วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หลักเศรษฐศาสตร์กับโครงการรับจำนำข้าว : อีกหนึ่งเสียงที่รัฐควรฟัง



ภาพ : www.bansuanporpeang.com
                                                                           

                         บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์
เชื่อแน่ว่าหนึ่งในหัวข้อร้อนในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นโครงการรับจำนำข้าวที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ในฝั่งของผู้ไม่เห็นด้วยก็มีนักวิชาทางนิด้าและทีดีอาร์ไอเข้ามาเป็นแกนหลัก และในส่วนของผู้เห็นด้วย แน่นอนว่าย่อมเป็นรัฐบาลผู้ออกนโยบายเองอีกทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลประโยชน์ (beneficiary) จากการอุดหนุนตลาดนี้
                โครงการรับจำนำข้าวในทัศคติของตัวกระผมนั้น มีอยู่ 2 ด้านคือ ทั้งเห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย แต่จะเอนไปฝั่งไม่เห็นด้วยเสียไปเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพราะการรับจำนำข้าวถือเป็นการแทรกแซงตลาดที่ทำโดยรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งหวังเพื่อให้ผู้รับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากราคาพืชผลทางการเกษตรที่สูงขึ้นอันนำมาซึ่งรายได้ที่สามารถนำมาจุนเจือ ครอบครัวได้มากขึ้นนั่นเอง แต่ก็มีข้อเสียบางอย่างที่น่าสนใจ โดยกระผมขอแยกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
1. ในทางทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ โครงการรับจำนำข้าวเป็นการแทรกแซงตลาด (Government Intervention) เป็นการกำหนดราคารับซื้อที่สูงเกินกว่าราคาตลาด เกษตรกรมีแรงจูงใจ (Incentive) ที่สูงกว่าความต้องการที่แท้จริงของตลาด (Demand) ก่อให้เกิด ของเหลือเกิดขึ้น และจะเหมือนกับโครงการหอมแดงโดยอคส.  ในปี พ.ศ. 2554 การกระทำดังกล่าวทำให้ตลาดออกากจุดดุลยภาพ (Equilibrium) คำถามก็คือว่า แล้วจุดดุลยภาพที่ว่า มันอยู่ตรงไหน ? ไม่มีใครตอบคำถามข้อนี้ได้ เพราะตลาดเมื่อเข้าสู่รูปแบบของการแข่งขันสมบูรณ์แล้ว ราคาของตลาดจะตอบสนองตามแรงแห่งอุปสงค์และแรงแห่งอุปทาน สิ่งนี้เรียกว่า Price Mechanism (Smith) การแทรกแซงดังกล่าวเป็นการทำลายรูปแบบของ Laissez – Faire ที่ปล่อยให้อุปสงค์และอุปทานทำงานกันไปตามหลักมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) ถามว่า แล้วมันสำคัญอย่างไร ? มันสำคัญก็เพราะเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา หรือรัฐบาลชุดนี้ล้มเลิกโครงการดังกล่าวนี้ ตลาดจะมีต้นทุนในการกลับคืนสู่สภาวะเดิม ต้นทุนดังกล่าวอยู่ในรูปของค่าเสียโอกาสนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐจะไม่สามารถแทรกแซงตลาดได้เลย เมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดเกิดความล้มเหลว (Market Failure) รัฐบาลสามารถเข้าแก้ไขด้วยการเก็บภาษี หรือการอุดหนุน แต่เมื่อใดที่ตลาดไม่ได้เกิดความล้มเหลว หากแต่สมบูรณ์ตามวิถีทางอยู่แล้วนั้น การแทรกแซงตลาดด้วยการอุดหนุนหรือภาษีจะกลายเป็นความล้มเหลวทางตลาดเสียเอง เพราะฉะนั้น รัฐควรให้ความสำคัญกับองคภาวะของตลาด (Market Condition) เพราะมันมีส่วนสำคัญต่อสวัสดิการของประชาชนโดยรวม คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียแน่นอนว่าจะต้องมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ การรับมือดังกล่าวจะถูกถ่ายโอนจากตลาดมายังรัฐบาล หากรัฐไม่มีการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนถึงธรรมชาติของตลาดเสียก่อนออกโครงการ
2.  โครงการรับจำนำข้าว เป็นการช่วยเหลือชาวนา ชาวนาในประเทศไทยมีจำนวน 4 ล้านคน 1 ล้านคนเป็นเกษตรกรผู้ร่ำรวยซึ่งมีปริมาณข้าวให้ตลาดข้าวถึง 52% คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมรัฐต้องเลือกอุดหนุนชาวนา ? แน่นอนว่าชาวนามีความสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แม้ไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่ก็ไม่น้อยกว่ากว่าภาคอื่น อย่างไรก็ตาม จากหลัก Maximin ของ John Ralws ที่กล่าวว่าสวัสดิการของสังคมสามารถเพิ่มขึ้นได้โดยการไปเพิ่มสวัสดิการของผู้ที่ได้ส่วนแบ่งของความมั่งคั่งของชาติน้อยที่สุด พูดอีกทีก็คือ คนจนที่สุด รัฐควรช่วยเหลือคนจนที่สุด ปัญหาก็คือว่า แล้วคนจนที่สุดในประเทศไทยคือใคร ? ใช่ชาวนาหรือไม่? หรือเป็นแรงงานในโรงงาน? หรือว่าเป็นภาคการก่อสร้าง คนจนในประเทศไทยที่ใช้ชีวิตภายใต้เส้นความยากจนที่ 1,678 บาทต่อเดือน มีมากกว่า 5 ล้านคน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) แล้วคนเหล่านี้ ได้รับประโยชน์จากนโยบายแห่งรัฐแล้วหรือยัง ? ไล่ตั้งแต่นโยบายรถคันแรก คนที่ซื้อรถ มีความสามารถในการผ่อนชำระคือคนจนที่รายได้สุทธิน้อยกว่า 150,000 บาทต่อปีใช่หรือไม่? หรือว่าคนที่ได้รับประโยชน์คือคนชั้นกลาง ที่พร้อมจะซื้อรถกันอยู่แล้ว นี่เป็นคำถามที่รัฐบาลจะต้องหาคำตอบ หรือนโยบายบ้านหลังแรก ที่ออกกฎว่าสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ คำถามคือ คนจนเสียภาษีไหม? คำตอบว่า ไม่ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร คนไทยที่มีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี แล้วอย่างนี้ คนจนจะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการบ้านหลังแรกได้อย่างไรในเมื่อเขาไม่ได้จ่ายภาษี และกลายเป็นผู้ผิดเกณฑ์ (Ineligilbility) ของโครงการไป ถัดมาที่โครงการแทปเล็ต คนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินนี้คือเด็กป. 1 ที่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่การันตีถึงประโยชน์ของแท็ปเล็ต ยกเว้นคำกล่าวอ้างของรมว.ไอที (ทำไมไม่ใช่กระทรวงศึกษา?) ที่ว่าดีอย่างนู้น ดีอย่างนี้ ต่างชาติเขาทำกัน คำถามคือ งานวิจัยที่รองรับอยู่ที่ไหน? นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต้องยอมรับว่าสามารถดึงดูดให้ประชาชนที่เข้าคูหานั้น กาเลือกให้ได้อย่างสบายๆ เพราะมันคือนโยบายประชานิยม แต่มันไม่ใช่นโยบายสังคมนิยม สังคมนิยมคือทุกคนในสังคมต้องได้เหมือนกัน แต่จากนโยบายปีแรกของรัฐบาลดังกล่าว เห็นได้ชัดว่ามีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ไป ซึ่งเป็นจุดที่รัฐควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง  และในแง่ของความคุ้มค่า ภายใต้จุดประสงค์หรือผลประโยชน์ใดใด รัฐควรดูว่ามีวิธีการอื่นอีกไหมที่จะถึงซึ่งจุดประสงค์โครงการด้วยวิธีอื่น ที่ใช้ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ลักษณะนี้เรียก Cost- Effectiveness Analysis เช่น กรณีช่วยเหลือชาวนาจำนวน 4 ล้านคน ใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยหากใช้วิธีรับจำนำข้าวแล้ว จะทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมต้นทุนค่าเก็บรักษาข้าว ค่าดำเนินการต่างๆ รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส เปรียบเทียบกับวิธีแจกจ่ายเงินโดยตรง คนละ 1,000 บาท ชาวนา 4 ล้านคน รัฐก็จะใช้เงินแค่ 4 พันล้านบาท ต้นทุนในการดำเนินงานยังถูกกว่าเพราะไม่ต้องมีค่าเสื่อมของข้าวหรือค่ารักษา ข้าว นี่คือเรื่องสำคัญเพราะจะเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพในการบริหาร เงินภาษีของราษฎรมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง
3.  ทั้ง นี้ ผู้เขียนก็เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวในบางประการเช่นกัน โครงการรับจำนำข้าวนั้นเป็นการกระตุ้นตลาดในอีกทางหนึ่ง ทำให้ชาวนามีความตื่นตัวในการทำการเกษตร การทำนาเป็นสิ่งที่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถึงแม้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะทำอุตสาหกรรมมากกว่าเมื่อเทียบกับเกษตรกรรม แต่ประเทศเกษตรกรรมก็สามารถหล่อเลี้ยงชาติได้เหมือนกัน เพราะอย่าลืมว่าชีวิตมนุษย์ แม้จะอาศัยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตแค่ไหน แต่ก็ต้องกิน และสิ่งที่กิน ย่อมหมายถึงสินค้าเกษตรกรรมนั่นเอง เพราะเราบริโภคอุตสาหกรรมเป็นอาหารไม่ได้ การให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรเป็นสิ่งที่ทุกประเทศให้ความสนใจ นโยบายของรัฐก็เช่นกัน เมื่อกระทบกับราคาตลาด ย่อมมีผลในวงกล้างไม่เพียงเฉพาะผู้ปลูกหรือผู้ขายเท่านั้น จากโครงการดังกล่าว เมื่อเห็นว่าราคาข้าวสูง ชาวบ้านก็หันมาทำนากันมากขึ้น การเปลี่ยนภาคการเกษตรไปยังพืชไร่ก็น้อยลง หากรัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดี ไม่ว่าจะซื้อขายผ่านรัฐแบบ จีทูจี หรือ เอ็มโอยู ประเทศไทยก็จะยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ส่งออกข้าวในโลกได้อย่างในอดีต เงื่อนไขที่มาพร้อมภาระหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลทุกข์สุขประชาชนนี้ย่อมติด ตัวรัฐบาลตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาบริหารประเทศจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย
4. การประเมิณค่าใช้จ่ายหรือบางคนอาจเรียกว่าค่าความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว การที่เรารู้จำนวนตันของข้าว แล้วนำไปคูณกับ 15,000 บาทต่อตันนั้น เป็นตัวเลขที่เกินจริงไปเสียหน่อย เพราะชาวนาทุกคนที่เข้าโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรนี้ไม่ใช่ว่าได้ 15,000 กันทุกคน ข้าวที่นำมาจำนำ ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบความชื้น และโรงสีมีหน้าที่ออกใบประทวน ชาวนาจึงจะนำไปใบประทวนนี้ไปให้กับธกส แล้วธกส. ที่จะโอนเงินเข้ามาในบัญชีของเกษตรกร ข้าวของเกษตรกรที่มีความชื้นสูงกว่ากำหนด คุณภาพไม่ได้ตามที่วางไว้ ย่อมไม่ได้ 15,000 บาท อาจจะเป็น 12,000 หรือ 13,000 ลดหลั่นกันตามคุณภาพของข้าว ทั้งนี้การนำ 15,000 เข้าไปคูณจำนวนที่รัฐรับเข้ามานั้นถือว่าเป็นตัวเลขประมาณที่ค่อนข้างสูงเกินจริง ทั้งนี้จากขั้นตอนของการรับจำนำข้าวดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้น ในขั้นตอนของการออกใบประทวนโดยโรงสี  ตามหลักเศรษฐศาสตร์นั้น เกษตรกรอาจมีแรงจูงใจมากพอที่จะฮั้วกับโรงสีให้ออกใบประทวนที่เขียนถึงคุณภาพของข้าวถึงเกณฑ์ 15,000 บาท โดยเกษตรกรจะสามารถจ่ายให้กับโรงสีในจำนวนสูงสุดเท่ากับส่วนต่างของราคาจริงกับเพดาน 15,000 บาท เช่น หากข้าวของเกษตรกรมีคุณภาพแค่ 12,500 บาท เกษตกรอาจเสนอให้โรงสีออกใบประทวนที่การันตีคุณภาพข้าว 15,000 บาท โดยเสนอเงินให้กับโรงสีเป็นจำนวนตั้งแต่ 0 – 2,500 บาท (เพราะถ้าเกิน 2,500 บาท ก็จะมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการฮั้ว) ดัง นั้น คนที่ได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว ก็คือ เกษตรกรที่ได้รับเงินมากกว่าเงินที่ควรจะได้หักลบด้วยค่าใช้จ่ายในการฮั้ว กับโรงสี และโรงสีก็ได้รับประโยชน์จากการออกใบประทวนเช่นกัน ส่วนคนทีเสียหายย่อมเป็นรัฐบาล และอย่าลืมว่า ความจริงแล้ว รัฐบาลเองก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไร เพราะเงินที่รัฐบาลนำมาบริหารประเทศก็มาจากเงินของราษฏรอันมาจากภาษีทั้ง สิ้น พูดง่ายๆก็คือว่า คนที่เสียหายที่แท้จริง ย่อมเป็นประชากร 2 ล้านกว่าคน จาก 67 ล้านคนที่เสียภาษีในแต่ละปีนั่นเอง ทั้งนี้ เรา ในฐานะผู้เสียภาษีจะมีความเสียหายมากกว่านี้หลายเท่า หากนักวิชาการ และผู้มีความรู้ทั้งหลายนิ่งเฉย ไม่ยอมออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตอบโต้นโยบายแห่งรัฐต่างๆ การปล่อยปะละเลยนั้น เอื้อประโยชน์แก่ผู้มีสถานะเหนือกว่าให้ทำการโดยมิชอบได้อย่างง่ายดาย ถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมาให้ความสำคัญกับการทุจริตในบ้านเมือง
             ปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศส่วนมาก ประกอบด้วย การที่มีราคาสินค้าเกษตรไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากการมีอุปสงค์และอุปทานที่ยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในองคภาวะตลาด(Market Condition) แล้ว ราคาย่อมเปลี่ยนมาก เมื่อราคาเปลี่ยนมากย่อมหมายถึงความไม่แน่นอน (Volatile) และนำไปสู่รายได้ที่ไม่แน่นอน นอกจากนั้นเรื่องของ Terms of Trade ก็สำคัญ เมื่อ TOT สูง ขึ้น สวัสดิการโดยรวมของคนในประเทศย่อมสูงขึ้นเพราะหมายถึงการที่ราคาสินค้าส่ง ออกมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้านำเข้าที่ผู้บริโภคภายในประเทศจะ ต้องแบกรับเอาไว้ บางคนก็เลยบอกว่า งั้นก็ดีแล้วสิที่ราคาข้าวจะสูงขึ้น เพราะ TOT จะได้สูงขึ้น ทั้งนี้ การอ้าง TOT กับราคาสินค้าส่งออกนั้น สามารถอธิบายด้วยเส้น Offer Curve ในเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ บางครั้งเส้น Offer Curve มีลักษณะ Backward-Bending หรือวกกลับ นั่นคือ ในช่วงแรกที่ราคาสูงขึ้น แน่นอนว่าสวัสดิการโดยรวมจะสูงขึ้น แต่ในระยะเวลาต่อมา ราคาสูงขึ้นกลับมีผลทำให้สวัสดิการลดน้อยถอยลง Volume of trade ลดน้อยลง นอกจากนั้นปัญหาที่สำคัญของประเทศกำลังพัฒนาอีกประการนั่นคือการเข้าถึงตลาดประเทศพัฒนาแล้วนั้นทำได้ยาก อันเนื่องมาจากการกีดกันทางการค้าผ่าน Tariff, Quota, Anti-dumping policy, Countervailing duties เป็นต้น แน่นอนว่าสินค้าเกษตรต้องออกมามากกว่าภายใต้เงื่อนไขราคาดุลยภาพเดิม ทั้งนี้การแก้ไขดังกล่าว อาจเป็น Buffer Stock หรือ Multilateral Contract ก็ได้เพื่อการันตีว่าสินค้าของชาวนาที่ผลิตออกมานั้นจะมีตลาดไว้รองรับ ผู้ผลิตก็มั่นใจว่าจะขายสินค้าได้ ผู้บริโภคก็มั่นใจได้ว่าจะมีสินค้าให้บริโภคกันแน่นอน ภายใต้ระดับราคาหรือช่วงราคา (Market floor and ceiling) ที่กำหนดไว้นั่นเอง เชื่อแน่ว่า นโยบายแห่งรัฐไม่ว่าจะมีลักษณะอย่างไร หากมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้วนั้น ย่อมส่งผลดีให้กับประเทศ สวัสดิการโดยรวมของชาติ (National Welfare) ย่อมสูงขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตย่อมดีขึ้นและนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีที่ทุกคนถวิลย์หาอย่างแน่นอน


ภาพ : www.siamrath.com

 


วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วิเคราะห์ทัศนคติของปลัดพาณิชย์คนใหม่ที่มีต่อภาคเศรษฐกิจของไทย


 Elihu Vedder (1836–1923)

จากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 หัวข้อคอลัมภ์ "ปลัดพาณิชย์คนใหม่เดินหน้าจำนำข้าว ไม่หวั่นนักวิชาจอมค้าน" มีข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับทัศนคติ และ แนวคิดของปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ที่เรียกได้ว่า "ผิดแปลก" ไปจาก "หลักวิชาเศรษฐศาสตร์" ดังต่อไปนี้

(คำพูดในเครื่องหมายคำพูด คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ดังกล่าว)

1. "ต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ และทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น มีเงินเหลือมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้" 
          ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกษตรกรมีความสำคัญต่อเศรษฐไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญใน GDP ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐแทรกแซง (intervene) ราคาของสินค้า จะส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่า Deadweight Loss เกิดขึ้น เพราะการแทรกแซงราคาเป็นการบิดเบือนราคาที่แท้จริงภายใต้มือที่มองไม่เห็นด้วยหลัก Price Mechanism (Smith,1776) ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าและบริการที่เลยจุดที่มีประสิทธิภาพ (Inefficient Production) ก่อให้เกิด "ของเหลือ" ที่ไม่จำเป็น ผลของนโยบายที่ผิดพลาดนี้สังเกตจาก "นโยบายหอมแดง" ที่อคส รับซื้อ และท้ายที่สุดแล้ว กลายเป็นของเสียจนไม่สามารถขายได้เท่าทันความต้องการของตลาดนั่นเอง นอกจากนี้การที่ระดับราคาของสินค้าสูงขึ้น ถามว่า ใครที่จะต้องแบกรับ ? ใช่ ไม่มีใครอื่นนอกจาก ผู้บริโภค การกระทำของรัฐเป็นเสมือนแรงกระตุ้นเงินเฟ้อทางอ้อม จริงอยู่ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกขึ้นมาเพื่อรองรับกับระดับการครองชีพ (Subsistence Level) ที่สูงขึ้น อันที่จริงเราควรสนใจกับ Real Income มากกว่า Real Income หมายถึง ระดับรายได้ที่แท้จริง โดยการนำเอารายได้ที่ได้มา ณ เวลาดังกล่าว หารด้วยระดับราคาสินค้า ณ เวลาเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบกับ ระดับรายได้ที่แท้จริงก่อนหน้า ในกรณีสมมุติ หากปี 2554 นาย ก. มีระดับรายได้ 8,000 บาท ระดับราคาสินค้าโดยเฉลี่ยคือ 2 บาท ดังนั้น Real income ของนายก. คือ 4,000 หน่วย แต่หากในปี 2555 รายได้ของนาย ก. คือ 9000 บาท แต่ระดับราคาสินค้าโดยเพิ่มขึ้นไปที่ 3 บาท ดังนั้น Real income จะลดลงมาเหลือแค่ 3,000 หน่วย ซึ่งน้อยกว่าในปี 2554 ด้วยซ้ำไป แต่คำถามคือว่า อะไรก้าวกระโดดเร็วกว่ากัน ระหว่างระดับราคาสินค้าและบริการ กับ รายได้ประชาชน ? แน่นอน คำตอบย่อมเป็นระดับราคาสินค้า การที่รัฐบาลของรัฐมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเกษตรกร แล้วรัฐไม่ใยดีกับกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังนั้น ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน ด้วยหลัก Maximin (Rawls) แล้วนั้น รัฐควรให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้ต่ำผ่านสวัสดิการที่จะหาให้ ดังนั้น คำถามที่รัฐจะต้องตอบคือ ผู้มีรายได้น้อยที่สุด 20% แรกคือใคร? และนโยบายที่มีอยู่ตอบโจทย์ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้วหรือยัง? 
         จากตัวแปรพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ Y = C + I + G + X - M ตัว C นี้มาจาก Disposable Income หรือ Y - T ระดับรายได้หลักหักภาษี จากคำกล่าวของปลัด แสดงให้เห็นถึงตัว C ที่เป็น Ca หรือ Consumption from Agriculturist ซึ่งแน่นอนว่า หากรัฐจำนำราคาข้าวด้วยระดับราคาที่สูงกว่าตลาดเช่นนี้แล้ว เกษตรกรย่อมมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มการบริโภคให้มากขึ้น และ Contribute ไปให้ GDP แต่คำถามคือ แล้วหน่วยเศรษฐกิจอื่นจะเป็นเช่นไร? การเพิ่มขึ้นใน Ca จะถูกฉุดด้วย Cg หรือไม่? Co ในที่นี้หมายถึง Consumption from others ไม่ว่าจะเป็น แรงงานจากภาคอุตสาหกรรม คนงานก่อสร้าง พนักงานออฟฟิศ รวมถึงหน่วยอื่นที่ไม่ได้มีรายได้สูงขึ้นเหมือนอย่างเกษตรกรแต่ต้องเผชิญกับระดับราคาสินค้าที่จะเพิ่มสูงขึ้น หากเป็นไปเช่นนี้ Ca ที่เพิ่มขึ้น จะชดเชยได้พอดีส่วน(Completely offset)หรือไม่?

2. "ไม่รู้ว่านักวิชาการทำไปเพื่ออะไร นักวิชาการไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์กว่านี้ทำกันอีกแล้วหรือ โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรก็เห็นอยู่ว่าได้ประโยชน์ หากจะคัดค้านทำไมไม่คัดค้านตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินการ" 
       ต้องทำความเข้าใจว่ารัฐบาลยุค พ.ศ. 2555 ไม่ใช่ รัฐบาลในยุคของ John Austin ที่ว่ารัฐเป็นพระเจ้า ทุกคนสามารถโต้แย้ง และกระทำการภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น นักวิชาการถือเป็นหน่วยหนึ่งของ Research and Development จากหลักวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา อ้างโดย Economic Development (Todaro) กล่าวว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศนั้น มีระดับ R&D ที่เข็มแข็งมาก รวมทั้งองค์กรอิสระ (NGOs) มีความสำคัญมากต่อนโยบายที่เข้ามาขับเคลื่อนประเทศ เมื่อรัฐบาลได้รับเลือกเข้ามาเพื่อให้บริหารประเทศ สมควรอย่างยิ่งที่จะรับฟังทุกข้อคิดเห็น และการกระทำ อย่าลืมว่าเราทำไปภายใต้กรอบของกฏหมาย นักวิชาการนิด้ามีสิทธิตามกฏหมายเอกชนที่จะเข้าเล่นการเมืองโดยสมัครรับเลือกตั้ง ควบคุมตรวจสอบการบริหารโดยผ่านกระบวนการของรัฐทั้งหลาย เลือกผู้ปกครองท้องถิ่น ชุมนุมโดยสงบเพื่อแสดงความคิด-คัดค้าน หรือรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งองค์กรทางการเมือง นี่คือสิทธิของประชาชนที่กฏหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการกำหนดสถาบันแห่งอำนาจสูงสุด สถาบันทางการเมือง และหลักประกันสิทธิ-เสรีภาพของประชาชน ได้ว่าไว้ ดังนั้นนักวิชาการจึงมีสิทธิเต็มที่ 
      ในส่วนการของรับจำนำสินค้าเกษตร ตำราเศรษฐศาสตร์จุลภาคนับร้อยเล่ม งานวิจัยที่หนุนหลังหนังสือเหล่านี้อีกมากมายที่ยืนยันว่า การรับจำนำสินค้าเกษตร ให้ผลแง่ลบเสียมากกว่าดี Laissez-faire ที่เจ๊งไม่เป็นท่าในประเทศไทย กำลังเป็นปัญหาเรื้อรัง ก่อนอื่นต้องความเข้าใจว่า การรับประกันราคาข้าวนั้น เกษตรกรได้เงินกลับมาจริง แต่รัฐก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินที่เสียไป คือเงินภาษีประชาชน ในกรณีที่จะให้สวัสดิการของเกษตรกรดีขึ้นในระดับเดียวกัน รัฐใช้เงินรอบละกว่าหลายหมื่นล้านในการโอบอุ้มเกษตรกรด้วยเงินของประชาชนผู้เสียภาษี รายได้ของรัฐส่วนใหญ่มาจากภาษีของประชาชน และจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คนไทยเสียภาษีกันแค่ 2 ล้านกว่าคน คนสองล้านกว่านี้ต้องแบกรับคนทั้งประเทศ คำถามก็คือว่า แล้วมันจะพอหรือไม่? หากไม่พอ รัฐจะทำอย่างไร? พร้อมกับคำาถามที่ว่า ความมีประสิทธิภาพของนโยบายของรัฐบาลวัดได้จากอะไร? 
       นอกจากนั้น นักวิชาการคัดค้านการประกันราคาข้าวมาตั้งนานแล้ว มาตั้งแต่สมัยที่ยังมีการเลือกตั้ง บทวิเคราะห์ของไทยรัฐเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการประกันราคาข้าวถูกเผยแพร่แทบทุกอาทิตย์ หรือยอย่างน้อย ในบลอคแหงนี้ก็ได้มีบทวิเคราะห์นโยบายราคาไว้ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นความจริงที่นักวิชาการเพิ่งออกมาโต้แย้ง 

3."นักวิชาการคิดหรือเปล่าว่าถ้าราคาข้าวลดลง ใครจะช่วยเหลือเกษตรกร"
    คำถามคือ รัฐอยากจะช่วยเกษตรกรจนลืมที่จะสนใจหน่วยเศรษฐกิจอื่นหรือเปล่าครับ? แล้วผู้บริโภคที่ทำงานในภาคก่อสร้างที่หาเช้ากินค่ำที่ต้องแบกรับค่าอาหารที่สูงขึ้น รัฐได้เข้ามาดูแลหรือเปล่า? หรือคิดว่า ขึ้นราคา 300 บาท แล้วพอเพียง? อันที่จริงเราควรสนใจกับ Real Income มากกว่า Real Income หมายถึง ระดับรายได้ที่แท้จริง โดยการนำเอารายได้ที่ได้มา ณ เวลาดังกล่าว หารด้วยระดับราคาสินค้า ณ เวลาเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบกับ ระดับรายได้ที่แท้จริงก่อนหน้า ในกรณีสมมุติ หากปี 2554 นาย ข. มีระดับรายได้ 8,000 บาท ระดับราคาสินค้าโดยเฉลี่ยคือ 2 บาท ดังนั้น Real income ของนายข. คือ 4,000 หน่วย แต่หากในปี 2555 รายได้ของนาย ข. คือ 9000 บาท แต่ระดับราคาสินค้าโดยเพิ่มขึ้นไปที่ 3 บาท ดังนั้น Real income จะลดลงมาเหลือแค่ 3,000 หน่วย ซึ่งน้อยกว่าในปี 2554 ด้วยซ้ำไป อีกหนึ่งแนวความคิดเรื่องค่าแรง 300 บาท คือแนวคิดจากหลักวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่ minimum wage ขึ้นสูงกว่า wage equilibrium แล้วนั้นหรือเรียกว่า Wage Rigidity จะก่อให้เกิดการว่างงานเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากผู้ว่าจ้างจะชะลอการว่างงานจนกระทั่งราคาค่าจ้างลดต่ำลงจนกระทั่งถึงจุด Optimum แล้วอย่างนี้ นโยบายของรัฐข้อไหนที่จะเข้ามาแก้ไข? หรือว่าพออะไรเสีย ก็ออกนโยบายออกมารอบรับ แก้กันไป แก้กันมาแบบนี้เรื่อยไป นี่คือแนวทางของนโยบายที่มีประสิทธิภาพใช่หรือไม่? 
    อีกหนึ่งแนวความคิดในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หากระดับราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น   ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบจะถูกกัดกินไปเรื่อยๆอันเนื่องมาจาการไร้ความสามารถในการแข่งขัน เมื่อประเทศไทยส่งออกข้าวโดยราคาที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่าข้าวสายพันธุ์ใกล้เคียงของอีกประเทศอย่างเวียดนามและอินเดียย่อมน่าสนใจกว่า ในความจริงที่ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังซบเซาจากสถาการณ์ของยุโรป จีน รวมถึงภาคการผลิตของญี่ปุ่นเช่นนี้ ประชาชนย่อมลดการใช้จ่ายด้วยการหันมาบริโภคสินค้าและบริการที่ถูกกว่าอย่างแน่นอน และแชมป์การส่งออกข้าวที่ไทยเราอยากจะครอบครองก็อาจได้รับผลกระทบจนกระทั่งสูญเสียไปในที่สุด 

4. "ในเร็วๆนี้ อคส.จะนำเข้าอาหารสัตว์จากประเทศเพื่อบ้านในราคาถูก และชะลอการปรับขึ้นราคา"
     ดูเหมือนว่า ทัศนคติจะไม่ค่อยสอดคล้องกันเท่าไหร่ เพราะให้ความสำคัญแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพียงอย่างใด ตามหลักแนวคิดวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ตำราจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น The World Economy(Yarbrough), Global Economy(Carbaugh), International Economics (Salvatore) เขียนอย่างชัดเจนในเรื่องของผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศ แน่นอนว่าจะมีผลทำให้ผู้บริโภคสามารถขยายการบริโภคที่มากขึ้น อันเนื่องมาจากราคาสินค้าที่ต่ำลง ส่วนเกินผู้บริโภคขยายใหญ่ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คนที่เจ็บปวดก็จะเป็นผู้ผลิตเพราะจะต้องถูกบังคับให้ลดการผลิตอันเนื่องมาจากหากผู้ผลิตขายแพงกว่าราคาที่นำเข้า ก็จะไม่สามารถขายสินค้านั้นได้ ทำให้ความต้องการเสนอขายลด ส่วนเกินผู้ผลิตลด และท้ายที่สุดเงินในกระเป๋าของผู้ผลิตย่อมลดลง จุดนี้จะก่อให้เกิด Political Pressure ของผู้ผลิต นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดโควต้าการนำเข้าหรือเลยไปถึงการกำหนดภาษีการนำเข้า (Tariff) ซึ่งผลกระทบของนโยบายกีดกัดทางการค้า (Trade Barrier) ดังกล่าว ย่อมมีผลต่อสวัสดิการโดยรวมของประเทศให้ลดต่ำลงอันเนื่องมาจากสิ่งที่เรียกว่า "Deadweight Loss" การกีดกัดทางการค้าดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในภารกิจของ WTO ที่พยายามจะลด Tariff ทั่วโลก ทั้งนี้ หากนโยบายของรัฐบาลไม่สอดคล้องกับหลักแนวความคิดดังกล่าว ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนเองย่อมต้องแบกรับความผิดพลาดจากการเพิกเฉยต่อเสียงท้วงติงจากนักวิชาการที่มีหลักฐานจากงานวิจัยมากมายมารอบรับ 

      ส่วนที่สำคัญที่สุด คือความสอดคล้องของนโยบายแห่งรัฐ การมุ่งเอาใจหน่วยเศรษฐกิจใดหน่วยเศรษฐกิจหนึ่ง จะทำให้อีกหน่วยเศรษฐกิจได้รับความเดือดร้อน และเป็นเสมือนกองฟืนที่รอเชื้อเพลิงจากผู้เสียประโยชน์ภายใต้แรงกดดันทางสังคมในอนาคต