ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิเคราะห์ทัศนคติของปลัดพาณิชย์คนใหม่ที่มีต่อภาคเศรษฐกิจของไทย


 Elihu Vedder (1836–1923)

จากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 หัวข้อคอลัมภ์ "ปลัดพาณิชย์คนใหม่เดินหน้าจำนำข้าว ไม่หวั่นนักวิชาจอมค้าน" มีข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับทัศนคติ และ แนวคิดของปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ที่เรียกได้ว่า "ผิดแปลก" ไปจาก "หลักวิชาเศรษฐศาสตร์" ดังต่อไปนี้

(คำพูดในเครื่องหมายคำพูด คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ดังกล่าว)

1. "ต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ และทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น มีเงินเหลือมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้" 
          ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกษตรกรมีความสำคัญต่อเศรษฐไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญใน GDP ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐแทรกแซง (intervene) ราคาของสินค้า จะส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่า Deadweight Loss เกิดขึ้น เพราะการแทรกแซงราคาเป็นการบิดเบือนราคาที่แท้จริงภายใต้มือที่มองไม่เห็นด้วยหลัก Price Mechanism (Smith,1776) ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าและบริการที่เลยจุดที่มีประสิทธิภาพ (Inefficient Production) ก่อให้เกิด "ของเหลือ" ที่ไม่จำเป็น ผลของนโยบายที่ผิดพลาดนี้สังเกตจาก "นโยบายหอมแดง" ที่อคส รับซื้อ และท้ายที่สุดแล้ว กลายเป็นของเสียจนไม่สามารถขายได้เท่าทันความต้องการของตลาดนั่นเอง นอกจากนี้การที่ระดับราคาของสินค้าสูงขึ้น ถามว่า ใครที่จะต้องแบกรับ ? ใช่ ไม่มีใครอื่นนอกจาก ผู้บริโภค การกระทำของรัฐเป็นเสมือนแรงกระตุ้นเงินเฟ้อทางอ้อม จริงอยู่ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกขึ้นมาเพื่อรองรับกับระดับการครองชีพ (Subsistence Level) ที่สูงขึ้น อันที่จริงเราควรสนใจกับ Real Income มากกว่า Real Income หมายถึง ระดับรายได้ที่แท้จริง โดยการนำเอารายได้ที่ได้มา ณ เวลาดังกล่าว หารด้วยระดับราคาสินค้า ณ เวลาเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบกับ ระดับรายได้ที่แท้จริงก่อนหน้า ในกรณีสมมุติ หากปี 2554 นาย ก. มีระดับรายได้ 8,000 บาท ระดับราคาสินค้าโดยเฉลี่ยคือ 2 บาท ดังนั้น Real income ของนายก. คือ 4,000 หน่วย แต่หากในปี 2555 รายได้ของนาย ก. คือ 9000 บาท แต่ระดับราคาสินค้าโดยเพิ่มขึ้นไปที่ 3 บาท ดังนั้น Real income จะลดลงมาเหลือแค่ 3,000 หน่วย ซึ่งน้อยกว่าในปี 2554 ด้วยซ้ำไป แต่คำถามคือว่า อะไรก้าวกระโดดเร็วกว่ากัน ระหว่างระดับราคาสินค้าและบริการ กับ รายได้ประชาชน ? แน่นอน คำตอบย่อมเป็นระดับราคาสินค้า การที่รัฐบาลของรัฐมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเกษตรกร แล้วรัฐไม่ใยดีกับกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังนั้น ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน ด้วยหลัก Maximin (Rawls) แล้วนั้น รัฐควรให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้ต่ำผ่านสวัสดิการที่จะหาให้ ดังนั้น คำถามที่รัฐจะต้องตอบคือ ผู้มีรายได้น้อยที่สุด 20% แรกคือใคร? และนโยบายที่มีอยู่ตอบโจทย์ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้วหรือยัง? 
         จากตัวแปรพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ Y = C + I + G + X - M ตัว C นี้มาจาก Disposable Income หรือ Y - T ระดับรายได้หลักหักภาษี จากคำกล่าวของปลัด แสดงให้เห็นถึงตัว C ที่เป็น Ca หรือ Consumption from Agriculturist ซึ่งแน่นอนว่า หากรัฐจำนำราคาข้าวด้วยระดับราคาที่สูงกว่าตลาดเช่นนี้แล้ว เกษตรกรย่อมมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มการบริโภคให้มากขึ้น และ Contribute ไปให้ GDP แต่คำถามคือ แล้วหน่วยเศรษฐกิจอื่นจะเป็นเช่นไร? การเพิ่มขึ้นใน Ca จะถูกฉุดด้วย Cg หรือไม่? Co ในที่นี้หมายถึง Consumption from others ไม่ว่าจะเป็น แรงงานจากภาคอุตสาหกรรม คนงานก่อสร้าง พนักงานออฟฟิศ รวมถึงหน่วยอื่นที่ไม่ได้มีรายได้สูงขึ้นเหมือนอย่างเกษตรกรแต่ต้องเผชิญกับระดับราคาสินค้าที่จะเพิ่มสูงขึ้น หากเป็นไปเช่นนี้ Ca ที่เพิ่มขึ้น จะชดเชยได้พอดีส่วน(Completely offset)หรือไม่?

2. "ไม่รู้ว่านักวิชาการทำไปเพื่ออะไร นักวิชาการไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์กว่านี้ทำกันอีกแล้วหรือ โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรก็เห็นอยู่ว่าได้ประโยชน์ หากจะคัดค้านทำไมไม่คัดค้านตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินการ" 
       ต้องทำความเข้าใจว่ารัฐบาลยุค พ.ศ. 2555 ไม่ใช่ รัฐบาลในยุคของ John Austin ที่ว่ารัฐเป็นพระเจ้า ทุกคนสามารถโต้แย้ง และกระทำการภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น นักวิชาการถือเป็นหน่วยหนึ่งของ Research and Development จากหลักวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา อ้างโดย Economic Development (Todaro) กล่าวว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศนั้น มีระดับ R&D ที่เข็มแข็งมาก รวมทั้งองค์กรอิสระ (NGOs) มีความสำคัญมากต่อนโยบายที่เข้ามาขับเคลื่อนประเทศ เมื่อรัฐบาลได้รับเลือกเข้ามาเพื่อให้บริหารประเทศ สมควรอย่างยิ่งที่จะรับฟังทุกข้อคิดเห็น และการกระทำ อย่าลืมว่าเราทำไปภายใต้กรอบของกฏหมาย นักวิชาการนิด้ามีสิทธิตามกฏหมายเอกชนที่จะเข้าเล่นการเมืองโดยสมัครรับเลือกตั้ง ควบคุมตรวจสอบการบริหารโดยผ่านกระบวนการของรัฐทั้งหลาย เลือกผู้ปกครองท้องถิ่น ชุมนุมโดยสงบเพื่อแสดงความคิด-คัดค้าน หรือรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งองค์กรทางการเมือง นี่คือสิทธิของประชาชนที่กฏหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการกำหนดสถาบันแห่งอำนาจสูงสุด สถาบันทางการเมือง และหลักประกันสิทธิ-เสรีภาพของประชาชน ได้ว่าไว้ ดังนั้นนักวิชาการจึงมีสิทธิเต็มที่ 
      ในส่วนการของรับจำนำสินค้าเกษตร ตำราเศรษฐศาสตร์จุลภาคนับร้อยเล่ม งานวิจัยที่หนุนหลังหนังสือเหล่านี้อีกมากมายที่ยืนยันว่า การรับจำนำสินค้าเกษตร ให้ผลแง่ลบเสียมากกว่าดี Laissez-faire ที่เจ๊งไม่เป็นท่าในประเทศไทย กำลังเป็นปัญหาเรื้อรัง ก่อนอื่นต้องความเข้าใจว่า การรับประกันราคาข้าวนั้น เกษตรกรได้เงินกลับมาจริง แต่รัฐก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินที่เสียไป คือเงินภาษีประชาชน ในกรณีที่จะให้สวัสดิการของเกษตรกรดีขึ้นในระดับเดียวกัน รัฐใช้เงินรอบละกว่าหลายหมื่นล้านในการโอบอุ้มเกษตรกรด้วยเงินของประชาชนผู้เสียภาษี รายได้ของรัฐส่วนใหญ่มาจากภาษีของประชาชน และจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คนไทยเสียภาษีกันแค่ 2 ล้านกว่าคน คนสองล้านกว่านี้ต้องแบกรับคนทั้งประเทศ คำถามก็คือว่า แล้วมันจะพอหรือไม่? หากไม่พอ รัฐจะทำอย่างไร? พร้อมกับคำาถามที่ว่า ความมีประสิทธิภาพของนโยบายของรัฐบาลวัดได้จากอะไร? 
       นอกจากนั้น นักวิชาการคัดค้านการประกันราคาข้าวมาตั้งนานแล้ว มาตั้งแต่สมัยที่ยังมีการเลือกตั้ง บทวิเคราะห์ของไทยรัฐเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการประกันราคาข้าวถูกเผยแพร่แทบทุกอาทิตย์ หรือยอย่างน้อย ในบลอคแหงนี้ก็ได้มีบทวิเคราะห์นโยบายราคาไว้ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นความจริงที่นักวิชาการเพิ่งออกมาโต้แย้ง 

3."นักวิชาการคิดหรือเปล่าว่าถ้าราคาข้าวลดลง ใครจะช่วยเหลือเกษตรกร"
    คำถามคือ รัฐอยากจะช่วยเกษตรกรจนลืมที่จะสนใจหน่วยเศรษฐกิจอื่นหรือเปล่าครับ? แล้วผู้บริโภคที่ทำงานในภาคก่อสร้างที่หาเช้ากินค่ำที่ต้องแบกรับค่าอาหารที่สูงขึ้น รัฐได้เข้ามาดูแลหรือเปล่า? หรือคิดว่า ขึ้นราคา 300 บาท แล้วพอเพียง? อันที่จริงเราควรสนใจกับ Real Income มากกว่า Real Income หมายถึง ระดับรายได้ที่แท้จริง โดยการนำเอารายได้ที่ได้มา ณ เวลาดังกล่าว หารด้วยระดับราคาสินค้า ณ เวลาเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบกับ ระดับรายได้ที่แท้จริงก่อนหน้า ในกรณีสมมุติ หากปี 2554 นาย ข. มีระดับรายได้ 8,000 บาท ระดับราคาสินค้าโดยเฉลี่ยคือ 2 บาท ดังนั้น Real income ของนายข. คือ 4,000 หน่วย แต่หากในปี 2555 รายได้ของนาย ข. คือ 9000 บาท แต่ระดับราคาสินค้าโดยเพิ่มขึ้นไปที่ 3 บาท ดังนั้น Real income จะลดลงมาเหลือแค่ 3,000 หน่วย ซึ่งน้อยกว่าในปี 2554 ด้วยซ้ำไป อีกหนึ่งแนวความคิดเรื่องค่าแรง 300 บาท คือแนวคิดจากหลักวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่ minimum wage ขึ้นสูงกว่า wage equilibrium แล้วนั้นหรือเรียกว่า Wage Rigidity จะก่อให้เกิดการว่างงานเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากผู้ว่าจ้างจะชะลอการว่างงานจนกระทั่งราคาค่าจ้างลดต่ำลงจนกระทั่งถึงจุด Optimum แล้วอย่างนี้ นโยบายของรัฐข้อไหนที่จะเข้ามาแก้ไข? หรือว่าพออะไรเสีย ก็ออกนโยบายออกมารอบรับ แก้กันไป แก้กันมาแบบนี้เรื่อยไป นี่คือแนวทางของนโยบายที่มีประสิทธิภาพใช่หรือไม่? 
    อีกหนึ่งแนวความคิดในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หากระดับราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น   ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบจะถูกกัดกินไปเรื่อยๆอันเนื่องมาจาการไร้ความสามารถในการแข่งขัน เมื่อประเทศไทยส่งออกข้าวโดยราคาที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่าข้าวสายพันธุ์ใกล้เคียงของอีกประเทศอย่างเวียดนามและอินเดียย่อมน่าสนใจกว่า ในความจริงที่ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังซบเซาจากสถาการณ์ของยุโรป จีน รวมถึงภาคการผลิตของญี่ปุ่นเช่นนี้ ประชาชนย่อมลดการใช้จ่ายด้วยการหันมาบริโภคสินค้าและบริการที่ถูกกว่าอย่างแน่นอน และแชมป์การส่งออกข้าวที่ไทยเราอยากจะครอบครองก็อาจได้รับผลกระทบจนกระทั่งสูญเสียไปในที่สุด 

4. "ในเร็วๆนี้ อคส.จะนำเข้าอาหารสัตว์จากประเทศเพื่อบ้านในราคาถูก และชะลอการปรับขึ้นราคา"
     ดูเหมือนว่า ทัศนคติจะไม่ค่อยสอดคล้องกันเท่าไหร่ เพราะให้ความสำคัญแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพียงอย่างใด ตามหลักแนวคิดวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ตำราจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น The World Economy(Yarbrough), Global Economy(Carbaugh), International Economics (Salvatore) เขียนอย่างชัดเจนในเรื่องของผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศ แน่นอนว่าจะมีผลทำให้ผู้บริโภคสามารถขยายการบริโภคที่มากขึ้น อันเนื่องมาจากราคาสินค้าที่ต่ำลง ส่วนเกินผู้บริโภคขยายใหญ่ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนที่เจ็บปวดก็จะเป็นผู้ผลิตเพราะจะต้องถูกบังคับให้ลดการผลิตอันเนื่องมาจากหากผู้ผลิตขายแพงกว่าราคาที่นำเข้า ก็จะไม่สามารถขายสินค้านั้นได้ ทำให้ความต้องการเสนอขายลด ส่วนเกินผู้ผลิตลด และท้ายที่สุดเงินในกระเป๋าของผู้ผลิตย่อมลดลง จุดนี้จะก่อให้เกิด Political Pressure ของผู้ผลิต นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดโควต้าการนำเข้าหรือเลยไปถึงการกำหนดภาษีการนำเข้า (Tariff) ซึ่งผลกระทบของนโยบายกีดกัดทางการค้า (Trade Barrier) ดังกล่าว ย่อมมีผลต่อสวัสดิการโดยรวมของประเทศให้ลดต่ำลงอันเนื่องมาจากสิ่งที่เรียกว่า "Deadweight Loss" การกีดกัดทางการค้าดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในภารกิจของ WTO ที่พยายามจะลด Tariff ทั่วโลก ทั้งนี้ หากนโยบายของรัฐบาลไม่สอดคล้องกับหลักแนวความคิดดังกล่าว ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนเองย่อมต้องแบกรับความผิดพลาดจากการเพิกเฉยต่อเสียงท้วงติงจากนักวิชาการที่มีหลักฐานจากงานวิจัยมากมายมารอบรับ 

      ส่วนที่สำคัญที่สุด คือความสอดคล้องของนโยบายแห่งรัฐ การมุ่งเอาใจหน่วยเศรษฐกิจใดหน่วยเศรษฐกิจหนึ่ง จะทำให้อีกหน่วยเศรษฐกิจได้รับความเดือดร้อน และเป็นเสมือนกองฟืนที่รอเชื้อเพลิงจากผู้เสียประโยชน์ภายใต้แรงกดดันทางสังคมในอนาคต 


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …