องค์แรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และเดินทางไปรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ที่เธอได้รางวัลนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 และเธอได้เดินทางไปรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 นี้ถือเป็นเดือนทอง (Golden Month) ของประเทศพม่าอันเนื่องมาจากการปฏิรูปทั้งค่าเงินจ๊าด และการผ่อนปรนการคว่ำบาตรทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป โดยทางออสเตรเลียประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศพม่าเป็นจำนวน 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งจะสนับสนุนการศึกษาทั้งแพทย์และกฎหมาย โดยในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ (2555) นาง ออง ซาน ซูจีมีแผลนที่จะเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อรับรางวัลจาก American Think Tank อย่างไรก็ตามความมีเสถียรภาพทางการเมืองได้สร้างบรรยากาศการค้าขายการลงทุนมากขึ้น โดยมีประเทศจีนได้เข้ามาลงทุนเป็นอันดับ 1 ของประเทศพม่า จำนวน 33 โครงสร้าง มูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1,400 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ อันดับสองได้แก่ประเทศไทย จำนวน 61 โครงการ มูลค่าทั้งสิ้น ประมาณ 9,500 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ อันดับสามได้แก่ประเทศฮ่องกง เกาหลีใต้ และอังกฤษตามลำดับ
            ขณะเดียวกัน ในรัฐสภาของประเทศพม่ากำลังพิจารณาเรื่องกฎหมายการลงทุนจากต่างชาติในเรื่องของ Tax Break และการอนุญาติให้เอกชนสามารถเข้ามาถือครองที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ของพม่า และกำลังเป็นประเด็นสำคัญเพราะในปัจจุบัน รูปแบบการลงทุนในพม่าที่ได้รับอนุญาตจาก Myanmar Inversment Commission โดยคณะกรรมการการลงทุนจากต่างประเทศ ( The Union of Myanmar Foreign Investment Commission) มี 2 รูปแบบคือการลงทุนที่ต่างชาติถือหุ้นได้ 100 % กับการร่วมลงทุนทั้งกับรัฐบาลและเอกชนพม่าโดยลงทุนไม่น้อยกว่า 35% ธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ได้รับอนุญาตให้ลงทุนแบบ BOT ส่วนการลงทุนแบบ PSC  ให้เฉพาะการสำรวจและขุดเจาะมาใช้ประโยชน์เท่านั้น Minimum foreign capital ในภาคอุตสาหกรรมคือ $500,000 บริการคือ $300,000 สิทธิประโยชน์มี Tax Holiday 3 ปี มีความคุ้มครองทุนของต่างชาติ ส่วนตัวเห็นว่าพม่าควรเพิ่มนิคมอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานระดับสากลมากขึ้น เพราะปัจจุบันนิคมประเภทดังกล่าวมีเพียงหนึ่งเดียวคือ Mingaladon Industrial Park จากทั้งหมด 19 นิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กถึงกลางประปราย และพม่าควรออกนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้มากขึ้นนอกเหนือจากภาษี  เช่น การจ่ายค่าน้ำมันในราคาถูกกว่าปกติ หรือ สิทธิประโยชน์ด้านการขนส่ง สวัสดิการคนงาน เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่าเองโดยควรเน้นไปที่ FDI ประเภท Footloose หรือการมาผลิตที่พม่าและนำไปขายต่อที่ประเทศอื่น ทั้งนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย Dawei Port เป็นต้น รวมถึงการสร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา การติดต่อสื่อสาร อินเทอร์เน็ต เพื่อเอื้อประโยชน์แก่การทำธุรกิจทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง โดยในขณะนี้ บริษัท Coca-Cola และ General Electrics ได้เข้ามาเจรจากับผู้เกี่ยวข้องในประเทศพม่าในเรื่องของการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

              สำหรับโอกาสของคนไทยในการเข้าไปลงทุนนั้นพบว่า ในปัจจุบันประเทศพม่ามี 3 โครงการหลักที่กำลังพัฒนาได้แก่ ท่าเรือทวาย (ไทยลงทุน) ท่าเรือมะละเหม่ง (ญี่ปุ่นลงทุนโดยเน้นสินค้าเข้าทางตอนกลางของภูมิภาคทั้งหมด) และท่าเรืออิระวะดี (พม่าลงทุนเอง) โดยท่าเรือที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยมาที่สุดย่อมหนีไม่พ้นท่าเรือทวายเนื่องจากอยู่ใกล้ดินแดนประเทศไทยเพียง 350 380 กิโลเมตรทั้งจังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี หรือทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผ่านด่านสิงขร และมีโครงการทำถนนเชื่อมกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตะพุด แหลมฉบัง นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างถนนเชื่อมพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงอาจกล่าวได้ว่าเป็น Regional Development ซึ่งส่งผลให้ไม่ต้องขนส่งสินค้าไปที่ช่องแคบมะละกาอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จะเชื่อมท่าเรือทวายกับท่าเรือระนองโดยต้องการสร้างเป็นฮับของการส่งสินค้าออกสู่อันดามัน นอกจากนี้ยังมีอีก 3 โครงการที่สำคัญประกอบด้วย 

1. ถนนเชื่อมทวาย-มาบตะพุด-กัมโปงโสม สิ้นสุดที่ปลายแหลมญวณประเทศเขมร ซึ่งกระทบต่อท่าเรือมะละกาและคอคอดกระอย่างแน่นอน 2. ถนนเชื่อมทวาย-พนมเปญ-ไซง่อน 3. ถนนเชื่อมทวาย-เสียมราฐ และสิ้นสุดที่เวียดนาม อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยได้มีการตื่นตัวกับการเปิดทุนนิยมของพม่าอยู่พอสมควร นับจากวันที่ 19 พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศได้มีประชุมนัดพิเศษของอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์ รัฐมนตรีไทยกับพม่าได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย โดยจะมีการก่อสร้างท่าเรือ ถนนเชื่อมท่าเรือและจุดผ่านแดนทวายกับจังหวัดกาญจนบุรี โดยสภาพัฒน์ได้กล่าวว่าโครงการที่จะเกิดขึ้นนี้สอดคล้องกับแผนของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งมีโครงการพัฒนาเส้นทางการค้าในแนวตะวันออก ตะวันตก และแนวเหนือ ใต้ และในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 รองประธานบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ได้ลงนามในกรอบความตกลงอายุสัมปทาน 60 ปีการสร้างท่าเรือพม่าและนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งสิ้น 250 ตร.กม. ซึ่งจะดำเนินการโดยบริษัทลูกชื่อ Dawei Development Company สำหรับโครงการดังกล่าวได้แบ่งออกเป็น 3 เฟสดังนี้ 1. เฟสแรก ปี 2010 2015 เน้นที่โครงสร้างพื้นฐานโดยร่วมลงทุนกับ 4 กิจการ ได้แก่ ปตท, นิปปอนสตีล (Nippon Steel), กฟผ, และปีโตรนาส(Petronas)โดยจะสร้างถนน 8 เลน ยาว 160 กิโลเมตรและสร้างทางรถไฟมาไทย โดยในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2554 ถนนเชื่อมทวายกับน้ำพุร้อนที่จังหวัดกาญจนบุรีได้สร้างเสร็จ และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงวางท่อก๊าซน้ำมันคู่ขนานกับถนนและทางรถไฟ โดยในอนาคตจะมีการเชื่อมกับศรีโสภณ ประเทศกัมพูชาและสิ้นสุดที่ก๋วงบัง ประเทศเวียดนาม มีมูลค่าราว 8,600 ล้านดอลลาร์ ขณะมูลค่ารวมอาจสูงถึง 58,000 ล้านดอลลาร์ 2. เฟสสอง สร้างท่าเรือทวาย โดยเรือที่มีระวางบรรทุก 20,000 50,000 ตันสามารถเข้าเทียบได้พร้อมกัน 25 ลำ โดยสามารถรองรับเรือบรรทุกได้ 100 ล้านตันต่อปี 3. เฟสสาม จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี 6 เขต ได้แก่ ท่าเรือและอุตสาหกรรมหนัก น้ำมันและก๊าซ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นเล็ก โดยในขณะนี้อยู่ในช่วงเตรียมร่างกฎระเบียบสำหรับท่าเรือทวาย บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์และเขื่อนขนาด 219 ล้านลบม. ด้วย เมื่อสร้าง 3 เฟสเป็นที่เรียบร้อย ทวายจะกลายเป็นศูนย์กลางการค้าเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกาและใหญ่กว่าแหลมฉบังของไทยถึง 10 เท่า


สำหรับต่างชาติที่ให้ความสนใจมาลงทุนนั้นประกอบด้วยประเทศจีน ประเทศอินเดีย และประเทศญี่ปุ่น

ในส่วนของประเทศจีนนั้นได้เล็งเห็นประโยชน์ด้านความมั่นคงที่จะมีเส้นทางทางบกที่จะเปิดภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนสู่มหาสมุทรอินเดีย จีนนั้นไม่ลงทุนในเฟสแรกแต่ให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุนเนื่องจากจีนมีแผนสร้างรถไฟเชื่อมยูนาน-ทวาย-มหาสมุทรอินเดีย และถนนเชื่อมคุนหมิง-ท่าจ๊อกผิวในพม่า-มัณฑะเลย์-ซิตตะเว่ โดยได้ลงนามไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2553 ทั้งนี้จีนยังได้เสนอ China City Free Trade Centre ในกรุงเทพฯ เลยได้มีแนวคิดถนนเชื่อมจีน-ทวาย-กรุงเทพฯ เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีความคิดพัฒนามณฑลยูนนานของจีนเพื่อเชื่อมกับโลกฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เน้นไปที่การพัฒนาเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชายแดน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความสมบูรณ์ อาทิ การคมนาคมข้ามแดน เส้นทางเข้าออกตามด่านและชายแดน เป็นต้น เพื่อเร่งก่อสร้างเป็นแนวเศรษฐกิจชายแดน มณฑลยูนนานจะส่งเสริมกระบวนการความร่วมมือกับประเทศรอบข้างอย่างต่อเนื่องในการเชื่อมโยงถนน การเชื่อมสายไฟฟ้า เพื่อขยายขอบข่ายความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน มณฑลยูนนานเป็นหนึ่งในมณฑลซึ่งตั้งอยู่ทาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนโดยถือเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของจีนที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์และเอเซียใต้ ในช่วง10 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาสาธารณูปโภคด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเชื่อม โยงโครงข่ายเส้นทางคมนาคมกลายเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเจริญเติบโตของมณฑล ทำให้ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมทางถนน ทางอากาศ ทางรถไฟและทางน้ำที่ใช้เชื่อมภายในมณฑลและที่เชื่อมกับมณฑลอื่นๆรอบข้างมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นมณฑลยูนนานได้วางยุทธศาสตร์สำหรับเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมภายในมณฑล โดยกำหนดให้นครคุนหมิงเป็นศูนย์กลาง และกำหนดให้เมืองหลักๆ โดยรอบนครคุนหมิงไม่ว่าจะเป็นเมืองชวีจิ้ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เมืองยวี่ซีทางทิศใต้ เมืองเจาทงทางทิศเหนือเมืองฉู่สงทางทิศตะวันตก และเมืองหงเหอทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดหลักของโครงข่ายการคมนาคมโดยมีเส้นทางการคมนาคมทางถนนและทางรถไฟ เป็นโครงข่ายหลัก ส่วนเส้นทางการคมนาคมทางน้ำกับทางอากาศเป็น โครงข่ายรอง สำหรับยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมระหว่างมณฑลยูนนานกับภายนอก (นอกมณฑล) ทางการได้กำหนดให้เส้นทางคมนาคมทางรถไฟเป็นโครงข่ายหลัก สำหรับเดินทางติดต่อกับมณฑลอื่นๆ ขณะที่ยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทางทิศใต้เน้นการใช้เส้นทางถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ (เช่น เส้นทางคุนหมิง-จิ่งหง-กรุงเทพฯ) และการคมนาคมทางแม่น้ำโขงเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี เส้นทางรถไฟสายแพนเอเชีย(คุนหมิง-สิงคโปร์) จะกลายเป็นโครงข่ายเสริมที่สำคัญในอนาคต ส่วนเส้นทางอากาศจะรองรับเฉพาะการขนส่งสินค้าพิเศษบางประเภทเท่านั้น

หากพิจารณาจากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ของมณฑลยูนนานที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่า ลาวและเวียดนาม รวมระยะทางกว่า4 พันกิโลเมตร รวมทั้งมีชายแดนติดกับมณฑลกวางสีทางภาคะวันออก มณฑลกุ้ยโจวทางภาคเหนือ และมณฑลเสฉวนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้มณฑลยูนนานเปรียบเสมือนศูนย์กลางในการเชื่อมโยงกับ 2 เขตเศรษฐกิจใหญ่ ทั้งในฐานะที่เป็นประตูการค้าเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศอาเซียนผ่านโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและความร่วมมือการค้าเสรีอาเซียน-จีน ขณะเดียวกันมณฑลยูนนานยังมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการรวมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจปากแม่น้ำ
จูเจียง1 ดังนั้น การที่มณฑลยูนนานพยายามเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับทั้งสองกลุ่มเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นถนนสายคุนหมิง-กรุงเทพฯ1ความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจปากแม่น้ำจูเจียง (Pan Pearl River Delta : PPRD) ประกอบด้วย 9 มณฑล และ 2 เขตปกครองพิเศษมณฑลฝูเจี้ยน มณฑลเจียงซี มณฑลหูหนาน มณฑลกวางตุ้ง เขตปกครองกวางสี มณฑลไห่หนาน มณฑลเสฉวน มณฑลกุ้ยโจว มณฑลยูนนานรวมทั้งฮ่องกงและมาเก๊าทางรถไฟแพนเอเซีย (คุนหมิงสิงคโปร์) การปรับปรุงระบบการขนส่งทางแม่น้ำโขง การก่อสร้างและปรับปรุงถนนไฮเวย์ และทางรถไฟเชื่อมต่อเมืองต่างๆ ภายในและภายนอกมณฑลก็เป็นข้อพิสูจน์ว่ามณฑลยูนนานมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศจีนที่สามารถเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจอาเซียนและเขตเศรษฐกิจปากแม่น้ำจูเจียงให้เป็นหนึ่งเดียวกันและทำให้พื้นที่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและสามารถดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ เทียบเคียงกับมณฑลที่ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันออกซึ่งมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์นอกจากนี้ หากการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ จะทำให้มณฑลยูนนานมีความเหมาะสมสำหรับการเป็นศูนย์กลางการให้บริการโลจิสติกส์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาค
 สำหรับประเทศญี่ปุ่น ได้มีการสนับสนุนในด้านการเงินและมาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ และกิจการเหล็กกล้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนความร่วมมืออนุภูมิลุ่มแม่น้ำโขงผ่านบริษัทนิปปอนสตีลที่ได้ลงทุนในเฟสแรกเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่นหรือ JBIC อาจมาปล่อยเงินกู้ในการก่อสร้างเฟสต่อไปให้กับพม่า  ในส่วนของประเทศอินเดีย ทวายถือเป็นเส้นทางการเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เร็วขึ้น ส่งเสริมความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ในประเทศไทยนั้น การค้าชายแดนไทย-พม่า มีอัตราการเติบโตร้อยละ 55 ทุกปี โดยท่าเรือทวายนั้นจะช่วยส่งเสริมการค้าของไทยอย่างมากโดยช่วยไทยให้เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมของพื้นที่เศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันออกของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในการประชุมของคณะกรรมการร่วมการค้าไทย-พม่า เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2553 มีได้การตั้งเป้าการค้าให้เติบโตให้ได้ 3 เท่าใน 5 ปี จาก 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นไปตามคาดในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางคมนาคมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ฐานการผลิตในจังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี และกรุงเทพฯ จะได้รับประโยชน์เนื่องจากได้แหล่งระบายสินค้าหรือจุดส่งออกผลิตภัณฑ์ สำหรับเอกชน ที่เด่นชัดคือบริษัทลอกซเลย์ (Loxley) ที่สนใจเข้าไปลงทุนในพม่าในโครงการส่งไฟฟ้าและท่าขนถ่ายก๊าซและน้ำมัน โครงการต่างๆเหล่านี้จะช่วยขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในประเทศพม่า การเปิดเสรีช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ F.D.I. ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจได้เห็นสถานีน้ำมันสัญชาติพม่าเหมือนอย่างปิโตรนาสของประเทศมาเลเซียก็เป็นได้อันเนื่องมาจากทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยยังเหลือพื้นที่ป่ามากกว่า 50% ทรัพยากรที่สำคัญประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ อัญมณี แร่ธาตุ แผ่นดินที่อุดมด้วยทับทิม หยก และพลอย มีโลหะมีค่า อาทิ ทอง เงิน เหล็ก ตะกั่ว ทองแดง ดีบุก และสังกะสี มีแหล่งพลังงาน อาทิ น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ในน้ำอุดมด้วยกุ้งและปลานานาชนิด ผืนแผ่นดินพม่าจึงมีสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่ออกจะสมบูรณ์อยู่ภายในตัว และเมื่ออุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ความเป็นทุนนิยมเริ่มจะแพร่ขยายมากกว้างกว่าทุนนิยมอุตสาหกรรมโดยในอนาคตทุนนิยมการเงินอาจเกิดขึ้น หมายความว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศพม่าอาจจะมีตลาดหุ้นเป็นของตนเอง มีตลาดสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราโดยอาศัยความเข้มแข็งของเอกชนผ่านสถาบันการเงินและบริษัทของคนพม่าเองว่าจะมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนหรือใช้เวลายาวนานเพียงใดที่จะสร้างเสริมตนเองให้แข็งแกร่งทัดเทียมนานาประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำและคนในชาติเองว่าต้องการการเจริญเติบโตมากน้อยแค่ไหน ความมีเสถียรภาพทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตยมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศเข้าสู่ความรุ่งโรจน์ เมื่อถึงวันนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวพม่าจะมีมากขึ้นจากสวัสดิการต่างๆที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง โรงพยาบาลที่มีอยู่ทุกแห่งหนและสะดวกต่อการใช้บริการและรวมองค์กรอิสระของเอกชนต่างๆหรือกลุ่มต่างๆที่กล้าที่จะรวมตัวกันเพื่อความถูกต้องในสังคม สิ่งต่างๆเหล่านี้ เชื่อแน่ว่าอีกไม่กี่ปีจะต้องเกิดขึ้นในประเทศพม่าอย่างแน่นอน

สำหรับโอกาสของประเทศไทยจากการพัฒนาท่าเรือทวายหรือนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆของพม่าที่มีต่อคนไทย สามารถแยกได้เป็น 3 ช่วง ในระยะสั้น โครงการดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อผู้รับเหมาก่อสร้างถนน ท่าเรือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เขื่อน รวมทั้งการปรับปรุงที่ดินโรงงานและระบบส่งน้ำ ในระยะกลาง จะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจสร้างคอนโด ที่อยู่อาศัยต่างๆ ในระยะยาว จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการให้เช่าพื้นที่ขนส่งสินค้า บริการไฟฟ้า ประปา และการติดต่อสื่อสารอื่นๆ ดังนั้นการฉกฉวยโอกาสของการพัฒนาการเศรษฐกิจในประเทศพม่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยและคนไทยควรให้ความสำคัญเพราะไม่แน่ว่าในอนาคต ประเทศพม่าที่เคยล้าหลังกว่าใครอาจจะกลายเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นได้...



ที่มา

Khin Muang Kyi, Burmese Economy, 2543
นิตรสารแม่น้ำโขง เดือนเมษยน,ยูนนานใต้เมฆสลับสี, 2554
สริญญา สุขสวัสดิ์  ณ อยุธยา, การค้ามิติใหม่, วารสารการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ     กระทรวงพาณิชย์
http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-16546688
http://www.irrawaddy.org/archives/765
http://www.oceansmile.com/Phama/PhamaHistory.htm

                http://business.east.spu.ac.th/admin/knowledge/A109myma1r.doc
http://www.bot.or.th/Thai/EconomicConditions/AsianEconomies/NeighborReport/MMYNGMSReport/DocLib_MMYNGMS    /5001NeighborReport.pdf
 http://www.oknation.net/blog/print.php?id=682792
http://web1.iseas.edu.sg/?p=6432
http://online.wsj.com/article/SB10001424052702303754904577532641012022220.html