วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554)
                ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) หมายถึง ประโยชน์ หรือ สิ่งที่ดีใดใดก็ตามที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติมนอกเหนือจากประโยชน์ทางตรงที่เกิดขึ้น ประโยชน์นี้จะตกอยู่กับบุคคลที่สามซึ่งเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง นับเป็นข้อดีของกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์นั้นเพราะมันส่งผลดีให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเหมือนผลพลอยได้ที่ได้เกิด ยกตัวอย่างเช่น การจัดโครงการเรียนฟรี 15 ฟรีของรัฐบาล ประโยชน์ทางตรงคือ เด็กนักเรียนได้เรียนหนังสือ ได้มีความรู้ ประโยชน์ทางอ้อมหรือผลกระทบภายนอกเชิงบวกคือ เมื่อสังคมเต็มไปด้วยบุคคลที่ได้รับการศึกษา การพัฒนาในเรื่องต่างๆจะทำได้ง่ายขึ้น คนมีการศึกษาจะกลายเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective labor ) ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับสังคม จากผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ ราคาของกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้รวมผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ด้วย อีกทั้งยังทำให้เกิดการผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น (Underproduced) เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อม เราควรจะส่งเสริม หรือ สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว โดยที่ประโยชน์ทางอ้อมนั้นจะเรียกว่า External Benefit หรือ Spillover Benefit
จะแสดงผลกระทบภายนอกเชิงบวกได้จากกราฟดังนี้


 
ข้อสมมุติฐาน
1. เส้นผลประโยชน์เอกชนหน่วยสุดท้าย (Marginal Private Benefit : MPB) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์
2. เส้นต้นทุนต่อสังคมหน่วยสุดท้าย (Marginal Social Cost : MSC) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปทาน
3. จุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด (Efficiency) คือจุดที่ค่าความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC
4. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market)
คำอธิบายกราฟ
1. กราฟแกน x คือปริมาณสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง กราฟแกน y คือราคาของสินคาและบริการ และรวมถึง ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม(MB) และ ต้นทุนส่วนเพิ่ม( MC)
2. เริ่มจากจุดแรกที่ความชันของเส้น MPB และเส้น MSC เท่ากัน ณ ราคา P1 และปริมาณ Q1 ณ จุดนั้นคือจุดดุลภาพของตลาด แต่เป็นจุดที่ไร้ประสิทธิภาพเนื่องจาก MPB ไม่ได้แสดง MSB เพราะยังไม่ได้ร่วมผลกระทบภายนอกที่ตกอยู่กับสังคม (MEB) ดังนั้นจึงทำให้ MSC > MSB
3.เมื่อมีการรวมผลกระทบภายนอกเข้าไปแล้ว จะทำให้ความชันของเส้น MSC เท่ากับ MSB ซึ่ง MSB นั้นจะประกอบไปด้วย MPB และ MEC ณ ราคา P optimal และ Q optimal ซึ่งเป็นจุดที่มีดุลยภาพ โดย MSC = MSB ทั้งนี้ยังเรียกจุด P และ Q ที่แสดงถึงผลกระทบภายนอกว่า Socially optimal point หรือ Social optimum อีกด้วย
4. จะเห็นว่า หากเราไม่มีการรวมผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ไป จะทำให้ปริมาณการผลิตอยู่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือเรียกว่า Underproduced ที่จุด Q1
5. เราสามารถให้ตลาดได้คำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ (Internalized Externalities) ด้วยการสนับสนุนหรืออุดหนุนจากรัฐบาล (Subsidy) เมื่อรัฐบาลอุดหนุนกิจกรรมดังกล่าว (ตามตรรกะแล้ว กิจกรรมที่ให้ประโยชน์เพิ่มขึ้น กิจกรรมนั้นสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนให้มีมากขึ้น ) จะทำให้ระดับราคาในท้องตลาดลดลงมาต่ำกว่า P1 ซึ่งก็คือจุดที่ MPB ตัดกับปริมาณ Q optimal (Green line) เพราะราคาที่ต่ำลง จาก Law of demand ทำให้ความต้องการในการซื้อเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
6. ส่วนที่รัฐบาลอุดหนุนคือพื้นฐานสี่เหลี่ยมใหญ่ตรงกลาง ซึ่งเท่ากับราคา P optimal ลบกับราคาในท้องตลาด (ที่ต่ำกว่าจุด P1) คูณด้วยปริมาณของตลาดคือ Q optimal
7. หากรัฐบาลทำการอุดหนุน (Subsidize) ได้ถูกต้องเท่ากับ MEB แล้ว การอุดหนุนนั้นจะถูกเรียกว่า Corrective Subsidy

2. ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) หมายถึงต้นทุนเพิ่มเติม (External cost หรือ Spillover cost) ที่เกิดต่อบุคคลที่สาม (Third Parties) จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นกิจกรรมที่บุคคลที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมนั้นได้รับทำให้เกิดเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มขึ้นมา โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้มีการร่วมต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อบุคคลอื่นนี้ไว้ด้วย และทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น (Overproduced) เช่น เพื่อนบ้านซื้อต้นไม้ใหม่มาปลูก รวมถึงดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ขณะที่เราซื้ออยู่ติดกันเป็นคนที่แพ้เกสรดอกไม้ ทำให้เราได้รับผลกระทบภายนอกเชิงลบนี้จากการกระทำของเพื่อนบ้าน หรือตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โรงงานที่ตั้งอยู่ต้นน้ำปล่อยสารเคมีออกมาโดยไม่ได้บำบัด ขณะที่โรงงานของเราอยู่ปลายน้ำ น้ำที่ได้ก็มีสารเคมีปนเปื้อนและไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการผลิตได้ ผลกระทบนี้โรงงานที่อยู่ต้นน้ำไม่ได้พิจารณาถึงซึ่งทำให้มีปริมาณของสารเคมีมากกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต้นทุนนั้นถูกละเลย ดังนั้นเราควรที่จะยับยั้งหรือให้ลดกิจกรรมดังกล่าว
อธิบายโดยกราฟดังนี้

ข้อสมมุติฐาน
1. เส้นผลประโยชน์เอกชนหน่วยสุดท้าย (Marginal Private Benefit : MPB) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์
2. เส้นต้นทุนต่อสังคมหน่วยสุดท้าย (Marginal Social Cost : MSC) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปทาน
3. จุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด (Efficiency) คือจุดที่ค่าความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC
4. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market)
คำอธิบายกราฟ
1. กราฟแกน x คือปริมาณสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง กราฟแกน y คือราคาของสินคาและบริการ และรวมถึง ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม(MB) และ ต้นทุนส่วนเพิ่ม( MC)
2. เริ่มจากจุดแรกคือจุดที่ความชันของเส้น MB (MSB) เท่ากับ ความชันของเส้นต้นทุนเอกชนส่วนเพิ่ม (Marginal Private Cost : MPC) ณ จุดนั้นคือจุดดุลยภาพของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่ระดับราคา P competitive quantity และปริมาณ Q competitive quantity แต่อย่างไรก็ตามจุดดุลยภาพดังกล่าวไม่ใช่จุดที่มีประสิทธิภาพ (Inefficiency) เนื่องจากเส้น MPC นั้นไม่ได้แสดงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้กลายไปเป็นเส้น MSC
3. เมื่อมีการรวมผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Marginal External Cost หรือ Spillover Cost) ทำให้ตลาดแสดงเส้นต้นทุนสังคมส่วนเพิ่ม( Marginal Social Cost  : MSC ) จากจุดนี้ตลาดมีการคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นที่บุคคลที่สาม ณ จุดนั้น ความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC ซึ่งคือจุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด ณ ระดับราคา P socially efficient price และที่ระดับปริมาณ Q socially efficient quantity หรืออีกชื่อคือ P social optimum หรือ Q social optimum
4. จะเห็นได้ว่าหากไม่มีการคำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบที่เกิดขึ้นที่บุคคลที่สามแล้วนั้น ปริมาณจะมากกว่าที่ควรจะเป็นหรือ Overproduced สอดคล้องกับสุด P competitive ที่มากกว่าจุด P socially efficient quantity
5.เราสามารถทำให้ตลาดคำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบนี้ (Internalized Externalities) ได้จากการแก้ไข
( Remedy) ทั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชน จากภาครัฐบาลทำได้ด้วยการเก็บภาษี (Tax), การขายสิทธิบัตรการปล่อยมลพิษ (Pollution Right) หรือนโยบาย Commands and Controls Policy ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป และจากภาคเอกชน ได้แก่ การกดดันทางสังคม Social Sanction หรือMoral Code และยังรวมวิธีการต่อรองหรือ Coase Theorem ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ระดับราคามีการสูงขึ้น (เนื่องจากรวมต้นทุนที่เกิดขึ้นบนบุคคลที่สาม) จาก Law of demand เมื่อระดับราคาของสินค้าและบริการสูงขึ้น ย่อมทำให้ปริมาณความต้องการลดลง จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมปริมาณถึงลดลงจาก Q competitive quantity มาสู่ Q socially efficient quantity
6. หากรัฐบาลจะต้องเก็บภาษี รัฐบาลต้องเก็บภาษีเท่ากับต้นทุนเพิ่มส่วนเพิ่ม (Marginal External) ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้อย่างนั้นจริงๆ จะเรียกว่าเป็น Corrective Tax
7. รายได้จากภาษี (Tax Revenue) ก็จะเพิ่มขึ้นจากจำนวนปริมาณที่ลดลงแล้ว ณ Q social optimum คูณกับระดับราคาที่สูงขึ้น ณ P socially optimal ที่ถูกลบจาก P competitive (เพราะ P competitive ก็จะกลายเป็นของผู้ขายไป)
                เรื่องผลกระทบภายนอกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกคนได้รับผลกระทบภายนอกอยู่ทุกวัน อาจจะเป็นในรูปแบบของมลพิษทั้งทางเสียง ทางกลิ่น หรือมลพิษจากแม่น้ำ รวมถึงผลกระทบที่เกิด Global Warming ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา ซึ่งการกระทำนั้นของผู้ผลิตไม่ได้พิจารณาถึงเราซึ่งได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่าง เช่น การปล่อยสารเคมีของโรงงานในจีนที่ทำให้แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นสีแดงจนถูกเรียกว่าแม่น้ำเลือด หรือจะเป็นการปล่อยคาร์บอนที่มหาศาลในประเทศแคนาดา อย่างไรก็ดีก็ได้มีการแก้ไขผลกระทบภายนอกนี้ในรูปของภาษี เช่น ภาษีคาร์บอน เป็นต้น ทั้งนี้องค์กรระดับโลก (International Organization) หรือเรียกว่า The Earth Summits พยายามจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (UN conference on the Human Environment )เมื่อปี 2515ซึ่งได้ก่อตั้งUNEP (United Nation Environment Programme) การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nation Conferences of Environment and Development : UNED) เมื่อ 2535และได้เกิดเป็น แผนปฏิบัติการ 21 หรือ Agenda 21 , Kyoto Protocol(1997) หรือ กลุ่มกรีนพีซ กลุ่ม IPCC UNFCCC COP ทั้งนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก เราควรถามตัวเองว่า วันนี้..เราได้พึงตระหนักถึงผลกระทบภายนอกที่เราจะได้ทำก็ได้ เพื่อนของเราทำก็ดี ญาติของเราทำก็ดี ชุมชนของเราทำก็ดี ประเทศของเราทำก็ดี แล้วหรือยัง?

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Convergence of developing countries and developed countries

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์



               Developed countries such as Thailand, Sub-Saharan Africa can catch up or converge the developed countries due to two main reasons. Firstly, it is technological transfer. The high level of technology is slightly available than now developed countries are used to undertake in the past. So, developing countries can grow faster than the developed countries’ s performance took place in the past. For example, Britain used 60 years first in industrial developed whereas Japan used merely 11 years. Secondly, due to the law of diminishing returns. The additional capital on output in production is expected to be smaller in the developed countries that have already a lot of capital in relation. As a result, there is higher level in investment in the developing countries contributing to grow in capital in the developing countries rapidly.
          Advanced technology and more rapid capital accumulation or income would tend to converge in the long run. Faster-growing developing countries would be catching up with the slower-growing developed countries. In 1990-2003 High-income OECD countries grew in income equal to 24% while china grew 196%. This growth spurt is still far behind rich countries but they are in long-run path to catch-up’s rail. World is experiencing per capita income convergence – average citizen in the developing countries is catching up the average citizen in the developed world. However, many of the poorest countries remain in stagnation – were not catching up with richer in 1995 to 2005. China and south Asia however grow faster than Higher-income OECD countries which begin from lower starting point.
          For the long run causes of comparative development, framework appreciates the major long-run causes. Institution plays an important role in comparative development. Institution supports a market economy by establishing role of property rights, contract, manages conflict, improves market performance and many things contributing to overall society. However, it’s entirely unclear that institution is the most important in development and also compensate any weakness in another. Clearly, there are multiple path to economic development remain. So, we can think democracy as a meta-institution for building other good institution. The development strategies that lead to greater human capital, improve access to new technologies, produce better –quality public goods, improve market functioning, address deep-rooted problem of poverty, improve access to finance, prevent environmental degradation, boost a vibrant civil society promote all development in nation.
          The crucial situation of underdevelopment has to be viewed in both a national and an international context. Problem of poverty, inequality, low productivity, population growth, unemployment, primary- product-export dependence, international vulnerability can solve by economic and social force. Many countries achieve in raising income, lowering infant mortality, improving educational access, narrowing gender disparities, increasing life expectancy by pursuing an appropriate economic and social policies viewed from the developed countries. Poor countries have to realize developing countries’ s development aspiration. However, human capital, technology, social and institutional change have to take place if long-term economic growth is to be realized. Some transformation must occur not only within individual developing countries but in international economy as well. We need structural, attitudinal, institutional reform in world economy to rise the developing nation’s performance.
          Despite apparent diversity of developing countries, most of them share a set of common and well-defined goals including a reduction in poverty, inequality, unemployment, provision of basic education, health, housing and food to every citizen, broadening of economic and social opportunities, and also stabilization in nation-state. Besides, the common set of problem shared are chronic absolute poverty, high level of unemployment, underemployment, distribution of income, low level of agricultural production, imbalance urban and rural level of living and economic opportunities, environmental decay, inappropriate education and health system, international debt problem and also substantial dependence on foreign technology or value system.
          Thus, experience of the past over 50 years displays that while development is not inevitable in all nations throughout our globe and poverty traps are quite severe, it is feasible to escape from poverty and initiate sustainable development.

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Summary Business Cycle

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ 


Part 1 Frontiers of Business Cycle Theories
Chapter I: Introduction : Behaviour of output, unemployment, and price level in U.S.
                In 1930s when the Great Depression took place, economists try to find the answer about it. In soon, Keynesian model is very popular among the economists and socialists. But it is loss their popularity within the 1960s due to its failure of model relative to inflation and supply shocks. Although this model was skepticism, it’s notable in most of the economic books for long times.
                Purpose of this book is to show the method for analyzing real-world macroeconomic problem that we’ve to consider the historical record of its variables in U.S.
Figure 1 : Real GDP from a year 1860 to 1999 in the Book page  i-2
                This is the upward trend of real GDP reflect long – term growth. And average growth rate from 1869 – 1996 is 3.3.%.
 “Average growth rate  = Average growth rate of real GDP – Average growth rate of population ”
So, If GDP grows faster than population, growth happens!! ( CongratulationsYahooooooo…)
-Long term growth rate of real GDP happened again and again like up and down. It’s called “Aggregate business fluctuation or Aggregate business cycle”
-When GDP falls to a low point or trough, the economy is in recession (Contraction). On the other hand, when GDP rise to a point high point, the economy is in boom (expansion).
- Business cycle is periodic change or fluctuation in direction of up and down of real GDP over times.



This is a hypothesis business cycle


 


Time in recession
1. Pre- World War I (1893-1894, 1907-1908, 1914, 1920-1921, 1937 - 1938 )
2. Post – World War II (1958, 1970, 1974-1975, 1980-1982, 1990-1991, 2001, 2006-1008)
Time in boom
1. War time (WWI, WWII, Korean War)
2. Others (1982-1988,1975-1978, 1961-1973, 1933-1940 except 1937-1938, 1896-1906)
Yim said ==> “Observe : When economy is in boom, recession follows”
                Main point is this ! “Although the economy around 100 years from government intervention, policy, a decreased shared in agriculture in  GDP, technology, reduction in poverty, many things , the data from graph (in the book) show that there is no major changes in business fluctuation (The average growth rate of real GDP is 3.1% from 1947 – 1996 or 3.3% from 1860 - 1996)”

Other details in the book
ก่อนที่จะไปในรายละเอียดทั้งหมดทั้งมวลของส่วนที่เหลือ มาดูรายละเอียดปลีกย่อยดีกว่า
1. มันมีทางที่เราจะสามารถลงให้ลึกถึงรายละเอียดของกราฟวัฎจักรธุรกิจ เริ่มต้นด้วยการดูสามเส้น เส้นแรกคือเส้นเทรนด์ (Trend) ได้มาจากข้อมูลอนุกรมเวลา เอามาทำอะไร? มาหาค่าเฉลี่ยทั้งหมดทั้งมวล ก็ตามแต่ว่ากราฟๆนั้นจะกี่ปี
2. เส้นที่สอง คือเส้น Real GDP คือเป็นเส้นของข้อมูลจริงๆ เอามาพลอตกราฟจริงอะไรจริง เรียกอีกว่าเส้น detrended or cyclical component คำว่า cyclical component ใน ตัวมันเอง แสดงถึงเส้นที่แสดงการเคลื่อนไหวไปตามวัฎจักรเช่น รายปี รายสองปี สามปี ว่ากันไป บางทีเราเปรียบเทียบค่าอะไรซักอย่าง เช่น อัตราการว่างงาน กับเส้น detrended GDP เราก็จะเรียก อัตราการว่างงานว่าเป็น cyclical component
3. เส้น Dashed line เนี่ย มันเอา cyclical component เข้าไปแสดงให้เข้ากับ trend หรือเอาเข้าไปเฉลี่ยน้ำหนักกับเส้นเทรนด์ ทำให้เส้น dashed อยู่แถวเดียวกับเส้น trend แต่จะแสดงมาจากข้อมูลจริงๆจากเส้น cyclical component งงไหม? สมมุติ ช่วงไหนที่เจ้า cyclical มัน ตกต่ำมากๆ เส้นเทรนด์อยู่เฉยๆถูกไหมเพราะเป็นค่าเฉลี่ยแต่เส้น dashed ก็จะห้อยต่ำลงมานิดหนึ่ง
เดี๋ยวจะลองวาดกราฟดู
1. มีสามเส้น คือ เส้น  trend(เส้นตรงดิ่งๆ ) , detrended or cyclical component (เส้นล่างสุด คดเคี้ยว) , dashed line (ที่พันไปพันมากับเส้นตรงดิ่งๆ)
  ให้ดูจาก Figure 1.6 page i-9
คำอธิบายเพิ่มคือ dotted line (bottom line) is detrended GDP or cyclical component, solid line is trend line over time, dashed line is chain-weighted real GDP
                Example, in the forth quarter of 1991, real GDP was 2.0% below trend (สังเกตุจากเส้น dash ในรูปที่ห้อยลงมาหน่อยนึง). In the fourth quarter of 1996, real GDP was 0.5 above trend line (สังเกตุจากเส้น dash ที่อยู่เหนือเส้น trend)
                สรุปอีกครั้ง เส้น trend คือเส้นเฉลี่ยหลายๆปีมาหาร มีค่าเดียว ส่วนเส้น dashed คือเอาข้อมูลจริงมาใส่น้ำหนักของค่าเฉลี่ยเข้าไป ซึ่งหากช่วงไหนข้อมูลจริงสูงขึ้น เจ้าเส้น dashed นี้ก็จะ เผยออยู่บนเส้น trend เพราะมันมากกว่าค่าเฉลี่ย ถูกปะละ ส่วนถ้าช่วงไหนข้อมูลจริงอยู่ต่ำ เช่น ช่วง recession เจ้าเส้น Dashed นี้ก็จะห้อยย้อยลงมาจากเส้น trended

The component of GDP
                We can get more information about business fluctuation by comparing detrended real GDP with detrended other data.
ในส่วนนี้จะพูดถึงการเอา detrended line (คืออะไรย้อนไปดูข้างบน) มาเปรียบเทียบกัน
ข้อควรจำแบบแน่นอน
1. ไทยเวอร์ชั่น หากเส้น detrened line ที่นำมาเปรียบเทียบ มันไปได้ด้วยกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์เชิงบวกแล้วนั้นไซร้เขาเรียกว่า Procyclical
อังกฤษเวอร์ชั่น If this correlation is positive that variable usually moves cyclically in the same direction, then it’s called procyclical
2. ไทยเวอร์ชั่น หากเส้น detrened line ที่นำมาเปรียบเทียบ มันไปได้ด้วยกันในทิศทางตรงกันข้าม หรือมีความสัมพันธ์เชิงลบแล้วนั้นไซร้..เขาเรียกว่า Countercyclical วิธีจำก้ counter ใช่ปะ มันรบกัน มันไม่ถูกกัน ก้เลยตรงกันข้ามกัน ^^
อังกฤษเวอร์ชั่น If this correlation is negative that variable usually moves cyclically in the opposite direction, then it’s called countercyclical
3. แต่ถ้ามันไม่มีความสัมพันธ์เลยระหว่าง สอง ตัวแปร หรือค่า correlation เป็น 0 เขาเรียกว่า acyclical
You can see the example in figure 1.7 1.8 1.9 page i-11 and i-12
Labour input and productivity
The cyclical fluctuation in real GDP is related to labour input. We consider two measure of labour input including total employment and total worker-hours
เราจะมาดูความสัมพันธ์ระหว่าง Real GDP กับ ต้นทุนแรงงาน ซึ่งมีสองอย่างคือ จำนวนเวลาทำงานที่คูณด้วยเวลาทำงานเฉลี่ยต่ออาทิตย์ กับ อัตราการจ้างงาน
คำอธิบายสำหรับ figure 1.12 และ 1.13 ในหน้า i-15 และ i-16 คือ Both variables are procyclical. The correlations of cyclical components with detrened real GDP is 0.81 and 0.88 respectively.
ภาพ 1.12 บอกถึงความสัมพันธ์ของอัตราการจ้างงานกับ real GDP ว่าเป็นไปในเชิงบวก ไปด้วยกัน
ภาพ 1.13คือมันบอกถึงความสัมพันธ์ของ จำนวนทำงานกับ real GDP ว่าเป็นไปในเชิงบวก คือไปด้วยกัน
ตัวอย่าง สำหรับ countercyclical



Chapter 1 Economic ups and down (All of content except 1.5 and 1.6 )
1. Nature and historial data
                Business cycles are fluctuations in term of the periodic changes that occur in business activity. Economic fluctuations relate to changes in business conditions
                When real GDP grow rapidly, we can guess that  business is good because firm find that there are many consumers and they find the profit. When real GDP falls, businesses have problem. Consumer is less and profit is smaller. In recession,  most firms experience declining in sales and profits.
                However, the term business cycle is confusing because it seems to suggest that fluctuation is regular and it is easy to predict but in fact, economic fluctuations are not at all regular and they are most impossible to predict correctly.
1.1 Modern Era
                We have many shocks to economy, but the Great Depression does not happen again
Figure 1.1 page 1-2
The record after the second World War in 1945 show that there is no attack in the same level as in in130 the Great Depression. However, recession still take place even though we have been changing in public policy, international agreement between nations, and a continuous expansion in technology to get productivity.
1.2 Business cycle definition
                Over time, imbalances between supply and demand will happen and economic agent (government) could not always adjust system to remove this imbalances. The inability to forecast or plan leads to an accumulation of imbalances overall economy. The aggregate fluctuations are called business cycle. It’s recurring change in economic activity (they do not follow any fixed periodic pattern like seasonal change). Each of cycle differs with duration, dept, and diffusion of cycle.
                However, although each business cycle is unique (have its own feature or characteristics), there are enough similarity to make some “general statement” about the performance of economy over the cycle.
                So, process of expansion can be fueled by “an anti-recessionary macroeconomic policy, foreign demand, highlight on growth expectation, and inherit forces ” that bring a contraction or recession to end. Another influence is low mortgage interest rate on housing demand that may lead entrepreneurs with confidence in economy to make an opportunity and to start a new project through investment.

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

The Twin Bubbles : Housing and Oil (abridged from the New Golden Age written by Ravi Batra)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

THE TWIN BUBBLES: HOUSING AND OIL
(Abridged from The New Golden Age written by Ravi Batra)
            The year 1973 is turning point in the economic and social annuals of the U.S. At that time, the real wage began decline for the majority of American workers despite raising its productivity. Also, it’s the year that an Arab Cartel (OPEC) imposed an oil embargo on the U.S. and the rest of the world. As a result, the oil price jumped fourfold and never to fall back to the previous level again. So, it started a severe period of “asset-market bubbles” because it causes the economic chaos. From 1930, bubbles disappeared under the onslaught of economic reform by Pres. Roosevelt in the New Deal. However, the bubbles returned in 1973, they have been hopping from financial bubbles to another. Prices of variety of goods have surged, sunk and surged again. Also, oil, stock, bonds, gold, silver, platinum, and housing all seem to have moved in a up-and-down rhyme that generate an uncertain and chaos in process. For when a bubble bursts, millions of people suffer. The bubbles burst open and then disappear for a while.
            The first balloon in Roaring Twenties is when stock market scaled to unprecedented height before crashing in 1929. The next crash did not arrive for 44 years (1973). However, there is something changed in the 1970s that appeared and reappeared. Economic or financial bubbles normally refer to sharply inflated price moving at the exceptional speeds. Most of them arise due to the irrationality among buyers of product (asset) but may arise because of the cartels.
            Occasionally, they arise in product market including productible goods such as oil, copper and in turn rise in price. In this case, investors treat the product as an asset, and seek to profit not from its expanding production but from its price appreciation. Bubbles primarily occur in asset market including land, stock, bonds that attracts from wealthy investors that they see the production is not important as price appreciation.
            All bubbles however burst in the end, balloon is recognizing not when it’s inflating but when it punctures. Most of bubbles relate to irrational but buyer but they may spring from the greedy action of suppliers as well. Oil price jump during the 1970s was not the result of consumer euphoria. In fact, demand for oil decline after 1972 but oil suppliers had been shrinking. So, oil price climbed throughout the 1970s, by 1981, the price had jumped to as much as $42 per barrel and about 1,600 percent higher than its base price $2.50 in the mid 1973.
            The oil balloon in 1973 resulted from the monopolistic action of OPEC. The surprise is that oil price could be raised sharply by trimming output. When the bubbles formed, it’s kept swelling. However, in the late nine years, 1982 the oil price began a precipitous fall. By 1986, a barrel of oil is less than 10$ in the U.S. market. It’s considered that this bubble generated by OPEC had “ruptured”
Demand versus Supply-side bubbles
Since prices are determined by the interplay of demand and supply, bubbles are formed in two ways. The first is price of asset keeps rising when its demand outpaces the supply and the latter is price of asset keeps rising when its supply falls short of the demand. In demand-side bubbles, asset demand exceeds its supply and in supply side bubbles, supply trials demand. First type stems from the obsession of buyers and the latter stems from market concentration or producer’s manipulation
Since price are determined by the dual action of the demand and supply, all bubbles burst in the end because price jumps invite a response from both buyers and sellers which in case of demand-side bubble, high price can be sustained only if demand stays ahead of supply and in case of supply-side bubbles, price maintenance requires that supply continues to lay behind demand. These are the condition necessary for price balloon to persist. The interaction of market makes sure that all balloons rupture in the end. So, all bubbles have a three-part life cycle including it forms swiftly and unprecedentedly, it expands fast over several years and it eventually bursts. 
So, the oil price hiked from the 1973 to 1982 is a good example. It started in the 1973 with the sudden jump in oil price, then it expanded when the price rose further over the next eight years and finally it exploded in 1982.
However, it’s unclear about the dual nature of balloon generation. It argues that the bubbles are formed primarily when an asset’s demand abruptly jumps and keeps jumping for a few years, so that the price continues to climb. This is only partially true. The other side of the picture is that supply must be slow to respond to price hikes. The oil bubbles of the 1970s and early 1980s was one balloon that inflated fast and sharp without the assistance of irrational buying from consumer. This was a supply-side bubble because it arose from the production cuts of oil exporters (though oil demand slowly sank, supply sank to even faster).
As described earlier, initially the bubble started as an oil embargo, which lasted only six months, from October 1973 to March 1974. It crates a huge shortage of petroleum products around the world.
However, most of price balloons are demand-side bubbles. They arise from the concerted action of buyers who expect further jumps in asset price. Such as share-price bubbles of 1920 and dot –com bubbles of 1990 (started after 1982). They were triggered by sharply rising profit. They started out rationally, others jumped into share market, as companies continued to earn ever-larger incomes. Finally, when stocks move upward for several years at a heightened pace, man and women in the street also came rushing to Wall Street hoping to make quick money and become a billionaires. Then, share market crashed reminding people that irrationality always exacts a hefty price.
The share market balloons were demand-side bubbles because the demand for stocks continually outran their supply. Company responds periodically by issuing more stock but not adequately stabilize the share price which eventually it’s collapsed. Other example is the stock, land, and housing bubbles in Japan from the 1975 to 1990 were demand-side bubbles, so were similar balloons in the economies of Asia Tiger during the 1990s. This most bubbles arise from buyer’s action rather than seller’s monopolistic control.
Other case, the last America share-price bubble which bursts toward the end of 2000. It started out with an outburst of activity at the NEW York Stock Exchange (NYSE) in 1982, as the Dow Jones Industrial Index registered large gains. The Dow has been depressed throughout the 1970s, mostly because of the oil bubble, and remained subdue in 1980 and 1981.
However, when oil bubble also began to rupture, few restraint remained on the markets. Share appreciate until the Black Monday (it’s fateful day in October 1987) when the Doe suffered that it’s the worst crash in history. However, it bursts again in 2000 and downward to the end of 2002.
Thus, since 1973, the character of world economy seems to have changed permanently with bubblers becoming more frequent than ever. Buyer’s irrationality or seller’s greed has affected real wages, economic growth, and the living standards around the world. Needless to say, a wide variety of imbalance has developed globally in the form of high government debt, trade deficit, consumer borrowing. It’s slow but contributes to economic chaos.
The Housing Bubble

When Black Monday struck in 1987, Alan Greenspan headed the Federal Reserve. He successfully restrained the aftereffects of that crash through swift action, which bring the interest rate down around the world. He made credit available to financial market and prevent the fiery crash. Nearly 14 years later, in January 2001, when share market would not respond to his soothing word, Greenspan swing into action again. He followed the same recipe for disaster control and began trimming the Federal Funds Rate(the interest fee that bank charge each other for overnight loans, then when this rate fall, other interest rate usually follow) However, unlike in 1987, this time the stock market crash led to a recession with falling in output and raising unemployment. So, Fed chairman trimmed Fed Funds Rate several times that rate fell from 6.5% to 1% in 2002. The share market crash of 2000 was similar to the crash of 1929, Greenspan do not want it repeat but his prescription proved to be overdose to the economy and produced the side-effect. All those cut in the interest rate eventually spawned a housing bubble, even since 2001, when George W. Bush took over presidency, home price have been rising at a dizzy pace. Price has started to outpace inflation as early as 1996 but picked up speed in the new millennium. Greenspan became award of the phenomenon but dismiss it as a little froth in this market.
So, Why do low interest rates spark a housing rally? Most homes are bought on credit, not for cash, and mortgage loans last anywhere from 15 to 30 years. The lower rates, the lower the monthly payment, and the greater demand for homes. When demand for something rises, its price goes up. So, interest rate cuts normally spur home value not just by stimulating home demand but also the buyers can afford to purchase expensive homes. The housing bubbles that starting in 2001 was an inevitably by product of Greenspan’s panic and rush to trim the Federal Funds Rate sharply.
Michael Bloomquist’s work offers a good deal of housing data and analysis of what has transpired in the housing market in recent years. Between 2001 to 2005, home values appreciated 53% nationally in a slow-growth economy but faster than the national wide figure. The report in 2005 shows that alone home price rise to 13.5% that is the fastest pace since 1979.
Housing market is largely regional in character, and in some states, cities the bubble is tremendous. The median home price in Los Angeles, San Francisco is roughly 9 times the median income. Dean Baker said every week, approximately 140,000 U.S. families buy a house, a majority of them at bubble-inflated price. However, some economists suggested that housing bubble is invulnerable to a meltdown because , unlike other assets, people buy residents not just for their value appreciation but also to live in them. With this logic, price will not collapse and there is no bubble. From this argument, in fact, home price have not fallen since the Great Depression but regionally they dropped sharply in the past. It began to rise faster from 1996 but after 2002 moves up at a torrid pace that is steeper line than the previous. In the 20 years 1975 – 1995, home price jumped 204% while the inflation is 183% - it’s not far from the inflation rate. Housing appreciation surpass the CPI inflation rate. Between 1995 – 2000, inflation adjusted rise in home prices was 3% per year but soar 9% per year for 2000 – 2005. Clearly, home values have substantially accelerated in the new millennium. So, this is bubble made, the pick up speed after they are formed, and keep expanding for a while, until they can expand more at the point that they burst. According to Dean Baker, real home prices has climbed 60% from 1998 – 2005, real home price is the same as the inflation adjusted price.
As started above, the current housing bubble is exceptional. In record numbers, people have been using their home appreciation as vehicles for maintain their lifestyle. They are refinanced their mortgage and taken equity out of their homes and used money to consume. Consequently, the nation is sinking in an ocean of debt. The use of housing for improved consumption is something new and is now the primary prop of economic growth. By some estimates, as much as half of increase GDP and job creation has come from construction industry that does not bode well for our economy.
Because sinking interest rate, home demand has expand smartly since 2001, residential output has grown accordingly (2004 – 2005 2 million housing units were built and similar 2006). However, the population increase can only support an increase of 1.5 million units. That means 500,000 is snapped up by “speculator”- who buys them not to live but to make money from speculation. This phenomenon shows the presence of bubble. The housing price and production book took place while a family income fell. Median household income shrank more than $1,500 in 2000 – 2005. Weak growth and sinking income add another distorted dimension to housing market that in turn fuels the perception that we are midst of an unprecedented bubble.
Bloomquist offers a palpable explanation of how people were able to buy expensive homes in spite of stagnant incomes: “In addition to the proliferation of exotic loans, lender have promoted, our government has allowed fraud to become commonplace in the lending industry. The most prevalent fraud is the little white lie that inflates annual income by 10% or more. In stead of providing income documentation, you just state how much you earn.” The bank and saving association have been making inflated loan to some borrower without asking for any income documentation or employment verification. They make a financial collapse. The secret of the housing bubble’s durability is now out: the mortgage loan industry’s outright fraud. Fraud is main reason why housing bubble persists though interest up in 2004. Another worrisome is foreign investor are involved hugely in our housing market. In the past, foreign investors bought U.S. government bond (safest of investment), but the purchase of trillions of dollars of mortgage-backed security (MBS) asset has exposed the foreign investor to an unprecedented level of risk. If the housing market collapse, even slow down, those investor could suffer unacceptable losses due to home buyer’s default. So, the entire global financial system could unravel in a hurry and foreign investors would stampede  out of U.S. asset market and trigger a worldwide meltdown.
The housing bubble, just like the earlier share market balloon, has a global dimension. The world economy is now colony of what may be called “The American Business Empire”. Therefore, a few phenomena or economic events remain localized today (especially, if they spring from the U.S.). Thus housing bubble has global proportions.
However, some economist worried. The worldwide rise in home price is the biggest bubble in history prepared for the economy pain when it pops. It will froth from America, Britain, Australia to France, Spain, and China. Believe it or not? Home property values in the advanced economies of Europe & North America has already climbed more than $30 trillion in the new millennium, property value surpassed GDPs of nation. Home price is very soared. From the Home Price Indexes in the Britain, Britain’s balloon is the largest – home value jump of 154% between the years 1997 – 2005, France is 87%, Netherland is 76% and U.S. is next with a jump of 73%. However, Germany and Japan are only exception to the properly euphoria, as the home price in these countries have actually declined. However, this exception did not prevent the emergence of history’s biggest bubble.
The oil bubble

This is the first time in history when the world history when the world is afflicted not by one but by two potentially hazardous bubbles at the same time. In additional to since housing, the global oil market is also bubbly. The international price of raw crude has been climbing since 2002, and so has the retail price of gasoline in the United States and around the world. The graph displays a big rise in prices since 2002. The question is Are we really facing another oil bubble?
 To answer the question, we need to examine the stages of bubble.
1. No one recognizes bubble when it’s first formed. History shows that financial balloons always appear abruptly, catching the people by surprise as an asset’s burst out. Once the price jump has persisted for some year. Then, the rational explanation appear denying the phenomenon as an artificial bubble. This is how the oil balloon was formed in 1973, this is also now the shared-price bubble started out in the 1970s and during the 1982-2000. Likewise the oil price jump caught the public napping in 2003, and gas price kept exploding. Many people and CNN, Fox news predict that drop in oil price. Clearly, the big price climb was totally unexpected.
2. Once a bubble has persisted, and appear durable, people think it’s permanent and will go on forever. It’s not a bubble at all. This is what happens in the shared price balloon during 1990a. However, raw crude is concerned and lead to $100 barrel in the year 2006.
3. Once the price is predicted to rise speculators move in and the phophecy become self-fulfilling. That is what hedge funds currently doing in market for oil future.
4. A time comes when experts expect no fall in price as far as eye can see. For oil, that time is here now. Billionaire investor T. Boone Pickens , for example, sees oil hitting ever new heights in the foreseeable future.
By 2006, the oil market has experienced all four of the initial stages
Oil : primarily a supply-side bubble
What kind of balloon is this? As in the 1970s, the current oil bubble is primarily a supply-side bubble. However, this time the monopolistic trigger has not come from OPEC but from our own oil companies such as Exxon-Mobil, Chevron, Shell and so on. So, soaring gas demand from China, India, along with the behavior of OPEC, is primarily responsible for the persistence of expensive oil. However, “FTC” (Federal Trade Commission) study oil market and its report absolves the company o all responsibility for rocketing fuel prices and puts the blame on OPEC and the rising world demand for gasoline:
“OPEC’s influence has been an important determinant of higher prices since 1973, but other factors also contribute. Significantly increased long-run demand from industrializing countries has exacerbated the price-increasing effects of OPEC’s production outbacks”
Because OPEC causes the oil bubble 1973-1982, so it’s easy to make it the culprit again. However, let’s closely examines the words of FTC reports.
1.The world price of crude oil is the most important factor in the price of gasoline.
2. In 2004, steep increase in world prices of crude oil caused steep increases in gasoline price.
3. Over the past two decades, the demand for oil crude has grown significantly. Overall, however, the long run trend is toward significantly increase demand for crude oil particularly China, India.
4. OPEC is still produce a large share of world crude oil to exert market power and strongly influence the price of crude oil.
5. Unexpected production difficulties reduced some producer’s crude output.
FTC argument is the U.S. gasoline price is chiefly linked to world price for crude oil, which is partly set by OPEC and partly set by global demand, supply conditions. The sudden jump in America gasoline in 2004 arose from a sharp increase in price of crude from the increase in crude demand from China, India as well as U.S. Hence, the conclusion : global demand pressures are largely responsible for recent steep increase in U.S. gasoline prices.
However, FTC say an contradiction of above that they say increased demand need not cause a rise in price if supply goes up at the same time. Te same think happens in 2005 as well, in spite of hurricane’s destruction of Mexico, the plenty of crude available around the world. Unlike 1970, there is no gasoline shortage but why gasoline and crude oil super expensive?
In FTC argument implies tat crude oil inventory must have declined in the U.S. from 2002 – 2005. If supply fall shorts the demand, then inventory must fall, However, in fact, oil inventories from 2003-2005 rise.
Another figure, display a rise in such stock.
In fact, the oil inventory has been rising, albeit very slowly, ever since 1990, as shown in figure 2.5
From 1990 to 2001, oil price was more or less constant. The per barrel price was $24.5 in 1990 and to $25.60 in 2001 but since 2002, dramatically rise.
Lord Browne (CEO of British Petroleum), concede “there has been no shortage and in fact inventories of crude oil and product has continued to rise” (end of 2005- $30 per barrel) So, there is no dearth of crude on earth. As yet there has been no decline in oil inventories around the world. In 1973, and then 1980 – 1982, it’s oil crude shortage that reflects in gas lines and shrinking oil inventories in OECD countries. So, why analysts and FTC blame oil price jump on the big increase in demand from India and China?
If there is no gas shortage, then why is oil so expensive? Let take a close look on what’s happen in oil industry and on Wall Street since early 1990s.
In May 2004, the General Accounting Office, a bipartisan government body, issued a scathing report, concluding 2,600 mergers have occurred in oil industry since the early 1990s. Many mergers generate monopolistic conditions in the oil market, which is now concerned by five major company, Exxon Mobile, Chevron – Texaco, British – Petroleum – Amoco-Arco, Royal Dutch shell and Conoco – Phillips. These are highly profitable firms. They are the bullies profiteering from the self-generated oil bubble. Another nonpartisan report issued by the General Accounting Office in September 2004 said that oil mergers has raised the pump price at least 10 cents a gallon , and the crude oil price as much as $10 per barrel.
This reports are more credible than FTC’s apologia for Big Oil. When competition decline and an industry becomes concentrated product usually rise to generate monopoly profits. OPEC is no longer what it used to be, it supplies only 38% of global output but Big Oil controls over 60% of gasoline production and distribution in the U.S. but Big Oil control only 21% of natural gas. During September and October, the Gulf of Mexico was hit by Hurricane Katrina and Rita, several refinery and natural gas platforms were battered.  Oil and gas production fall sharply and not surprisingly, energy prices soared, with gasoline to $3 million per gallon and natural gas to as much as $14 million cubic feet. And crude oil jumped to $70 per barrel. The post- Katrina, by March 2006, crude oil was down to $63 per barrel, gasoline averaged $2.30 per gallon and natural gas to $7. This is because demand fell due to a warmer-than-expected winter. Now the question is “why did natural gas prices sink more than 50% ($14-$7), while petroleum gas, especially crude oil, barely budge?”
Answer: the economic power in natural gas (60%) is not concentrated as petroleum production (21%). Therefore, when energy demand fell, natural gas prices fall much faster than petroleum prices. Where there is little competition or excessive concentration , as in oil industry, the law of demand and supply still work but very sluggishly.
The price fall shorts in response to sinking demand. In competitive environment, a rise in demand, when matched by rising in supply, generals no price hike. In monopoly milieu, by contrast, increase demand rice skyrocket, especially sell necessarily like gasoline with a few short- terms substitutes, because the producers have already scapegoat for price rise. Rising oil demand and supply during 1980s, 1990s generate few price hikes because global oil market was fare more competitive.
There is a figure shows gasoline plummet in 1998, 1999. In the new millennium, however, oil cost escalate even though supply jump with demand because by 2002 the oil industry has cornered the market, with “Five Bully controlling over 60% of refinery output”
So, when a monopolist finds an easy scapegoat and raise price substantially, without a similar rise in its cost, the phenomenon is known as price gouging
As a result, in 2005 September, Senate testimony of Tyson Slocum provided a wealth of interesting thing but shock the fact. In briefly, he said “recent merger in the domestic oil refining industry have consolidated control over gasoline, making it easier for a handful of companies to “price-gouging consumer”. That their profit is $298 billion. The uncompetitive practices by oil corporations are cause – not OPEC or environmental law – of high gasoline prices around the country.”
But why did crude hit $78 in July 2006 without a divesting hurricane? The answer comes from the monopolized oil industry along with another factor examined below.

Hedge Funds
            Big oil is not only reason for gargantuan energy price increase despite the absence of oil shortage.
            The other factor is “wall street and it’s overwhelming avaricious behavior”
-         During the stock market mania of 1990s, Wall Street banker and companies earned huge commissions, fees and bonuses. They developed a get rich-quick mentality then, cames the share market crash, hefty lasses and stagnant stock price. But “the quick-buck mentality did not die”
-         Ever since 2000 big money has targeted the oil market, which is concern but just a few corporation that can be ensure lofty crude, gas price.
-         Energy investment are now high on the list of hedge funds, which stayed up for so long that it’s now moving into the realm of superspeculation. This is another season oil is becoming a bubble.
-         Wherever a quick buck can be made, speculator appears like vultures to take advantages of the situation.
-          In fact, the they lone instability, they love fluctuation to allow then to play ups, downs, bug low (sell high)
Hedge Funds are now generating artificial demand for oil. They spend billions everyday to bug up oil futures, hoping the price will go up. Their purchases add to global demand for petroleum product and tend to inflate cost of energy slocum also described the activities of these funds; “contracts representing hundreds of millions of barrels of oil are treaded every day. London New York treading exchange OTC market grown in 2004 $245 trillion (31.8%) since 1990. NYMEX are required to disclose significant detail of their trades to fed regulation. But OTC exchange are not required to disclose such information allowing companies like “Goldman Satchs,Morgan standley, hedge funds to escape fed oversight and more easily engage in manipulation strategies

            Many of the financials brokers involved in the hedge funds are the same as those who cheated investor in the past and even paid fines for their illegal activities.
            Again, hedge funds are one reason n that crude oil is now so expensive even though there is no physical shortage of oil anywhere in the world.
             In the past, OPEC was major factor setting crude oil price. Now, which increase monopoly power in the market, gasoline price often sets the crude price and vice versa. Anytime gas becomes expensive, the crude oil price rises immediately. Those who control gas also control the crude. Big oil producer 48% crude oil and over 60% of refined product. The hedge funds manager can count on Five Bullies to keep gasoline expensive. They know if the pump price decline only sluggishly in spite of a major fall in energy demand, crude price will also decline slowly. This way they buy more gas future, crude oil futures, and ensure that these price stay high. This is why during the warmer-than-expected winter 05-06, natural gas price operating in a competitive market plummeted, but crude price, linked to gas prices opening in a monopolized market, fell only a little.
             If gasoline market was as a competitive as natural gas, the hedge funds world not be sure of the staying power of gasoline. They world dump their oil future contracts as fast as they dumped their natural gas contracts
             Then, both crude and gasoline price world have fallen proportionally to the price of natural gas. Also, associated Press wrote n early 2007, during the mild winter :
            “Many analyze say the quick rise in oil price at start of 2006 has little to do with change in S.D. but they point to 7% surge in NYMEX crude oil contracts open in two trading day as sight that hedge funds and other speculators continue to pour money into market”
            Oil companies themselves are speculating and manipulating the future market. This is “Bill O’Reilly reported” on his show ;
            “A few months ago, I received some critic for telling you that the big American’s oil companies are price gouging. You should have seen my mail. Well, I was right, and here’s the proof. The U.S. commodity futures Trading Commission just fined Shell oil $300,000 for manipulating crude oil market. So, now oil bullies have found another way to shift people through speculation.
            O’ Reilly’s guest is “Tyson Slocum” who said “ whether it’s Hurricane Katrine, whether it’s political unrest in Iran, Whether it’s suppose economic grant in China or India , I see it all as excuse by a fairly small group of enough traders who control determining what price of oil is”
            Thus, it’s clear that oil market is now bubble. All elements that make up a bubble-sudden jump on price, increasing bullishness, escalating speculation are present in the global oil industry.
             During 1970’s OPEC generated the oil balloon by withholding supplies. The oil behemoths are, now doing the same by restraining competition. The bubble displays a mixture of both supply-side and demand-side factors that make it novel and potentially hazardous!
            Anytime there is an asset bubble, there is a danger that it will rupture and slam the investor hard. But when they are ruin bubbles. A rare phenomenon, the rupture’s perils are magnified!! That is the crucial juncture where we stand today, and the resulting explosion could be brutal in the near future.