วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554)
                ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) หมายถึง ประโยชน์ หรือ สิ่งที่ดีใดใดก็ตามที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติมนอกเหนือจากประโยชน์ทางตรงที่เกิดขึ้น ประโยชน์นี้จะตกอยู่กับบุคคลที่สามซึ่งเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง นับเป็นข้อดีของกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์นั้นเพราะมันส่งผลดีให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเหมือนผลพลอยได้ที่ได้เกิด ยกตัวอย่างเช่น การจัดโครงการเรียนฟรี 15 ฟรีของรัฐบาล ประโยชน์ทางตรงคือ เด็กนักเรียนได้เรียนหนังสือ ได้มีความรู้ ประโยชน์ทางอ้อมหรือผลกระทบภายนอกเชิงบวกคือ เมื่อสังคมเต็มไปด้วยบุคคลที่ได้รับการศึกษา การพัฒนาในเรื่องต่างๆจะทำได้ง่ายขึ้น คนมีการศึกษาจะกลายเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective labor ) ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับสังคม จากผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ ราคาของกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้รวมผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ด้วย อีกทั้งยังทำให้เกิดการผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น (Underproduced) เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อม เราควรจะส่งเสริม หรือ สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว โดยที่ประโยชน์ทางอ้อมนั้นจะเรียกว่า External Benefit หรือ Spillover Benefit
จะแสดงผลกระทบภายนอกเชิงบวกได้จากกราฟดังนี้


 
ข้อสมมุติฐาน
1. เส้นผลประโยชน์เอกชนหน่วยสุดท้าย (Marginal Private Benefit : MPB) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์
2. เส้นต้นทุนต่อสังคมหน่วยสุดท้าย (Marginal Social Cost : MSC) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปทาน
3. จุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด (Efficiency) คือจุดที่ค่าความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC
4. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market)
คำอธิบายกราฟ
1. กราฟแกน x คือปริมาณสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง กราฟแกน y คือราคาของสินคาและบริการ และรวมถึง ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม(MB) และ ต้นทุนส่วนเพิ่ม( MC)
2. เริ่มจากจุดแรกที่ความชันของเส้น MPB และเส้น MSC เท่ากัน ณ ราคา P1 และปริมาณ Q1 ณ จุดนั้นคือจุดดุลภาพของตลาด แต่เป็นจุดที่ไร้ประสิทธิภาพเนื่องจาก MPB ไม่ได้แสดง MSB เพราะยังไม่ได้ร่วมผลกระทบภายนอกที่ตกอยู่กับสังคม (MEB) ดังนั้นจึงทำให้ MSC > MSB
3.เมื่อมีการรวมผลกระทบภายนอกเข้าไปแล้ว จะทำให้ความชันของเส้น MSC เท่ากับ MSB ซึ่ง MSB นั้นจะประกอบไปด้วย MPB และ MEC ณ ราคา P optimal และ Q optimal ซึ่งเป็นจุดที่มีดุลยภาพ โดย MSC = MSB ทั้งนี้ยังเรียกจุด P และ Q ที่แสดงถึงผลกระทบภายนอกว่า Socially optimal point หรือ Social optimum อีกด้วย
4. จะเห็นว่า หากเราไม่มีการรวมผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ไป จะทำให้ปริมาณการผลิตอยู่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือเรียกว่า Underproduced ที่จุด Q1
5. เราสามารถให้ตลาดได้คำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ (Internalized Externalities) ด้วยการสนับสนุนหรืออุดหนุนจากรัฐบาล (Subsidy) เมื่อรัฐบาลอุดหนุนกิจกรรมดังกล่าว (ตามตรรกะแล้ว กิจกรรมที่ให้ประโยชน์เพิ่มขึ้น กิจกรรมนั้นสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนให้มีมากขึ้น ) จะทำให้ระดับราคาในท้องตลาดลดลงมาต่ำกว่า P1 ซึ่งก็คือจุดที่ MPB ตัดกับปริมาณ Q optimal (Green line) เพราะราคาที่ต่ำลง จาก Law of demand ทำให้ความต้องการในการซื้อเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
6. ส่วนที่รัฐบาลอุดหนุนคือพื้นฐานสี่เหลี่ยมใหญ่ตรงกลาง ซึ่งเท่ากับราคา P optimal ลบกับราคาในท้องตลาด (ที่ต่ำกว่าจุด P1) คูณด้วยปริมาณของตลาดคือ Q optimal
7. หากรัฐบาลทำการอุดหนุน (Subsidize) ได้ถูกต้องเท่ากับ MEB แล้ว การอุดหนุนนั้นจะถูกเรียกว่า Corrective Subsidy

2. ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) หมายถึงต้นทุนเพิ่มเติม (External cost หรือ Spillover cost) ที่เกิดต่อบุคคลที่สาม (Third Parties) จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นกิจกรรมที่บุคคลที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมนั้นได้รับทำให้เกิดเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มขึ้นมา โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้มีการร่วมต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อบุคคลอื่นนี้ไว้ด้วย และทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น (Overproduced) เช่น เพื่อนบ้านซื้อต้นไม้ใหม่มาปลูก รวมถึงดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ขณะที่เราซื้ออยู่ติดกันเป็นคนที่แพ้เกสรดอกไม้ ทำให้เราได้รับผลกระทบภายนอกเชิงลบนี้จากการกระทำของเพื่อนบ้าน หรือตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โรงงานที่ตั้งอยู่ต้นน้ำปล่อยสารเคมีออกมาโดยไม่ได้บำบัด ขณะที่โรงงานของเราอยู่ปลายน้ำ น้ำที่ได้ก็มีสารเคมีปนเปื้อนและไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการผลิตได้ ผลกระทบนี้โรงงานที่อยู่ต้นน้ำไม่ได้พิจารณาถึงซึ่งทำให้มีปริมาณของสารเคมีมากกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต้นทุนนั้นถูกละเลย ดังนั้นเราควรที่จะยับยั้งหรือให้ลดกิจกรรมดังกล่าว
อธิบายโดยกราฟดังนี้

ข้อสมมุติฐาน
1. เส้นผลประโยชน์เอกชนหน่วยสุดท้าย (Marginal Private Benefit : MPB) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์
2. เส้นต้นทุนต่อสังคมหน่วยสุดท้าย (Marginal Social Cost : MSC) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปทาน
3. จุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด (Efficiency) คือจุดที่ค่าความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC
4. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market)
คำอธิบายกราฟ
1. กราฟแกน x คือปริมาณสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง กราฟแกน y คือราคาของสินคาและบริการ และรวมถึง ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม(MB) และ ต้นทุนส่วนเพิ่ม( MC)
2. เริ่มจากจุดแรกคือจุดที่ความชันของเส้น MB (MSB) เท่ากับ ความชันของเส้นต้นทุนเอกชนส่วนเพิ่ม (Marginal Private Cost : MPC) ณ จุดนั้นคือจุดดุลยภาพของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่ระดับราคา P competitive quantity และปริมาณ Q competitive quantity แต่อย่างไรก็ตามจุดดุลยภาพดังกล่าวไม่ใช่จุดที่มีประสิทธิภาพ (Inefficiency) เนื่องจากเส้น MPC นั้นไม่ได้แสดงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้กลายไปเป็นเส้น MSC
3. เมื่อมีการรวมผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Marginal External Cost หรือ Spillover Cost) ทำให้ตลาดแสดงเส้นต้นทุนสังคมส่วนเพิ่ม( Marginal Social Cost  : MSC ) จากจุดนี้ตลาดมีการคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นที่บุคคลที่สาม ณ จุดนั้น ความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC ซึ่งคือจุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด ณ ระดับราคา P socially efficient price และที่ระดับปริมาณ Q socially efficient quantity หรืออีกชื่อคือ P social optimum หรือ Q social optimum
4. จะเห็นได้ว่าหากไม่มีการคำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบที่เกิดขึ้นที่บุคคลที่สามแล้วนั้น ปริมาณจะมากกว่าที่ควรจะเป็นหรือ Overproduced สอดคล้องกับสุด P competitive ที่มากกว่าจุด P socially efficient quantity
5.เราสามารถทำให้ตลาดคำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบนี้ (Internalized Externalities) ได้จากการแก้ไข
( Remedy) ทั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชน จากภาครัฐบาลทำได้ด้วยการเก็บภาษี (Tax), การขายสิทธิบัตรการปล่อยมลพิษ (Pollution Right) หรือนโยบาย Commands and Controls Policy ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป และจากภาคเอกชน ได้แก่ การกดดันทางสังคม Social Sanction หรือMoral Code และยังรวมวิธีการต่อรองหรือ Coase Theorem ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ระดับราคามีการสูงขึ้น (เนื่องจากรวมต้นทุนที่เกิดขึ้นบนบุคคลที่สาม) จาก Law of demand เมื่อระดับราคาของสินค้าและบริการสูงขึ้น ย่อมทำให้ปริมาณความต้องการลดลง จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมปริมาณถึงลดลงจาก Q competitive quantity มาสู่ Q socially efficient quantity
6. หากรัฐบาลจะต้องเก็บภาษี รัฐบาลต้องเก็บภาษีเท่ากับต้นทุนเพิ่มส่วนเพิ่ม (Marginal External) ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้อย่างนั้นจริงๆ จะเรียกว่าเป็น Corrective Tax
7. รายได้จากภาษี (Tax Revenue) ก็จะเพิ่มขึ้นจากจำนวนปริมาณที่ลดลงแล้ว ณ Q social optimum คูณกับระดับราคาที่สูงขึ้น ณ P socially optimal ที่ถูกลบจาก P competitive (เพราะ P competitive ก็จะกลายเป็นของผู้ขายไป)
                เรื่องผลกระทบภายนอกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกคนได้รับผลกระทบภายนอกอยู่ทุกวัน อาจจะเป็นในรูปแบบของมลพิษทั้งทางเสียง ทางกลิ่น หรือมลพิษจากแม่น้ำ รวมถึงผลกระทบที่เกิด Global Warming ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา ซึ่งการกระทำนั้นของผู้ผลิตไม่ได้พิจารณาถึงเราซึ่งได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่าง เช่น การปล่อยสารเคมีของโรงงานในจีนที่ทำให้แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นสีแดงจนถูกเรียกว่าแม่น้ำเลือด หรือจะเป็นการปล่อยคาร์บอนที่มหาศาลในประเทศแคนาดา อย่างไรก็ดีก็ได้มีการแก้ไขผลกระทบภายนอกนี้ในรูปของภาษี เช่น ภาษีคาร์บอน เป็นต้น ทั้งนี้องค์กรระดับโลก (International Organization) หรือเรียกว่า The Earth Summits พยายามจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (UN conference on the Human Environment )เมื่อปี 2515ซึ่งได้ก่อตั้งUNEP (United Nation Environment Programme) การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nation Conferences of Environment and Development : UNED) เมื่อ 2535และได้เกิดเป็น แผนปฏิบัติการ 21 หรือ Agenda 21 , Kyoto Protocol(1997) หรือ กลุ่มกรีนพีซ กลุ่ม IPCC UNFCCC COP ทั้งนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก เราควรถามตัวเองว่า วันนี้..เราได้พึงตระหนักถึงผลกระทบภายนอกที่เราจะได้ทำก็ได้ เพื่อนของเราทำก็ดี ญาติของเราทำก็ดี ชุมชนของเราทำก็ดี ประเทศของเราทำก็ดี แล้วหรือยัง?

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Convergence of developing countries and developed countries

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์



               Developed countries such as Thailand, Sub-Saharan Africa can catch up or converge the developed countries due to two main reasons. Firstly, it is technological transfer. The high level of technology is slightly available than now developed countries are used to undertake in the past. So, developing countries can grow faster than the developed countries’ s performance took place in the past. For example, Britain used 60 years first in industrial developed whereas Japan used merely 11 years. Secondly, due to the law of diminishing returns. The additional capital on output in production is expected to be smaller in the developed countries that have already a lot of capital in relation. As a result, there is higher level in investment in the developing countries contributing to grow in capital in the developing countries rapidly.
          Advanced technology and more rapid capital accumulation or income would tend to converge in the long run. Faster-growing developing countries would be catching up with the slower-growing developed countries. In 1990-2003 High-income OECD countries grew in income equal to 24% while china grew 196%. This growth spurt is still far behind rich countries but they are in long-run path to catch-up’s rail. World is experiencing per capita income convergence – average citizen in the developing countries is catching up the average citizen in the developed world. However, many of the poorest countries remain in stagnation – were not catching up with richer in 1995 to 2005. China and south Asia however grow faster than Higher-income OECD countries which begin from lower starting point.
          For the long run causes of comparative development, framework appreciates the major long-run causes. Institution plays an important role in comparative development. Institution supports a market economy by establishing role of property rights, contract, manages conflict, improves market performance and many things contributing to overall society. However, it’s entirely unclear that institution is the most important in development and also compensate any weakness in another. Clearly, there are multiple path to economic development remain. So, we can think democracy as a meta-institution for building other good institution. The development strategies that lead to greater human capital, improve access to new technologies, produce better –quality public goods, improve market functioning, address deep-rooted problem of poverty, improve access to finance, prevent environmental degradation, boost a vibrant civil society promote all development in nation.
          The crucial situation of underdevelopment has to be viewed in both a national and an international context. Problem of poverty, inequality, low productivity, population growth, unemployment, primary- product-export dependence, international vulnerability can solve by economic and social force. Many countries achieve in raising income, lowering infant mortality, improving educational access, narrowing gender disparities, increasing life expectancy by pursuing an appropriate economic and social policies viewed from the developed countries. Poor countries have to realize developing countries’ s development aspiration. However, human capital, technology, social and institutional change have to take place if long-term economic growth is to be realized. Some transformation must occur not only within individual developing countries but in international economy as well. We need structural, attitudinal, institutional reform in world economy to rise the developing nation’s performance.
          Despite apparent diversity of developing countries, most of them share a set of common and well-defined goals including a reduction in poverty, inequality, unemployment, provision of basic education, health, housing and food to every citizen, broadening of economic and social opportunities, and also stabilization in nation-state. Besides, the common set of problem shared are chronic absolute poverty, high level of unemployment, underemployment, distribution of income, low level of agricultural production, imbalance urban and rural level of living and economic opportunities, environmental decay, inappropriate education and health system, international debt problem and also substantial dependence on foreign technology or value system.
          Thus, experience of the past over 50 years displays that while development is not inevitable in all nations throughout our globe and poverty traps are quite severe, it is feasible to escape from poverty and initiate sustainable development.

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Summary Business Cycle

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ 


Part 1 Frontiers of Business Cycle Theories
Chapter I: Introduction : Behaviour of output, unemployment, and price level in U.S.
                In 1930s when the Great Depression took place, economists try to find the answer about it. In soon, Keynesian model is very popular among the economists and socialists. But it is loss their popularity within the 1960s due to its failure of model relative to inflation and supply shocks. Although this model was skepticism, it’s notable in most of the economic books for long times.
                Purpose of this book is to show the method for analyzing real-world macroeconomic problem that we’ve to consider the historical record of its variables in U.S.
Figure 1 : Real GDP from a year 1860 to 1999 in the Book page  i-2
                This is the upward trend of real GDP reflect long – term growth. And average growth rate from 1869 – 1996 is 3.3.%.
 “Average growth rate  = Average growth rate of real GDP – Average growth rate of population ”
So, If GDP grows faster than population, growth happens!! ( CongratulationsYahooooooo…)
-Long term growth rate of real GDP happened again and again like up and down. It’s called “Aggregate business fluctuation or Aggregate business cycle”
-When GDP falls to a low point or trough, the economy is in recession (Contraction). On the other hand, when GDP rise to a point high point, the economy is in boom (expansion).
- Business cycle is periodic change or fluctuation in direction of up and down of real GDP over times.



This is a hypothesis business cycle


 


Time in recession
1. Pre- World War I (1893-1894, 1907-1908, 1914, 1920-1921, 1937 - 1938 )
2. Post – World War II (1958, 1970, 1974-1975, 1980-1982, 1990-1991, 2001, 2006-1008)
Time in boom
1. War time (WWI, WWII, Korean War)
2. Others (1982-1988,1975-1978, 1961-1973, 1933-1940 except 1937-1938, 1896-1906)
Yim said ==> “Observe : When economy is in boom, recession follows”
                Main point is this ! “Although the economy around 100 years from government intervention, policy, a decreased shared in agriculture in  GDP, technology, reduction in poverty, many things , the data from graph (in the book) show that there is no major changes in business fluctuation (The average growth rate of real GDP is 3.1% from 1947 – 1996 or 3.3% from 1860 - 1996)”

Other details in the book
ก่อนที่จะไปในรายละเอียดทั้งหมดทั้งมวลของส่วนที่เหลือ มาดูรายละเอียดปลีกย่อยดีกว่า
1. มันมีทางที่เราจะสามารถลงให้ลึกถึงรายละเอียดของกราฟวัฎจักรธุรกิจ เริ่มต้นด้วยการดูสามเส้น เส้นแรกคือเส้นเทรนด์ (Trend) ได้มาจากข้อมูลอนุกรมเวลา เอามาทำอะไร? มาหาค่าเฉลี่ยทั้งหมดทั้งมวล ก็ตามแต่ว่ากราฟๆนั้นจะกี่ปี
2. เส้นที่สอง คือเส้น Real GDP คือเป็นเส้นของข้อมูลจริงๆ เอามาพลอตกราฟจริงอะไรจริง เรียกอีกว่าเส้น detrended or cyclical component คำว่า cyclical component ใน ตัวมันเอง แสดงถึงเส้นที่แสดงการเคลื่อนไหวไปตามวัฎจักรเช่น รายปี รายสองปี สามปี ว่ากันไป บางทีเราเปรียบเทียบค่าอะไรซักอย่าง เช่น อัตราการว่างงาน กับเส้น detrended GDP เราก็จะเรียก อัตราการว่างงานว่าเป็น cyclical component
3. เส้น Dashed line เนี่ย มันเอา cyclical component เข้าไปแสดงให้เข้ากับ trend หรือเอาเข้าไปเฉลี่ยน้ำหนักกับเส้นเทรนด์ ทำให้เส้น dashed อยู่แถวเดียวกับเส้น trend แต่จะแสดงมาจากข้อมูลจริงๆจากเส้น cyclical component งงไหม? สมมุติ ช่วงไหนที่เจ้า cyclical มัน ตกต่ำมากๆ เส้นเทรนด์อยู่เฉยๆถูกไหมเพราะเป็นค่าเฉลี่ยแต่เส้น dashed ก็จะห้อยต่ำลงมานิดหนึ่ง
เดี๋ยวจะลองวาดกราฟดู
1. มีสามเส้น คือ เส้น  trend(เส้นตรงดิ่งๆ ) , detrended or cyclical component (เส้นล่างสุด คดเคี้ยว) , dashed line (ที่พันไปพันมากับเส้นตรงดิ่งๆ)
  ให้ดูจาก Figure 1.6 page i-9
คำอธิบายเพิ่มคือ dotted line (bottom line) is detrended GDP or cyclical component, solid line is trend line over time, dashed line is chain-weighted real GDP
                Example, in the forth quarter of 1991, real GDP was 2.0% below trend (สังเกตุจากเส้น dash ในรูปที่ห้อยลงมาหน่อยนึง). In the fourth quarter of 1996, real GDP was 0.5 above trend line (สังเกตุจากเส้น dash ที่อยู่เหนือเส้น trend)
                สรุปอีกครั้ง เส้น trend คือเส้นเฉลี่ยหลายๆปีมาหาร มีค่าเดียว ส่วนเส้น dashed คือเอาข้อมูลจริงมาใส่น้ำหนักของค่าเฉลี่ยเข้าไป ซึ่งหากช่วงไหนข้อมูลจริงสูงขึ้น เจ้าเส้น dashed นี้ก็จะ เผยออยู่บนเส้น trend เพราะมันมากกว่าค่าเฉลี่ย ถูกปะละ ส่วนถ้าช่วงไหนข้อมูลจริงอยู่ต่ำ เช่น ช่วง recession เจ้าเส้น Dashed นี้ก็จะห้อยย้อยลงมาจากเส้น trended

The component of GDP
                We can get more information about business fluctuation by comparing detrended real GDP with detrended other data.
ในส่วนนี้จะพูดถึงการเอา detrended line (คืออะไรย้อนไปดูข้างบน) มาเปรียบเทียบกัน
ข้อควรจำแบบแน่นอน
1. ไทยเวอร์ชั่น หากเส้น detrened line ที่นำมาเปรียบเทียบ มันไปได้ด้วยกัน ไปในทิศทางเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์เชิงบวกแล้วนั้นไซร้เขาเรียกว่า Procyclical
อังกฤษเวอร์ชั่น If this correlation is positive that variable usually moves cyclically in the same direction, then it’s called procyclical
2. ไทยเวอร์ชั่น หากเส้น detrened line ที่นำมาเปรียบเทียบ มันไปได้ด้วยกันในทิศทางตรงกันข้าม หรือมีความสัมพันธ์เชิงลบแล้วนั้นไซร้..เขาเรียกว่า Countercyclical วิธีจำก้ counter ใช่ปะ มันรบกัน มันไม่ถูกกัน ก้เลยตรงกันข้ามกัน ^^
อังกฤษเวอร์ชั่น If this correlation is negative that variable usually moves cyclically in the opposite direction, then it’s called countercyclical
3. แต่ถ้ามันไม่มีความสัมพันธ์เลยระหว่าง สอง ตัวแปร หรือค่า correlation เป็น 0 เขาเรียกว่า acyclical
You can see the example in figure 1.7 1.8 1.9 page i-11 and i-12
Labour input and productivity
The cyclical fluctuation in real GDP is related to labour input. We consider two measure of labour input including total employment and total worker-hours
เราจะมาดูความสัมพันธ์ระหว่าง Real GDP กับ ต้นทุนแรงงาน ซึ่งมีสองอย่างคือ จำนวนเวลาทำงานที่คูณด้วยเวลาทำงานเฉลี่ยต่ออาทิตย์ กับ อัตราการจ้างงาน
คำอธิบายสำหรับ figure 1.12 และ 1.13 ในหน้า i-15 และ i-16 คือ Both variables are procyclical. The correlations of cyclical components with detrened real GDP is 0.81 and 0.88 respectively.
ภาพ 1.12 บอกถึงความสัมพันธ์ของอัตราการจ้างงานกับ real GDP ว่าเป็นไปในเชิงบวก ไปด้วยกัน
ภาพ 1.13คือมันบอกถึงความสัมพันธ์ของ จำนวนทำงานกับ real GDP ว่าเป็นไปในเชิงบวก คือไปด้วยกัน
ตัวอย่าง สำหรับ countercyclical



Chapter 1 Economic ups and down (All of content except 1.5 and 1.6 )
1. Nature and historial data
                Business cycles are fluctuations in term of the periodic changes that occur in business activity. Economic fluctuations relate to changes in business conditions
                When real GDP grow rapidly, we can guess that  business is good because firm find that there are many consumers and they find the profit. When real GDP falls, businesses have problem. Consumer is less and profit is smaller. In recession,  most firms experience declining in sales and profits.
                However, the term business cycle is confusing because it seems to suggest that fluctuation is regular and it is easy to predict but in fact, economic fluctuations are not at all regular and they are most impossible to predict correctly.
1.1 Modern Era
                We have many shocks to economy, but the Great Depression does not happen again
Figure 1.1 page 1-2
The record after the second World War in 1945 show that there is no attack in the same level as in in130 the Great Depression. However, recession still take place even though we have been changing in public policy, international agreement between nations, and a continuous expansion in technology to get productivity.
1.2 Business cycle definition
                Over time, imbalances between supply and demand will happen and economic agent (government) could not always adjust system to remove this imbalances. The inability to forecast or plan leads to an accumulation of imbalances overall economy. The aggregate fluctuations are called business cycle. It’s recurring change in economic activity (they do not follow any fixed periodic pattern like seasonal change). Each of cycle differs with duration, dept, and diffusion of cycle.
                However, although each business cycle is unique (have its own feature or characteristics), there are enough similarity to make some “general statement” about the performance of economy over the cycle.
                So, process of expansion can be fueled by “an anti-recessionary macroeconomic policy, foreign demand, highlight on growth expectation, and inherit forces ” that bring a contraction or recession to end. Another influence is low mortgage interest rate on housing demand that may lead entrepreneurs with confidence in economy to make an opportunity and to start a new project through investment.