วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี



จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี
นี่แหละวัยรุ่น...



                จุดประสงค์ของบทความนี้ก็ไม่ได้เพื่ออวดโอ้ตัวเอง ไม่ได้อยากเป็นตัวอย่างของใคร..เพราะคิดว่ายังดีไม่พอ แค่เพียงอยากแชร์ประสบการณ์การก้าวข้ามจุดที่ยากที่สุดในชีวิต..."วัยรุ่น"
                ย้อนไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมเป็นเด็ก ม.ปลายคนหนึ่ง โชคดีได้มีโอกาสเรียนโรงเรียนที่เขาว่ากันว่าดีที่สุดในประเทศ แต่ตอนนั้น ผมก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจกับมันเสียเท่าไหร่ หนำซ้ำ ผมไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร รู้แค่ว่าทุกคนมีมัน อย่างน้อยก็เอาไว้ตอบคำถามคนรอบข้าง ชีวิตประจำวันของผมก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป เรามีกิจกรรมที่ซ้ำๆ เดิมๆ ทุกวัน นั่นก็คือการตื่นไปเรียน เรียนที่โรงเรียนเสร็จก็มีเรียนพิเศษต่อ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าเรียนพิเศษมันจำเป็นหรือเปล่า แต่สังคมรอบข้างบีบให้ต้องของเงินแม่ทุกเทอม อย่างน้อยก็  4-5 พันเพื่อมาลงเรียนพิเศษ ซึ่งบางทีมันก็แพงกว่าค่าเทอมที่โรงเรียน
                ตอนม.ต้น เรียกได้ว่าผมอยู่แนวหน้าของห้อง เกรดอยู่ในระดับ 3.8-3.9 ทุกเทอม แต่พอมาม.ปลาย มันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยความที่โรงเรียนที่รวมคนเก่งมาจากทั่วประเทศ มันทำให้ผมรับกับมาตรฐานที่สูงขนาดนี้ไม่ไหว สิ่งเดียวที่คิดตอนนั้นและยังจำได้คือ "โอโห..ทำไมพวกมันเก่งจังวะ" คณิตศาสตร์จัดอยู่ในระดับเทพ ภาษาอังกฤษนี่ไม่ต้องพูดถึงนึกว่าตอนเกิดร้อง Oh my god 555 ก็นั่นแหละครับ  เขาเริ่มทิ้งห่างผมเรื่อยๆ กลายเป็นผมที่ไม่เข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน พอยิ่งเรียนไป ทุกคนก็สมมติว่าเข้าใจพื้นฐานมาแล้ว เนี่ยแหละครับ ปัญหาที่ใหญ่ของผม ณ ตอนนั้น มันทำให้ท้อและไม่อยากจะเรียนเลย จนในที่สุดก็กลายเป็นเด็กท้ายแถว เด็กที่อาจารย์ที่ปรึกษาไม่อยากได้มาดูแล ผู้ปกครองโดนเรียกให้มาหา แต่นั่น..ก็ไม่ได้ทำให้ผมสำนึกแต่อย่างไร วันๆ ก็ไม่ได้เรียนนะครับ โดดเรียนไปซื้อกล้วยทอดข้างโรงเรียน (เพราะอร่อยมาก ตรงหน้าโคคาสุกี้ ถนนอังรีครับ 555) หรือก็จะนั่งตุ๊กๆ มาพารากอนครับ หรือบางทีก็หลับในห้องเสียอย่างนั้น เกรด ม.ปลาย ผมก็ 2.8-2.9 ขณะที่เพื่อนๆก็ 3.5+ กันหมด จนถึงตอน ม.6 ผมย้ายสายจากวิทย์-คณิตเป็นสายอะไรซักอย่างที่มีคนตั้งชื่อให้สวยๆ ว่า "สายกลับใจ" เหมือนกับเราเรียนวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ไปซักพักแล้วเราก็พบว่า..นี่ไม่ใช่ทาง อันนั้นเป็นคำอธิบายสวยหรูแต่ความจริงของผมคือ ผมเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะไม่รู้เรื่อง คณิตศาสตร์ที่โรงเรียนผมตกทุกเทอม...ผมมาไกลกว่าคำอธิบายเหล่านั้นมาก พอตอนเอ็นทรานซ์ ผมก็ขยันตามสภาพบังคับแต่ก็ไม่ถือว่าขยันมาก ก็อ่านหนังสือนะครับ ไปเรียนพิเศษที่ตึกสูงๆ แถวพญาไททุกวัน (ตอนนั้นมันเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ) ออกจากบ้านทุกวันครับ เข้าเรียนบ้าง โดดบ้าง พอผลสอบเอ็นออกมา ผมกับแม่นั่งเอาใบคะแนนสูง-ต่ำ (สมัยนี้ไม่รู้ยังมีอยู่ไหม) มากางดู พลิกไปหน้าสองเลย สุดท้าย...ผมได้ย้ายไปอยู่ที่ ม. เชียงใหม่ ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คน...ของโรงเรียน...ที่ไม่ได้เรียนหมอ..ไม่แม้กระทั่งติดจุฬา ธรรมศาสตร์ ตอนแรกผมก็เสียใจนะครับ แม่ก็ได้แต่ปลอบใจว่าที่นั่นดีนะ มีญาติเคยเรียน ตอนนั้น ผมร้องไห้กับแม่เลยนะ แต่ไม่ใช่ว่าเสียใจเสียดายนะครับ น่าจะเพราะน้อยใจในโชคชะตามากกว่า ผมก็โทษไปเรื่อยตามประสาเด็ก และคุณอาจจะคิดว่าเนี่ยแหละ..คือจุดเปลี่ยนทำให้ผมสำนึก นี่คือจุดจบ นี่คือหน้าสุดท้าย....เปล่าครับเปล่า..คุณคิดผิดอย่างมาก 555
                เทอมแรกในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัย พ่อกับแม่ขับรถระยะทางกว่า 700 กิโลเมตรมาส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ร่ำให้เรียน 555 ความรู้สึกเหงามันเกิดขึ้นเหมือนกันนะ ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ ไม่มีใครรู้จัก แถมเขาก็พูดภาษาท้องถิ่น มันยิ่งทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมาจากดาวอื่น ผมเคยพูดกับเพื่อนที่ตอนนั้นเขาเรียนหมออยู่นะครับว่าจากที่เดิน 5 นาทีถึงสยามพารากอน กลายเป็นหันไปทางไหนมีภูเขา 555 พอถึงตอนเรียน ผมก็ไม่ค่อยเข้าเรียนหรอก นอนเฉยๆ อยู่ที่หอพัก กลางคืนก็ไปเที่ยวเตร่กับเพื่อน เมืองน่าอยู่ สังคมศิวิไลซ์ ชีวิตจะดีอะไรเช่นนี้ เมื่อผลสอบมิดเทอมออกมา คะแนนผมก็ตามคาด ไม่ดีหรอกครับ เฉียดมีนหรือต่ำกว่าด้วยในบางวิชา แม่ก็ดุผม แต่ผมก็เถียง ผมยังจำคำพูดที่เคยพูดกับแม่ได้เลย "น้องไม่ได้อยากเรียนเก่ง ชีวิตน้อง น้องคิดว่าเอาให้ผ่านก็พอแล้ว"  ซึ่งตอนนั้นเป็นวิชาแคลคูลัสตัวแรกครับ ผ่านของผมคือผ่านครึ่ง ขณะที่คนส่วนใหญ่ได้เกือบเต็ม ผมไม่ไปเรียนจนถึงขนาดที่ว่าเพื่อนคนหนึ่งถามว่า "ยังเรียนอยู่หรอ นึกว่าลาออกไปแล้ว" ตอนนั้นผมก็ขำๆ นะครับคิดว่าเขาพูดเล่น สำหรับผลสอบเทอมแรกออกมา ก็ตามคาดครับ ได้ 2.14 ชีวิตดีไหมครับ?
                เริ่มต้นเทอม 2  คุณก็อาจจะคิดว่าผมต้องปรับปรุงตัวแน่นอน เปล่าครับ สถานการณ์ยิ่งแย่เมื่อผมสอบมิดเทอม ผลสอบได้ 0 ผมรู้จักคำยอดฮิตของเด็กมหา'ลัย ซึ่งก็คือคำว่า ดรอป (Drop) ตอนนั้น ผมดรอปไป  2 วิชาไว้ลงซัมเมอร์ ซึ่งก็คือบัญชีกับแคลคูลัสตัวที่ 2 (ตัวแรกผ่านครับ แหม..ได้ D มาครับ) เกรดเทอม 2 ของปี 1 ก็ดีจริงๆ นะครับ...2.10 สำหรับบัญชีกับแคลคูลัส ผมต้องลงเพราะเป็นวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) ของวิชาบังคับตอนปี 2 เทอม 1 ซึ่งหากไม่ผ่าน คุณก็จะเป้อ (ศัพท์เทคนิคนะครับหมายถึงจบช้ากว่ากำหนด 55) ไหนๆ เสียตังลงซัมเมอร์ จัดเลย 4 วิชา 10 หน่วยกิต ตอนช่วงซัมเมอร์ ผมก็ยังเที่ยวเหมือนเดิมนะ ใช้ชีวิตเหมือนทุกอย่างกำลังไปด้วย แต่แล้ว....ข่าวร้ายก็เกิดขึ้น...แม่ผมไม่สบายครับ เขาป่วยเป็นโรค Bell's Palsy อืม..ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกนะครับ สาเหตุของมันน่ะเหรอ..ว่ากันว่าความเครียดครับ ช่วงกลางๆ ซัมเมอร์ แม่ก็ขึ้นมาเยี่ยมที่เชียงใหม่นะครับทั้งที่ยังไม่หายดี จำได้ว่ามันเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นผู้หญิง..คนที่เราคุ้นเคยแต่เกิด..คนที่เราเห็นเสมอว่าเขาแข็งแกร่งที่สุดกลับอ่อนแอที่สุด ดูดน้ำ..น้ำก็ไหลออกจากปาก เคี้ยวข้าว..ข้าวก็หก พูด..ก็ไม่ชัด โลกของผมมันเหมือนสีเทา ตอนที่คุยกับแม่เรื่องเรียน รู้อย่างเดียวว่าแม่เหนื่อย...
วินาทีกลับตัวกลับใจ...



                พอแม่กลับบ้าน มันเหมือนอะไรมาเข้าสิงผม ผมกลับไปทำตัวเหมือนกัน ไม่ได้สำนึกความดีความชอบอะไรทั้งนั้น เกรดซัมเมอร์ออก...ผมได้ 1.45 (ทั้งๆ ที่เป็นเทอมซัมเมอร์) อืม..สถานการณ์เริ่มเครียดถึงเครียดมาก ระหว่างนั่งรถไฟกลับบ้าน มันเหมือนมีปาฏิหาริย์เล็กน้อย ผมคนเดิมเมื่อตอนม.ต้น ได้กลับมา ระหว่างทางกลับบ้านด้วยรถไฟ ระยะเวลา 6 ชั่วโมงบนรถไฟขบวนนั้น (เหมือนฉากในละคร 555) ผมได้ทบทวนทุกอย่าง คุณรู้ไหมว่าผมคิดเรื่องตัวเองตลอดเวลา คิดถึงอนาคต คิดถึงเกรด ผมร้องไห้บนรถไฟเป็นชั่วโมงๆ จนป้าข้างๆ สงสัยว่าเป็นอะไรมากไหม 555 อืม..ก็ตลกดีครับ ไม่รู้จะร้องทำไม
                ผมเดินเข้าบ้านในฐานะไอ้ลูกชาย..ที่ไม่เอาไหน คืนแรกที่กลับบ้าน แม่เข้ามาคุยกับผมบอกว่า "ลูกรู้หรือเปล่า พ่อเขารักลูกมากนะ แต่เขาร้องไห้กับแม่ บอกว่าจะทำอย่างไรถ้าลูกเรียนไม่จบ" คุณจะสังเกตว่าบรรทัดข้างบนๆผมไม่ได้พูดถึงพ่อเลย ใช่ครับ..พ่อไม่เคยบ่นผมซักคำ ไม่เคยเลย ผมเที่ยวบ่อย เงินใช้ไม่พอ โทรไปขอพ่อ...ทุกครั้งเขาก็จะโอนให้อย่างเร็ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผมทำเขาร้องไห้ ผมช่างเป็นลูกที่แย่จริงๆ...และคืนนั้นเอง ทำให้ผมคิดได้อย่างจริงจังๆ ผมพูดกับตัวเองไปพร้อมน้ำตาว่า ต่อจากนี้ ต้องเอาใหม่ ต้องทำใหม่ ไม่เอาอีกแล้ว....ลูกแย่ๆ คนนี้ขอแก้ตัว แต่ผมไม่บอกแม่นะว่าผมจะทำอะไร...
                ขึ้นปี 2 ผมเปลี่ยนแปลงทุกอย่างหมด ผมเที่ยวน้อยลง เริ่มอ่านหนังสือ เตรียมตัวมากขึ้น ผมเรียนหลักสูตร 2 ภาษา ซึ่งวิชาตัวคณะเนี่ยต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ใช่ครับ..ต้องอ่าน Textbook คือตอนปี 1 ผมอ่านแต่ไสลด์ที่เขาแจกๆ นะครับ จำได้..แต่ไม่เข้าใจ ผมเลยเริ่มต้นใหม่ เริ่มอ่าน Textbook เลย โชคดีที่ภาษาอังกฤษผมค่อนข้างไปวัดไปวาได้เลยเริ่มต้นไม่ยากเท่าไหร่หนัก (2-3 หน้าแรกเท่านั้นนะครับ 55) แต่ความยากได้บังเกิด...เมื่อมันเข้าสู่ทฤษฏี อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ เลยแก้ด้วยการหาตำราภาษาไทยมาคู่กัน และได้ทำเลคเชอร์และใช้วิธีอ่านซ้ำๆ ย้ำๆ เข้าไป ผมมีเลคเชอร์ทุกวิชานะครับ ทั้งตัวในคณะและนอกคณะ 
 


ตอนกลางคืน บางทีผมก็กลัวเพื่อนเลิกคบนะครับ ก็ไปเที่ยวบ้าง แต่จะกลับมาอ่านหนังสือหรือก็อ่านช่วงกลางวัน พอตอนสอบ มันรู้สึกดีจริงๆ ที่เราทำข้อสอบได้ด้วยความมั่นใจ แล้...ผลสอบมิดเทอมก็มา...ผลคือ..ผมได้ Top 1 วิชา เป็นวิชา Econ Thought ครับ ผมยังจำตอนที่เดินเข้าไปดูที่บอร์ดคะแนนแล้วทุกคนมองมาที่ผม ประมาณว่า.."อาจารย์กรอกคะแนนผิดแน่นอน" 5555 ผมก็แก้เขินนะว่าฟลุ้ค แต่ผมรู้ครับว่าผมต้องได้คะแนนดี (แต่ไม่คิดว่าจะ Top ห้อง) ผมก็ทำวิธีการเดิมนี้แหละครับ อ่านก่อนไปเรียน เรียนเสร็จกลับมาอ่านและสำคัญคือทำเลคเชอร์ย่อไว้ พอหมดเทอมก็กลับบ้าน พ่อกับแม่คงจะลุ้นว่าผมจะโดนรีไทร์ไหม 555 แต่ผมอุบเงียบนะครับว่าผมซุ่มอ่านหนังสือ พอวันประกาศผล ผมตื่นเต้นเป็นพิเศษ ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปร้านอินเตอร์เน็ตแห่งเดียวในอำเภอ 555....คุณผู้ชมครับ...ผมได้ 3.00 ครับ เชื่อไหมว่าผมดีใจมาก ยังจำได้ว่าร้องลั่นร้านเน็ตเลย กลับมาบ้านผมบอกแม่ว่าได้ 3.00 โอโห แม่เข้ามากอดผมและร้องไห้ ผมขอไม่บรรยายให้มากกว่านี้แล้วกัน เอาเป็นว่าความสุขของแม่ที่หายไป..มันกลับมา แม่ยิ้มได้ ผมมีความสุขมากจริงๆ พอตอนเย็นบอกพ่อ..ก็ไสตล์ผู้ชายนะครับ เขาก็ดีใจและพาไปเลี้ยงนอกบ้านเลย 555 ความสุขจากการมีคะแนนสอบดีหรือเรียนดี...ถ้าคุณได้สัมผัส คุณจะรักมันนะครับ
                ตอนนั้น Facebook กำลังเริ่มบูมแล้วล่ะครับ ผมก็โพสต์เกรดลง โอโห..ทุกคนตื่นเต้นกับผมมาก จริงๆ เขาก็คิดแหละว่าคงจะโดนไทร์ แต่เปล่าครับ 3 ครับ 555 พอปี 2 เทอม 2 ผมก็ทำแบบเดิมนี่แหละครับ ใช้วิธีอ่านหนังสือให้มากและทำเลคเชอร์เข้าไว้ ผลจากความพยายาม สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นครับ ผมได้ Top หลายวิชา และเกรดเทอมนั้นผมได้ 3.75 ครับ เรียกได้ว่าไม่ไทร์แล้ว ดีใจมากครับ เมื่อพอจะมีความรู้ ผมก็ชอบอ่านข่าวและชอบวิเคราะห์ข่าว ส่วนมากก็อัพลงเฟสแต่เพื่อนเริ่มรำคาญ 55 เลยสร้างบล็อคไว้ครับ (ซึ่งก็คือบล็อคนี้แหละครับ)  เทอมต่อไป...วิชามันยิ่งยาก ผมเลยจัดเต็มครับได้มา 3.79 แม่ซื้อไอแพดให้ผมครับ ผมจำได้แค่นี้ :)
เกรดตอนปี 3 เทอม 1
            ตอนปี 4 ผมก็เริ่มรับสอนพิเศษแล้วครับให้กับเพื่อน..คนที่เคยคะแนนมากกว่าผม ให้กับรุ่นพี่/รุ่นน้อง คนที่เคยรู้จัก ก็ถือเป็นช่องทางหารายได้เสริมครับ ถ้าผมจำไม่ผิด...มีคนที่เรียนกับผมเกิน 50 คนในคณะครับ :) และผมก็ดีใจนะที่เป็นส่วนหนึ่งให้เขาผ่าน/ได้คะแนนดีๆ ได้รับความรู้สึกดีๆ เหมือนที่ผมเคยได้ ซึ่งตอนนั้นผมก็เริ่มอยากเป็นอาจารย์แล้วล่ะครับ
          หลักสูตรของผมมัน 3 ปีครึ่ง เพราะฉะนั้นเหลืออีก 2 เทอม ตอนนั้น..ความรู้สึกอยากได้เกียรตินิยมมันเริ่มมา ผมพยายามอย่างเต็มที่จนได้ 4.00 ใน 2 เทอมสุดท้าย ได้รับรางวัลเรียนดีของคณะ แต่เกรดรวมของผมขยับช้ามาก เพราะโดน D ตั้งแต่ปีแรกๆ ฉุด มันทำให้ผมพลาดเกียรตินิยมไปประมาณ 0.15 ครับ ผมทำเต็มที่แล้วครับ ผมก็เคยคิดเสียดายนะครับเพราะมันคงให้อะไรดีๆ มาก อย่างน้อยหน้า Resume ก็จะดูเต็มๆ ขึ้นมาหน่อย แต่ก็เอาว่ะ..อย่าไปเสียดายกับอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้เลย 
4.00 ครั้งแรกในชีวิต
ปริญญาโท
            ใครจะคิดครับว่าอย่างผมจะเรียนจบและยังมาต่อปริญญาโท มันเหมือนเวรกรรมนะครับ ป. โทใช้คณิตศาสตร์เยอะมาก พิสูจน์สูตรกันจนสมองชา ผมไม่เก่งคณิตศาสตร์แต่ผมต้องหาทางแก้ไข ใช่ครับ..ผมเริ่มอ่านและเริ่มเรียนพิเศษ และทำให้รู้ว่า..เฮ้ย..เราก็ทำได้นะ ไม่ต้องถึงกับเก่งมากแต่ขอให้ไปรอดในวิชาที่เรียน ผมจำได้ว่าชีวิตนักศึกษาปริญญาโทมันช่างแตกต่างอย่างยิ่งกับตอนปริญญาตรี เพราะไม่มีอาจารย์คอยเช็คชื่อ ไม่มีคะแนนเข้าห้อง มีแต่คะแนนรายงานและคะแนนสอบ ความรู้ความสามารถเกิดขึ้นได้จากการเข้าเรียน เข้าฟังอาจารย์และกลับไปทำความเข้าใจ หาความรู้เพิ่มเติม นั่นหมายถึงหากใครหลุด..ก็หลุดไปเลยครับ มันน่ากลัวตรงนี้ สำหรับ GPA ของผมช่วง Coursework ก็อย่างที่ตังใจครับ เทอมแรกได้ 3.80 กับเทอมสองได้ 4.00 เฉลี่ยแล้วได้ 3.90 สูงที่สุดในรุ่น ก็ภูมิใจนะครับแต่อย่างว่า...พอเรียนจบแล้วรู้เลย เกรดมีความสำคัญแค่ตอน 3 วินาทีแรกที่ Interviewer จะดู เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องได้เยอะที่สุด แต่ขอให้อยู่ในระดับที่ Upper-middle level 55 พูดยังไงดี คล้ายๆว่าสูงกว่าทั่วๆ ไปก็จะไม่ต้อง defense ตัวเองให้เหนื่อยครับ
 
เกรดป. โท

            ทั้งนี้ จุดที่ผมอยากเสนอคือเรื่องการวิจัยครับ มันเหมือนเป็นนิสัย ติดมาตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ พออ่านหนังสือไป มันทำให้เราคิดต่อและอยากรู้ที่มาที่ไปให้มากขึ้น กลายเป็นว่าผมชอบค้นคว้า ชอบค้นหา หาซ้ำๆ จนกลายเป็นวิถีของ Research ซึ่งมันก็คือ Re และ Search นั่นเอง ผมรู้สึกว่าการทำวิจัยค่อนข้างสนุก ตอนป.ตรีทำเรื่องรัฐสวัสดิการ ตอนนั้น..โคตรภูมิใจกับมันเลย แต่พอมาอ่านตอนนี้...เขียนอะไรไปว่ะเนี่ย? 5555 สำหรับการทำวิทยานิพนธ์ตอนป.โท จำได้ว่าเหนื่อยมาก ทุ่มเทมาก (ทุกคนก็เป็นแบบนี้ครับ ผมมั่นใจ) ผมไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาจนเขาน่าจะรำคาญครับ 555 ช่วงท้ายของการทำวิทยานิพนธ์ ผมได้ลองสมัครงานในตำแหน่งนักวิจัยดู 2 ที่ครับ ผมก็เข้าสัมภาษณ์ทั้ง 2 ที่ และได้ทั้งคู่ครับ พ่อกับแม่ก็ให้อิสระในการเลือกครับ แต่มันก็มีปัญหาเล็กน้อยให้ปวดหัวในช่วงนั้นเพราะเขาจะให้ผมเริ่มทำงานเลย แต่ผมยังไม่ได้สอบจบวิทยานิพนธ์ทีครับ ซึ่งก็ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่กรุณาเร่งอ่าน เร่งคอมเมนต์งานวิจัยผมครับ 
การเป็นนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัย
            ผมเริ่มต้นทำงานเมื่อวันแรงงานเลยครับ 1 พฤษภาคม 2557 ในตำแหน่ง "นักวิจัย" ว้าว...ตอนนั้นก็ยังไม่รู้นะครับว่าอะไรคือนักวิจัย รู้แค่ว่าชอบงานวิจัย ชอบค้นคว้า ชอบขีดชอบเขียน ชอบอ่าน คนที่รับมาก็น่าจะตัดสินใจดีแล้ว..มั้งครับ 555 ผมจำได้ว่าผมงานค่อนข้างเยอะ เลิก 3-4 ทุ่มเลยบางวัน แต่ผมสนุกกับมันนะครับ ทั้งนี้ ก็มีผู้ใหญ่หลายๆ ท่านให้ความเมตตาและให้โอกาสในการพูดบรรยายสรุปงานวิจัยโครงการในงานสัมมนาต่างๆ มันก็เป็นจุดที่ผมภูมิใจมากๆ นะครับ ผมจำความรู้สึกนั้นได้ เดินอ้วนๆ ขึ้นเวที 5555 คุณลุงคุณป้าเขาก็คงจะไอ้เด็กนี่ใคร มาพูดอะไรให้ฉันฟัง 555 แต่ผมก็พิสูจน์ให้เขาเห็นนะครับว่า...ความตั้งใจ...อายุไม่มีผล :)

                เวลาล่วงเลยไปกว่า 10 เดือน ได้ทำหน้าที่วิทยากรทั้งหมด 4 ครั้ง (ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้โอกาสรวมถึงช่วยฝึกซ้อม Rehearsal ในที่นี้ด้วยครับ) นอกจากนั้น ยังได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคนเก่งๆ ไปต่างประเทศเพื่อทำงานให้กับประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงชีวิตที่ดีเลยครับ 
 
มุมจากห้องประชุมที่ตุรกี

                อย่างไรก็ตาม คนเราก็ก้าวเดินต่อ เมื่อมีโอกาสก็ต้องลองคว้าดู ช่วงเดือนกันยา-ตุลา มีข่าวรับสมัครอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมก็เอาว่ะ...ลองสมัครดูแบบขำๆ ปรากฏว่าคุณสมบัติดันผ่านอีก 555 เลยได้มาสัมภาษณ์ครับ จำได้ว่าตื่นเต้นมาก วันสัมภาษณ์ช่วงเช้าผมมีบรรยายด้วยนะครับ พอตอนบ่ายก็ไปสัมภาษณ์ ได้แอบไปเช็คประวัติคู่แข่ง โอโห..ตรูมาทำอะไรที่นี่ 5555 ตอนสัมภาษณ์ก็มีผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณบดี หัวหน้าภาควิชา แล้วก็อาจารย์ท่านอื่นๆ ครับ ตื่นเต้นมากครับ ตื่นเต้นจนผมจำไม่ได้ว่าตอบอะไรไปบ้าง แต่ที่รู้แน่ๆคือ ตอบว่า "ไม่ทราบครับ" ไปประมาณ 3-4 คำถาม ผมไม่ทราบนะครับว่าการทีเราไม่รู้และบอกว่าไม่รู้เนี่ยมันผิดหรือเปล่า แต่สำหรับผม..การยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ มันแปลว่าเราไม่ได้เป็นน้ำเต็มแก้ว ซึ่งผมก็คิดไปเองคนเดียวแหละว่ามันน่าจะดีกว่าไม่รู้..แล้วตอบอะไรมั่วๆ ไป พอจบการสัมภาษณ์ ผมก็แอบมีหวังนะครับ (ขนาดตอบไม่ได้หลายคำถามยังมีหวัง 555) แต่ก็แอบหวั่นใจครับเพราะอายุผมน้อย ตอนนั้น 23 เองที่สัมภาษณ์ แต่พ่อแม่ก็สนับสนุนและให้กำลังใจเสมอครับ
                และแล้ว มหาวิทยาลัยก็ประกาศครับ ตอนนั้นเป็นวันที่ 4 ธันวาคม ผมขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ ใช้เน็ตที่ห้องสมุดคณะฯ  ปรากฏว่าผมได้เป็นอาจารย์ ดีใจลั่นเลย ความรู้สึกเหมือน เฮ้ย...ความพยายามของเรามันไม่สูญเปล่า ผมรู้สึกว่าคนที่เป็นอาจารย์เป็นคนที่น่ายกย่องและเป็นผู้อุทิศตัวเองให้กับสังคม ซึ่งตอนนี้ก็กว่า 5 เดือนแล้วที่ผมทำหน้าที่นี้ รู้สึกมีไฟและสนุกกับงานมากครับ

ปิดท้าย
            ท้ายที่สุดนี้ ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กำลังสิ้นหวังหรือหมดกำลังใจ ได้คิดใหม่ ทำใหม่ ขั้นแรกเลยคือการเปลี่ยนทัศนคติครับ เราอาจจะรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มีความยาก แต่ทางแก้ไขก็แค่ลงมือทำมันครับ การเริ่มต้นใช้ต้นทุนมหาศาล แต่ซักวัน..คุณจะได้อะไรดีๆ กลับมาครับ
                และขอขอบพระคุณพ่อแม่ เพื่อนๆ รวมถึงครูอาจารย์ทุกท่านที่ให้กำลังใจผมเสมอ สัญญาว่าจะเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ เป็นนักวิจัย เป็นทุกๆ อย่างที่ก่อประโยชน์ให้กับสังคมนี้ครับ

ประวัติ
- เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์)
- นักวิจัยกับสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (ดูแล 3 โครงการหลักและช่วยเขียนเสริม 3 โครงการ)
- อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รามคำแหง
- นักวิจัยสมทบของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และนักวิจัยประจำโครงการที่สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม
- งานวิจัยส่วนตัวประมาณ 20 เรื่อง

แผนชีวิต
- เรียนต่อระดับปริญญาเอกในอีก 2 ปี/มุ่งมั่นทำตำแหน่งวิชาการ

...... ปรับวิถีคิด ชีวิตเปลี่ยน.....            
 
Update 21.06.2017 
I have received 20 offers for PhD in Economics from the top universities around the world.
Now, I am a PhD student at Arndt-Corden Department of Economics, Crawford School of Public Policy, Australian National University. I am living in Canberra now. Another journey begins...
               

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Smartphone as "Baby Asset"


By Lect. Wannaphong   Durongkaveroj
Faculty of Economics, Ramkhamhaeng  University
Photo Source: www.forbes.com
From time to time, a mobile phone becomes a smart phone with more advanced operating system. In market, there is a total change for the suppliers of it as Nokia, Sony Ericsson, and Siemens are no longer the main share in the market. Instead, today is the era of Apple Inc. products (Iphone), Samsung, Huawei, and LG. The main purpose of this article is to explain the reasons behind the success of smart phone's sales, especially the phenomena in Thailand.
In economics, smart phone has been transformed from luxury to necessity which means that price can no longer distort the quantity demanded  - no matter how high price smart phone is, people still demand it. This transformation of the kind of goods causes many effects to economy because  it can be referred to changes of consumer's income, taste, and economy overall. When people have more income, people normally buy things other than necessary goods. In the previous day, only upper middle income group can buy the mobile phone due to its high price. Also, computer is still the main device to complete your job. As I can remember, mobile phone price is around 40,000 Thai Baht (Approximately 1,200 USD.). However, in the last five to ten years, its price was dramatically declined with more technological improvement which  allows the lower middle income and low income group able to buy it. Smart phone is affordable as its price starts from just 1,000 Thai Baht (Approx. 30 USD.)  to less than 30,000 Thai Baht (Approx. 1,000 USD.). In Thailand, almost everybody (more than two-thirds) owns smart phone in the different brands, even students of secondary education. The most-wanted gift among children nowadays is no longer robot, dolls, or toy car but smart phone. Additionally, people know how to use Facebook and Line better than Thailand's current economic issue. For its popular function which leads to the battle among suppliers, smart phone's camera is the first object in decision. Due to its most-wanted option, there is a joke that when there is an accident or unusual events, people take a photograph first instead of helping calling the related person or doing more proper thing.
Other than its low price and great benefit, social value (given) or popularity in Thai society about smart phone is a core reason for the increasingly impressive sales of smart phone market. A high demand is efficiently captured by a huge amount of supply. People who owns a top brand like Iphone or Samsung (flagship phone) are likely to be accepted from friends, colleagues, and society. It's special feeling or pride which is stemmed from how people feel when they hold it in hands. In Thailand, generally, it is a fact that the rich is likely to gain respect from society. The working people, normally, would like to have condominium in Bangkok, luxury car, smart phone, and other expensive things. Thus, having a smart phone makes people who own them feel like they have a small asset, namely the Baby Asset. They can tell everyone proudly that they buy the latest Iphone no matter they use credit card installment. AS explained, it makes you feel like you have a place in society or feel superior to others. This feelings have been taken place at the expense of phone's price and monthly phone bill. However, this Baby Asset has it own characteristics. Its depreciating rate, nevertheless, is quite higher than other asset. Within only one second after buying it, your asset value unavoidably decreased. But who's care?
I have just bought new smart phone for two weeks after dropping the old one. Interestingly, it is my first time to realize that the price of its spares, especially the screen is much expensive price - around 50 percent of its price in some brands. In term of its advantages,  I spend a lot of time in a day staying with my smart phone - not just working but also social networks which becomes the new word in the millennium. If there is someone asking me about my future plan to invest, I will immediately answer him or her that...I also own a smart phone.

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

Poverty and Prosperity between Pakistan and Bangladesh



Wannaphong   Durongkaveroj
Department of Development Economics, Faculty of Economics
Ramkhamhaeng  University, Bangkok, Thailand
(E-mail Address: Wannaphongd@gmail.com)

After partition, the living standard of Bangladesh, overall, seems to be better off. According to the World Bank, in 1990, Gross Domestic Product (GDP) measured by PPP (Current international $) of Bangladesh was around 74.26 billion while of Pakistan was around 213.09 billion. The economy of Pakistan was bigger than Bangladesh around 2.87 times. By ten years later, namely 2000, the gap of national income between Pakistan and Bangladesh got closer to 2.64 times revealing the more increasing rate in economic growth of Bangladesh. From 1990 to 2000, GDP grew around 95.77 and 80.30 for Bangladesh and Pakistan, respectively. In 2013, the gap got smaller to 2.13 times. Bangladesh’s output was at 400.48 billion while 855.87 billion for Pakistan. GDP of Bangladesh grew over 439.31 percent over the last 23 years which relatively bigger than Pakistan enjoyed the economic growth merely for 301.63 percent. For Compound Annual Growth Rate (CAGR), CAGR for Bangladesh over the past 23 years is 7.60 percent while for Pakistan is only 6.23 percent. Another important thing is that the economy of Bangladesh and Pakistan did not receive the critical impacts from the 2008 Hamburger Crisis which almost developing countries around the world experienced with a reduction in its GDP[1]. Moreover, unlike many countries in Asia, both countries did not have any severe economic crisis in the last 25 years even though International Monetary Fund (IMF) has ever warned the financial risk in Pakistan in 2013.
Source: Compiled by author and obtained the data from the World Bank
Notes: B POV1.25 and B POV2 stands for poverty headcount ratio of Bangladesh at $1.25 and $2 a day while
P POV1.25 and P POV2 are for Pakistan. B POVN and P POVN stands for poverty headcount ratio at Bangladesh and Pakistan national poverty line, respectively. B GDP denotes Bangladesh’s GDP at PPP while P GDP is for Pakistan.
According to the figure above, it represents the possible relationship between GDP and poverty. The blue line denotes for Pakistan’s GDP while the brown line for Bangladesh’s GDP. To analyze poverty in both countries, the three poverty indicators including poverty ratio at $1.25, $2, and national poverty are shown. 

For the first one, $1.25 poverty line, the yellow triangle represents Pakistan’s poverty rate and the yellow square represents Bangladesh’s poverty rate. Unfortunately, the data from the World Bank is imperfect because they are issued in the different year. However, it is useful for policy implementation. In 1991, 64.71 percent of population in Pakistan lived below $1.25 poverty line which means that more than they spent money for living per day less than $1.25. For Bangladesh, in 1992, the poverty rate was at 70.22 percent of its population. As you seen, the rate of both countries is likely to indifferent because almost one third of its population experienced with the destitute. However, the gap got bigger after that. In 1999, poverty rate in Pakistan decreased to 29.05 percent of its population while the poverty rate in Bangladesh, in 2000, was still relatively higher – around 59 percent of its population lived under $1.25 poverty line. And for the latest information, Poverty in Pakistan has dramatically reduced from 64.71 percent of its population in 1991 to only 12.74 percent of its population in 2011. Nevertheless, the process in eradicating poverty was slower
in Bangladesh which poverty rate was still high in 2010 around 43.25 percent of its population. Thus, the first implementation for this paper is that “Even though a rate of economic growth becomes bigger, nation may be not able to take advantage of it”

For the second poverty index, $2 poverty line, the red triangle represents poverty rate for Bangladesh while the red square is for Pakistan. Increasing the criteria from $1.25 per day to $2 per day normally results in a higher poverty rate because it will cover more people at different level of income under the benchmark, for example, people who spend their money $1.75 per day will become the poor under this situation. Under this poverty line, 88.18 percent of Pakistan’s population was the poor in 1991 while 92.99 percent of Bangladesh’s population was the poor at 1992. The important thing is that there are 23.47 percent added for Pakistan when using $2 poverty line but it is 22.77 percent added for Bangladesh which means that the number of people who live around $1.25 and $2 in Pakistan is greater than in Bangladesh. This statement is confirmed by a small difference between the difference of the poor under $1.25 poverty line and $2 poverty line. Simply put, at $1.25 poverty line, the proportion of the poor in Bangladesh is greater than in Pakistan around 5.51 percent but at $2 poverty line, the difference becomes closer to 4.81 percent. However, at latest data, Pakistan was better than Bangladesh in reducing its poverty. But the more important thing is that, under $2 poverty line, more than half of population in Pakistan spent money for living per day less than $2 which critically greater than only 12.74 percent of its population measured at $1.25 poverty line. The question has raised that which more proper poverty line is but it is difficult to answer - $1.25 is too low for some economist but $2 is too high for other academicians. Then, we turn our interest to poverty line at an average national income, namely national poverty line. 

For adaptation of CAGR for economic growth in poverty analysis, between 1992 to 2010, poverty in Bangladesh reduced 2.66 percent per year (over 18 years) while, between 1991 to 2011, poverty in Pakistan decreased around 3 times more than Bangladesh with 7.80 percent per year (over 20 years). Thus, it would be indicated that a higher growth rate of Bangladesh does not efficiently and effectively in reducing poverty in Bangladesh. 

National poverty line is able to tell us the relative poverty because it defines the poor by the society’s average – poorer compared to friends. Unfortunately, there are no any data for Pakistan until 1999 which its poverty rate was 30.60 percent of its population. However, it is likely to be that the poverty rates at national poverty line yields the most preferable outcome in measuring poverty. For example, in 2005, poverty rate of Bangladesh under this method is only 40 percent compared to $2 poverty line which results in 80 percent of its population. 

For considering a change for two countries, there is only a year, 2005, a data on poverty was issued for two countries. For $1.25 poverty line, poverty in 50.47 percent of its population in Bangladesh while 22.59 percent of its population in Pakistan. However, in 2010, poverty in Bangladesh declined by 14.31 percent while 43.60 percent for Pakistan in 2011. And for another two poverty lines, a rate of change of poverty in Pakistan was better than Bangladesh. Comparing GDP growth rate between 2005 and 2010, at that time, GDP for Bangladesh increased by 38.52 percent while GDP for Pakistan increased by only 26.54 percent which confirms the statement above that a rate of growth of  Bangladesh contributes to poverty reduction less than Pakistan. Country got more output and money but they are concentrated to only the rich, not flow to other tiers of society. 

From current situation, it is considered to moderately tough Bangladesh can outpace Pakistan due to Pakistan’s economic policies nowadays. Now, Pakistan has already signed four Free Trade Agreements (FTAs) in bilateral pattern with Malaysia, China, and Sri Lanka and in regional pattern as SAFTA. Additionally, there is preferential agreement aimed at boosting trade with Iran, Mauritius, and Indonesia and in the step of negotiation with Afghanistan, Japan, Lao, New Zealand, Mexico, South Africa, and Tunisia. However, Bangladesh has not signed bilateral trade agreement with any countries but it is the member of BIMSTEC and SAFTA. So, an economic motivator of Bangladesh is relative inactive compared with Pakistan. For 2013 structure of economy, collected data from the World Bank, 53 percent of Pakistan’s GDP is borne by service sector, followed by agriculture and manufacture while 56 percent of Bangladesh’s economy is borne by service sector as well but it is followed by manufacture (28 percent) and agriculture (16 percent). For main obstacle in development, Pakistan always face with three issues including low quality and quantity of labor force, terrorism, and energy while the concern toward Bangladesh is inequality, low skilled labor, and infrastructure. So, the main task of Bangladesh government would be the efficient way to raise citizen’s living standard beginning with infrastructure, followed by education and political right among people.

New Hub New Hope

Even though Bangladesh’s economy has relied on the export for only 23 percent of its GDP in 2013 but its importance, revealed by the World Bank, has increased by 64.29 percent over the past ten years which indicates the necessity for special economic zone aimed at facilitating trade. Port of Karachi is currently the main external engine of country’s income but it is not enough for today that we, all, are in the age of internationally economic interdependence. Thus, through the advantage of geography, the countries located around the Bay of Bengal should take this opportunity. Even though there is the Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) connected a group of countries in South Asia and Southeast Asia, its progress was too slow to encourage the prosperity due to a large and complicated model of integration. 

Source: Revised byAuthor and obtained map from Map data 2014 AutoNavi, Google
 
The BMT (namely Bangladesh, Myanmar, and Thailand) model states the regional hub in a group of countries located in the corridor of Bengal’s Bay. With BMT, transportation cost is able to be reduced because no need for cargo ship to go to Singapore. China can benefit this model because it can use this route to be the gateway to the South Asia. When the transportation cost is low, everything is possible. Myanmar has a good relationship, politically, with China. Investment in infrastructure from China created Myanmar to be more competitive in the very near future. However, there is still the border tension between Myanmar and Bangladesh which may be the challenge for this model. To enhance trade and take this advantage aimed at regional development, three countries should realize this chance and start cooperating by setting the Joint Trade Committee (JTC) to figure out the possibility of this model.

References

Bangladesh Ministry of Commerce. (n.d.). Regional and Multilateral Trade Agreement. 
            Retrieved December 22, 2014 from http://www.mincom.gov.bd/reg_bil_trade.php
International Monetary Fund (IMF). (2013). IMF says Pakistan at high risk of economic crisis.       
            Retrieved December 11, 2014 from http://uk.reuters.com
Pakistan Ministry of Commerce. (n.d.). Trade Agreements. Retrieved December 22, 2014              
            from http://www.commerce.gov.pk
World Bank. (2014). World Development Indicators. The World Bank.



[1] The economy of Pakistan and Bangladesh relied on the export, in 2013, to only 13 and 23 percent of its GDP, respectively, which may be the reason for small negative impact on both economies from crisis.