วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

นโยบายแท็บเลต : หลงทางหรือไม่กับการศึกษาไทย

                จากนโยบายแจกแท็บเลตให้เด็กป. 1 นั้น ผู้เขียนข้อแจกแจงเป็นข้อๆ ดังนี้
1. โครงการแจกแท็บเลตของรัฐบาลมีการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนหรือไม่ รัฐบาลควรมีการทำวิจัยโดยดูว่ามีความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหนกับการลงทุน ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ต้นทุนทางตรงและทางอ้อม เป็นเท่าไหร่ วิเคราะห์ NPV (Net Present Value) แล้วมีค่าเป็นบวกหรือไม่ วิเคราะห์ IRR (Internal Rate of return) แล้วมากกว่า I (interest rate) หรือไม่ B/C Ratio มีค่ามากกว่า  1 หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีงานวิจัยของรัฐบาลหรือนักวิชาการที่รองรับความคุ้มค่าของการลงทุนดังกล่าว การวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทน (Cost-Benefit Analysis) นั้นมีความสำคัญมากเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนได้แก่ Enumerate (แสดงประโยชน์ทั้งตรงทางอ้อม และต้นทุนทางตรงทางอ้อม) , Evaluate (นำประโยชน์และต้นทุนมาคิดเป็นตัวเงิน), Discount Rate (คิดอัตราส่วนลดที่เหมาะสม) รายละเอียดของการวิเคราะห์ผู้เขียนจะไม่ขอพูดถึง แต่แค่อยากจะรู้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการมีการคำนวณและเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบหรือยัง ทำไมต้องเผยแพร่? เพราะคนในสังคมจะได้ช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของโครงการ อย่างประเทศเนเธอร์แลนด์ที่คิดโครงการป้องกันน้ำท่วม โดยเลือกที่จะเปลี่ยนทางวิธีการทางวิศวะกรรมโดยการสร้างเขื่อน (Engineering Approach) มาเป็นวิธีสู้พลางถอยพลางหรือการอยู่ร่วมกับน้ำโดยการสร้างมารีนา (Managed Realignment) รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็มีการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนและเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ก่อนที่จะทำโครงการ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับรัฐบาลที่ควรให้ความสำคัญ
2. การที่รัฐบาลแทรกแซงระบบนั้น ผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externality)คืออะไร ใครคือบุคคลที่สามที่ได้รับประโยชน์ ประโยชน์ต่อสังคมคืออะไร  ต้องกล่าวก่อนว่าในทางเศรษฐศาสตร์นั้น หากมีผลกระทบภายนอกเชิงบวกหรือเชิงลบ การแทรกแซงของรัฐบาลสามารถทำได้เพื่อขับเคลื่อนตลาดให้เข้าสู่จุด Social Optimum ได้ แต่หากไม่มีผลกระทบภายนอกดังกล่าว การเข้าแทรกแซงของรัฐบาลจะทำให้ดุลยภาพของสังคมที่เดิมอยู่จุด Social Optimum อยู่แล้วนั้นเคลื่อนไป แล้วทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพขึ้น จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีงานวิจัยของรัฐบาลหรือนักวิชาการที่รองรับว่าการแจกแท็บเลตมีผลกระทบภายนอกเชิงบวก เพราะฉะนั้นนโยบายนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ดุลยภาพของสังคมแย่กว่าเดิม
3. มีคำกล่าวของ รมว. กระทรวงศึกษาที่น่าสนใจและเป็นประเด็นดังนี้
3.1 “แท็บเลตเป็นครูคนใหม่ของนักเรียนไทย” ผู้เขียนอยากถามว่าจำเป็นที่เด็กจะต้องมีครูคนใหม่หรือไม่ ทำไมไม่พัฒนาระบบการศึกษาที่มีอยู่เดิมให้ดีเสียก่อน มีงานวิจัยมากมายบอกว่าการขยายการศึกษาคุ้มค่าน้อยกว่าการปรับปรุงระบบเดิมให้ดีกว่าเดิม(Todaro) เรียกได้ว่า คุณภาพสำคัญกว่าจำนวน และหากแท็บเลตเป็นครูคนใหม่จริง เด็กนักเรียนจะต้องกราบไหว้หรือไม่
3.2 “แท็บเลตจะทำให้เด็กฉลาดขึ้น” งานวิจัยของนักวิชาการคนใดที่บอกว่าแท็บเลตมีผลต่อการเรียนรู้? เหตุใดแท็บเลตจึงมีความสำคัญมากกว่าหนังสือ ทุกวันนี้เด็กในชนบทยังขาดแคลนหนังสือเรียน ต้องยืมเรียน ทำไมการจัดหาหนังสือถึงมีความสำคัญน้อยกว่าการจัดหาแท็บเลตซึ่งดำเนินการเพียงไม่กี่เดือนก็เสร็จสิ้น
3.3 “แท็บเลตช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษา” งานวิจัยของนักวิชาการคนใดที่บอกว่าแท็บเลตช่วยลดความเหลื่อมล้ำในมิติของการศึกษา? เป็นความจริงที่ความเหลื่อมล้ำมีหลายมิติ ทั้งในมิติของรายได้ การศึกษา และสุขภาพ การลดความเหลื่อมล้ำสามารถทำได้หลายวิธี วิธีแท็บเลตนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือ? มีวิธีการอื่นอีกไหมที่จะลดความแตกต่างของการศึกษาอันเป็นปัญหาของการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน? การวิเคราะห์ cost-effectiveness ของรัฐบาลเกิดขึ้นหรือไม่? เพราะจะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนในแง่ของค่าใช้จ่ายการดำเนินโครงการหลายโครงการเพื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่เหมือนกัน
3.4 “แท็บเลตช่วยให้เด็กวิเคราะห์เป็น แทนที่จะท่องจำ” ผู้เขียนมีความเห็นว่า ก่อนที่เด็กจะวิเคราะห์ได้ อย่างน้อยต้องมีอะไรในสมองอยู่บ้าง อย่างน้อยต้องจำ Main Idea ให้ได้ ถึงจะวิเคราะห์ให้ได้ว่าคืออะไร จริงอยู่ที่การท่องไปสอบแบบนกแก้วนกขุนทอง พอสอบเสร็จก็ลืม แต่หากไร้ซึ่งกระบวนการจำ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ และอีกประเด็นคือ มีงานวิจัยชิ้นใดที่บอกว่าแท็บเลตช่วยให้เด็กวิเคราะห์เป็น หากเป็นไปตามคำกล่าวจริงทำให้ประเทศที่มั่งคั่งทางการศึกษาอย่างสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอังกฤษไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับแท็บเลตอยู่เลย
3.5 “หมากรุกในแท็บเลตช่วยให้วางแผนเป็นผู้เขียนเห็นด้วยว่าเกมหมากรุกไทยหรือจะหมากรุกประเทศอื่นก็ตามฝึกสมองให้เรามีการคิดเป็น วางแผนเป็น แต่ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน มีวิธีอื่นที่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินมากกว่านี้อีกหรือไม่? หรือหมากรุกเป็นเพียงวิธีการเดียวที่จะทำให้เด็กคิดเป็น วางแผนเป็น เพราะฉะนั้นการทำ Cost-Effectiveness ของรัฐบาลนั้นสำคัญมากต่อการเลือกเนื้อหาในแท็บเลต
4. ปัญหาเรื่อง H.D.I.
                Human Development Index (H.D.I.) เป็นมาตรวัดสากลที่วัดการพัฒนาของประเทศโดยวัดสามด้านได้แก่ ด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยวัดจาก GDP (PPP) , ด้านการศึกษา ( course enrollment และ Adult Literacy rate), และด้านสุขภาพ (Life Expectancy) ทั้งนี้ H.D.I. ของประเทศไทยอยู่ในระดับกลางและประเทศถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือค่า H.D.I. ของประเทศไทยลดน้อยลงทุกปี ซึ่งแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า และ ลาว ซึ่งมีค่า H.D.I. เพิ่มสูงขึ้นทุกปี เมื่อดูข้อมูลด้านรายได้ประชาชาติต่อหัว พบว่า รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้น สัดส่วนคนจนภายใต้เส้นความยากจนลดลง สองมาตรวัดนี้เป็นการวัดด้านเศรษฐกิจ แต่เมื่อเราพิจารณาดัชนีรวมในตัววัด H.D.I. พบว่าข้อมูลตรงข้าม แปลว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ไร้ซึ่งการพัฒนา (Growth without Development) ดังนี้การให้ความสำคัญในด้านการศึกษา จะช่วยเพิ่มคะแนนของ H.D.I. และผยุงให้ชาติบ้านเมืองมีการพัฒนาไปพร้อมๆกับการเจริญเติบโต
                นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Milton Friedman ได้กล่าวในงานวิจัยของเขาเองว่า การศึกษานั้นมีผลกระทบภายนอกเชิงบวก ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องแทรกแซงเพื่อทำให้สังคมเกิด Social Optimum อย่างไรก็ตาม การพยายามศึกษาแนวทางใหม่ๆอย่างแท็บเลตที่เอามาจากมาเลเซียและสิงคโปร์นั้น ก็นับว่ามีข้อดีในแง่ของความแปลกใหม่แต่เมื่อดูในระยะยาวแล้ว ประเทศชั้นนำทางการศึกษาอย่างประเทศสหรัฐอเมริกายังให้เด็กนักเรียนเรียนผ่าน Textbook อยู่ แล้วทำไม เราถึงไม่ปรับใช้วิธีการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย ทำไมโครงการต่างๆของรัฐบาลถึงไม่มีงานวิจัยมารองรับความคุ้มค่าในแง่ของประโยชน์ทั้งทางตรงและทั้งอ้อมที่มีต่อบุคคลและสังคม บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เขียนเพื่อตำหนิติติงแต่อย่างไร เพียงแต่ต้องการแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยมากกว่านี้ทั้งก่อนการตั้งนโยบายหาเสียงและในการปฏิบัติจริงหลังการเลือกตั้ง เชื่อแน่ว่าการเจริญเติบโตและการพัฒนาจะเกิดขึ้นพร้อมๆกัน และทำให้สังคมไทยก้าวไกลอย่างยั่งยืน

ที่มา คำกล่าวของรมว. กระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแท็บเลต
www.matichon.co.th

กฎแห่งวัฏจักรสังคมกับความเป็นไปได้ของยุคทองในประเทศไทย

Picture Source:http://www.thailanddaddy.com/early_thailand_history.html

           หลังจากที่แนวคิดการกำหนดแน่ทางประวัติศาสตร์ (Historical Determinism) ซึ่งเป็นการที่ประวัติศาสตร์ได้ดำเนินไปตามรูปแบบที่แน่นอนซึ่งสามารถสังเกตุได้และเราสามารถพยากรณ์ได้หายไปจากแวดวงวิชาการนานมากแล้วหลังจากถูกหักล้างโดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่อันไม่สอดคล้องกับแนวคิดเดิม อย่างไรก็ตาม ซาร์การ์ (P.R. Sarkar) นักวิชาการชาวอินเดียได้พัฒนาแนวคิดกฎแห่งวัฏจักรสังคม (Law of Social Cycle) ขึ้นมาซึ่งเป็นการพยายามที่จะอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคมอันมีแบบแผนผ่านช่วงเวลาระยะยาว เนื้อหาของกฎแห่งวัฏจักรสังคมคือคนเรามีเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีการในการบรรลุเป้าหมายนั้นแตกต่างกันเนื่องจากคนแต่คนมีคุณลักษณะทั้งภายนอกและภายในที่แตกต่างกัน โดยซาร์การ์ได้แบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกหมายถึงคนที่มีร่างกายแข็งแรง มีกำลังวังชา มีความกล้าหาญ ทำงานมีอาชีพเกี่ยวกับการใช้ความชำนาญทางร่างกาย ซาร์การ์เรียกคนเหล่านี้ว่ามีจิตใจอย่างนักรบ (Warrior) คนในชนชั้นนี้ได้แก่ ทหาร พนักงานดับเพลิง ตำรวจ นักกีฬาอาชีพ คนงานมีฝีมือ และคนอื่นๆที่แก้ปัญหาต่างๆด้วยการใช้กำลังและกล้ามเนื้อ กลุ่มที่สองนั้นเป็นคนที่ขาดความแข็งแรงของร่างกายแต่มักใช้สมอง พยายามพัฒนาสมองเพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา โดยคนพวกนี้คือพวกปัญญาชน (Intellectual) โดยหมายถึงนักปรัชญา นักเขียน ผู้คงแก่เรียน นักกฎหมาย แพทย์ กวี วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ผู้ทำงานนั่งโต๊ะ และนักบวช เนื่องจากคนเหล่านี้ใช้สมองมากกว่ากล่ามเนื้อในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย กลุ่มที่สามหมายถึงผู้ที่พยายามสะสมทรัพย์เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ต้องการ บางคนสติปัญญาเฉียบแหลมแต่สมองคิดถึงเพียงแต่เรื่องเงินเป็นส่วนใหญ่ แต่สติปัญญาจะด้อยกว่าพวกปัญญาชน ตามปกติมักจะรวยกว่าคนสองประเภทแรก คนเหล่านี้คือว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของพวกเขา เป็นกุญแจสำคัญในการไปถึงความสำเร็จ โดยคนพวกนี้คือพวกสะสมทรัพย์ (Acquisitor) ได้แก่ พ่อค้า นายธนาคาร นักธุรกิจ คนปล่อยเงินกู้ เจ้าของที่ดิน เป็นต้น กลุ่มที่สี่เป็นชนชั้นแรงงาน (Laborer) โดยเป็นแรงงานไร้ฝีมือหรือกรรมกร คนประเภทนี้ไม่มีความแข็งแกร่งเยี่ยงนักรบ ไม่มีสติปัญญาเยี่ยงปัญหาชน และไม่มีการสะสมทรัพย์อย่างพวกที่สาม ระดับการศึกษาต่ำ ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่มีความชำนาญด้านการตลาด และมักถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลาและยากจนที่สุดในบรรดาคนทั้งสี่กลุ่ม คนประเภทนี้หมายถึงเกษตรกรและกรรมกรไร้ฝีมือในโรงงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามก็จะมีข้อยกเว้น เช่น คนที่เป็นแรงงานอาจมีพวกสมองดีเป็นอยู่ดี คนที่เป็นปัญญาชนสามารถร่ำรวยได้ด้วยเช่นกัน โดยคนทั้งสี่กลุ่มนี้ดำรงอยู่ในสังคมทุกสังคม และดำรงอยู่มานับตั้งแต่โบราณแล้ว อย่างไรก็ตาม การจำแนกชนชั้นนั้นไม่ได้ตายตัว การเคลื่อนที่ทางสังคมอาจเกิดขึ้นได้ถ้าสภาพจิตใจของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่น กรรมกรอาจยกระดับความชำนาญในฝีมือของตนจนกลายเป็นนักรบ หรือหากไปเริ่มเพิ่มเติมอาจกลายเป็นปัญญาชน การเคลื่อนที่ทางสังคมนั้นเกิดขึ้นได้แต่ทำได้ยาก การเปลี่ยนนักมวยให้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์คงเป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลานานแต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้
                ซาร์การ์เสนอว่าสังคมจะดำเนินไปในสี่ยุคสมัยที่แตกต่างกัน บางยุคนักรบขึ้นมามีอำนาจควบคุมระบบการเมืองและสังคม บางยุคปัญญาชนขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจ บางยุคผู้สะสมทรัพย์มีอำนาจ ผู้ใช้แรงงานไม่เคยมีอำนาจแต่บางเวลาชนชั้นปกครองมีความเห็นแก่ตัวและฉ้อฉลมากจนคนส่วนใหญ่ในสังคมถูกทอดทิ้งให้ยากจน ประชาชนมัวยุ่งอยู่แต่กับการทำมาหากินจนไม่มีเวลาเหลือมาชื่นชมกับศิลปะ ดนตรี กวีนิพนธ์ ซึ่งอาจเรียกเวลาเช่นนี้ว่าเป็นยุคของผู้ใช้แรงงาน ทั้งนี้ก็ไม่มีชนชั้นได้ที่จะกุมอำนาจไว้ได้ตลอดกาล แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเคลื่อนไหวทางสังคมจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่งนั้นมีแบบแผนที่แน่นอน โดยเริ่มจาก “ยุคผู้ใช้แรงงาน ไปสู่ยุคของนักรบ จากยุคของนักรบไปสู่ยุคของปัญญาชน จากยุคปัญญาชนไปสู่ยุคของผู้สะสมทรัพย์ซึ่งหลังจากนั้นจะเป็นจุดสุดยอดของการปฏิวัติสังคมและเข้าสู่ยุคของครั้งใหม่เมื่อสังคมเข้าสู่ยุคนักรบอีกครั้งหนึ่ง” การเปลี่ยนแปลงของยุคเป็นการเปลี่ยนจากชนชั้นที่มีสภาพจิตใจอย่างหนึ่งไปสู่ชนชั้นที่มีสภาพจิตใจอีกอย่างหนึ่ง ซาร์การ์เชื่อว่าสังคมเป็นองคภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อารยธรรมหนึ่งๆอุบัติขึ้นพร้อมๆกับการที่นักรบก้าวขึ้นมามีอำนาจและหลังจากที่พวกเขารุ่งเรื่องขึ้นและเสื่อมทรามลงผ่านยุคของปัญญาชน ยุคของผู้สะสมทรัพย์และยุคของผู้ใช้แรงงาน ก็จะหวนกลับไปสู่ยุคของนักรบอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบวิวัฒน์อันสอดประสานกับจังหวะเดิม นี่คือกฎแห่งวัฏจักรสังคมของซาร์การ์ โดยในยุคของผู้ใช้แรงงานเป็นสังคมที่ขาดการชี้นำ ขาดผู้นำและขาดอำนาจ เป็นสังคมที่ผู้นำมีความเห็นแก่ตัวและละโมบ ไร้ระเบียบสังคม ครอบครัวขาดความผูกผัน ผู้คนเหยียดหยามคุณค่าและสิ่งที่ดีงามต่อชีวิต ศีลธรรมเสื่อมโทรมสุดขีด เกิดอาชญากรรมรุนแรง ลัทธิวัตถุนิยมเข้าครอบงำสังคม ระดับการศึกษาต่ำสุด ในยุคของนักรบนั้น กองทัพที่นำโดยกษัตริย์ จักรพรรดิ หรือ ประธานาธิบดีเป็นผู้ควบคุมรัฐบาลและสังคม อำนาจการเมืองรวมศูนย์ในรูปของรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาชนพลเมืองมีระเบียบวินัยสูง ความผูกผันรักใครในครอบครัวมีมาก ศีลธรรมอันดีงามเกิดขึ้น สตรีได้รับการยกย่อง ในยุคของปัญญาชน ผู้ปกครองมีบรรดาปัญญาชนเป็นผู้ช่วยเหลือโดยการตั้งทฤษฏีอันแยบยลขึ้นสนับสนุนระบอบการปกครอง ปัญญาชนมีสภาพสังคมสูง มีสมองอันชาญฉลาด สุขุม รอบคอบและเคร่งทฤษฏี เป็นการเอาชนะปัญหาต่างๆด้วยปัญญา ในส่วนของยุคของผู้สะสมทรัพย์นั้นประกอบด้วยคนรวยหลายกลุ่ม ความสุขสบายทางวัตถุและอำนาจทางการเมืองได้มาด้วยทรัพย์ ในยุคนี้จิตใจของผู้คนล้วนมุ่งแสวงหาแต่ทรัพย์ เงินเป็นตัวแปรสำคัญในการดำเนินชีวิตไม่ว่าจะในหน่วยใหญ่หรือหน่วยย่อยก็ตาม สภาพจิตใจของผู้สะสมทรัพย์จะขยายไปยังกลุ่มอื่นทั่วสังคม ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของการค้าทั้งหมด อาชญากรรมเจริญงอกงามขึ้นเนื่องจากความเอนเอียงในการกระจายของทรัพย์ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการละเมิดกฎหมาย ความผูกพันในครอบครัวลดน้อยลง สถิติการหย่าร้างเพิ่มขึ้นและการค้าประเวณีมีอยู่ดาษดื่นในสังคม เมื่อเวลาผ่านไป ทรัพย์ตกไปอยู่ใมนมือของคนรวยมากขึ้น ยุคของผู้สะสมทรัพย์เป็นใหญ่จะเคลื่อนเข้าสู่ยุคของผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในสภาพไร้กฎหมาย ในที่สุดสังคมก็จะเสื่อมทรามลง นักรบและปัญญาชนที่ไม่พึงพอใจกับสภาพบ้านเมืองก็จะลุกฮือขึ้นก่อกบฏด้วยความช่วยเหลือของผู้ใช้แรงงาน ในไม่ช้านักรบที่พากันก่อกบฎก็จะได้รับชัยชนะ และสังคมก็จะดำเนินไปตามวัฏจักสังคมอีกครั้งหนึ่ง
                กฎแห่งวัฏจักรสังคมของซาร์การ์กล่าวว่า อำนาจและอิทธิพลของชนชั้นหนึ่งจะเปลี่ยนมือไปยังอีกชนชั้นหนึ่งในรูปแบบที่แน่นอน จากยุคผู้ใช้แรงงานไปยังยุคของปัญญาชน ยุคของผู้สะสมทรัพย์และหลังจากนั้นเป็นยุคของผู้สะสมทรัพย์รวมกับผู้ใช้แรงงาน และผ่านไปสู่การปฏิวัติทางสังคมและเข้าสู่ยุคของนักรบอีกครั้งหนึ่ง หัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมคือยุคของผู้ใช้แรงงานที่เกิดขึ้นต่อจากยุคของผู้สะสมทรัพย์ ในยุคของผู้สะสมทรัพย์รวมกับผู้ใช้แรงงานนั้น ผู้สะสมทรัพย์ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจแต่พวกเขาก็จะไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญและความแข็งแกร่งขององค์กรผู้ใช้แรงงานในปัจจุบันได้ โดยหมายถึงยุคใกล้ที่จะสิ้นสุดยุคของผู้สะสมทรัพย์ เมื่อความมั่งคั่งกระจุกตัวในหมู่คนรวยมากขึ้น มาตรฐานการดำรงชีพของคนชั้นอื่นอีกสามชั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงเวลาที่สังคมถึงความเสื่อมทรามอย่างหนัก จะมีคนอยู่สองกลุ่มเท่านั้นคือคนที่มีทรัพย์กับคนที่ไม่มีทรัพย์ ความหิวโหยจะเป็นเสมือนหมอกปกคลุมสังคม อาชญากรรมและความชั่วร้ายจะเกิดขึ้นเป็นเหมือนฝุ่นละอองที่ลอยตัวขึ้นให้คนในสังคมได้จามกันถ้วนหน้า มวลชนจะมีการลุกฮือขึ้นปฏิวัติโดยมีนักรบและปัญญาชนเป็นผู้นำซึ่งในขณะนี้พวกเขามีวิธีคิดแบบชนชั้นแรงงานไปแล้ว ซาร์การ์เรียกการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ว่าการปฏิวัติของผู้ใช้แรงงาน เป็นการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในปลายของยุคผู้สะสมทรัพย์ เป็นการสิ้นสุดยุคของผู้สะสมทรัพย์โดยมีนักรบและปัญญาชนที่ไม่พอใจระบบเดิมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติของผู้ใช้แรงงานสะท้อนความเป็นจริงที่ว่า ชนชั้นแรงงานไม่ได้เป็นผู้นำในการปฏิวัติ แต่พวกเขาได้รับการชี้นำและวางแผนโดยกลุ่มคนที่ถูกลดฐานะลงจนยากจนเหมือนกับคนชนชั้นแรงงาน การปฏิวัติของผู้ใช้แรงงานของกำจัดอิทธิพลของผู้สะสมทรัพย์ทิ้งไป และสังคมใหม่จะเกิดขึ้นจากคนที่เป็นของพวกนักรบอีกครั้งหนึ่งตามวัฏจักรของสังคม
                ตัวอย่างของประวัติศาสตร์คืออารยะธรรมตะวันตก เริ่มตั้งแต่อาณาจักรโรมันที่ปกครองโดยนักรบที่มีออกัสตัสเป็นจอมจักรพรรดิที่มีอำนาจสูงสุด ยุคนี้เป็นยุคการปกครองโดยใช้อำนาจเด็ดขาดและใช้กำลังทหารเอาชนะศัตรู การปกครองที่จักพรรดิมีอำนาจสูงสุดอยู่ใน ค.ศ. 284 ด้วยการก้าวขึ้นมามีอำนาจของไดโอคลีติอัน หลังจากนั้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของอาณาจักรโรมันอ่อนแอลงเนื่องจากความล้มเหลวทางด้านการเกษตรกรรมและพาณิชยกรรม การไม่มีกฏหมายเกี่ยวกับการสืบทอดทายาทของผู้ปกครองก่อให้เกิดความขัดแย้งถึงขั้นนอกเลือดโดยสถานการณ์บ้านเมืองทรุดโทรมลงทุกขณะ และในช่วงนั้นเองศาสนาคริสต์อันเป็นตัวแทนของยุคปัญญาชนได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ศาสนจักรคาธอลิกได้รับความสำเร็จมากเพราะสามารถชี้นำและช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ข่มแหงในเวลาที่อาณาจักรกำลังจะล่มสลายลงเนื่องจากการปกครองแบบจักรพรรดิ ยุคของปัญญาชนในตะวันตกกินเวลานับจากตอนกลางศตวรรษที่ห้ามาถึงราวสิ้นสุดศตวรรษที่เก้า ในช่วงสี่ร้อยปี พวกนักบวชเป็นผู้ควบคุมสังคมโดยสิ้นเชิง ยุคของปัญญาชนสิ้นสุดในตอนปลายศตวรรษที่เก้าเมื่อเหตุการณ์ต่างๆนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของบรรดาเจ้าที่ดินซึ่งได้ขึ้นถึงจุดสุดยอดในระบบฟิวดัล จากนั้นอำนาจการปกครองของปัญญาชนได้นำไปสู่อำนาจการปกครองของผู้สะสมทรัพย์ ปัญญาชนยอมอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าของที่ดิน ยุคของผู้สะสมทรัพย์กินเวลาจากต้นศตวรรษที่สิบถึงราวกลางศตวรรษที่สิบสี่ หลังจากนั้นเกิดสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดยุคของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับผู้ใช้แรงงาน อันเป็นยุคแห่งความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองซึ่งเป็นคนรวยกับทาส เป้นช่วงที่ยุโรปมีอาชญากรรมมากมาย ชาวชากับเจ้าของที่ดินฆ่าฟันกันอย่างดุเดือดและนองเลือด หลังจากนั้นภายหลังการปฏิวัติสังคม นักรบได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง โดยยุคของนักรบเริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1460 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 11 ปราบกบฏขุนนางในฝรั่งเศสแล้วสถาปนาการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นในประเทศเสปน พระนางอลิซาเบธและเจ้าชายเฟอร์ดินานขึ้นสู่ราชบัลลังก์ใน ค.ศ. 1470 ในประเทศอังกฤษ ทั้งนี้ยุคของนักรบสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1688 เมื่อเกิดการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (Glorious Revolution) เพื่อล้มล้างระบบกษัตริย์ ปัญญาชนกลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งแต่มาในรูปแบบของนายกรัฐมนตรี ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 อำนาจอิทธิพลของปัญญาชนในฝรั่งเศสและยุโรปกลาง ยุคของปัญญาชนครั้งที่สองดำเนินไปจนกระทั่ง ค.ศ. 1860 เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมส่งผลให้นายทุนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในสังคม นักธุรกิจ นักการธนาคารและพ่อค้าซึ่งมีสภาพจิตใจแบบผู้สะสมทรัพย์ มีอำนาจอิทธิพลมากขึ้น นับตั้งแต่นั้นมาผู้สะสมทรัพย์ก็ได้กลายเป็นผู้ปกครองตะวันตก ในปัจจุบันสังคมตะวันตกกำลังย่างเข้าสู่ยุคของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับผู้ใช้แรงงานอีกครั้งหนึ่ง หลักฐานคือการขัดแย้งกันบ่อยครั้งของบริษัทที่มั่งคั่งกับสหภาพแรงงาน ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม โสเภณี การยึดติดกับวัตถุและความป่วยไข้เกิดขึ้นอย่างมากมายในสังคมตะวันตก ความขัดแย้งทางสังคมในตะวันตกจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าสภาพจิตใจแบบสะสมทรัพย์จะถูกกำจัดทิ้งไป เมื่อนั้นสังคมก็จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ยุคของนักรบอีกครั้งหนึ่ง
                ระวี พัตรา ได้พูดถึงกฎแห่งวัฏจักรสังคมว่าสังคมจะเข้าสู่ยุคทองเมื่อผ่านการปฏิวัติสังคมจากยุคของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับยุคของผู้ใช้แรงงานไปสู่ยุคของนักรบ โดยมีตัวอย่างของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น อาณาจักรโรมันที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่โดยมีนักรบเป็นผู้นำของสังคม และประเทศจีนที่มีนายพลเป็นผู้นำของประเทศ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าประเทศจีนนั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ในยุคปัจจุบัน เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งจากอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.5% ต่อไปนับตั้งแต่ ค.ศ. 1978 และรายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้น 4 เท่านับตั้งแต่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเปิดประเทศ ยุคทองหมายถึงยุคที่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองดำเนินไปอย่างมีความราบรื่น คลื่นของความวุ่นวายไม่มาก่อกวนชายหาดแห่งความความสงบของจิตใจอันเป็นที่ตั้งอยู่ถิ่นฐานมนุษยชาติ ยุคทองเป็นยุคที่เรืองรองของประวัติศาสตร์ ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานของสังคมที่ดี มีความเมตตาเกื้อกูลกันระหว่างประชาชน ทั้งนี้การเข้าสู่ยุคของได้ต้องผ่านเครื่องมือที่เรียกว่าการปฏิวัติทางสังคม (Social Revolution) ซึ่งเป็นการส่งผ่านของอำนาจของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับผู้ใช้แรงงานไปสู่ยุคของนักรบ สาเหตุที่บอกว่ายุคของนักรบนั้นเป็นยุคทองเนื่องจากในยุคของนักรบ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบ สตรีถูกยกย่อง ความยากจนและความเหลื่อมล้ำถูกบั่นทอนด้วยการกระจายของทรัพยากรที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ตัวอย่างของยุคทองที่มาจากยุคของนักรบ เช่น ตัวอย่างเศรษฐกิจอันรุ่งเรืองของจีนในปัจจุบัน และ อาณาจักรโรมันในอดีตนั่นเอง
                สำหรับบริบทกฎแห่งวัฏจักรสังคมในประเทศไทยนั้นอาจกล่าวได้ว่าอำนาจการปกครองนั้นหลายครั้งที่มีการเปลี่ยนเวียนผ่านระหว่างชนชั้นนักรบ ชนชั้นปัญญาชน และชนชั้นผู้สะสมทรัพย์ โดยข้าพเจ้าขอเริ่มอธิบายตั้งแต่ยุคของชนชั้นนักรบเมื่อครั้งปฏิวัติประเทศในครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2549 ก่อนหน้านั้นอำนาจการปกครองตกอยู่ในมือของผู้สะสมทรัพย์โดยนายกรัฐมนตรีมาจากนักธุรกิจ ผู้คนในสังคมเห็นว่าการสะสมทรัพย์เป็นหัวใจหลักของการดำเนินชีวิต ความยากจนมีลดน้อยลงเนื่องจากการกระจายของทรัพย์เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นผลมาจากนโยบายกองทุนหมู่บ้านและโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สร้างสระน้ำของแรงงานให้เกิดขึ้นในชนบท โดยสังเกตุจากสัดส่วนของคนจน (วัดจากสัดส่วนของคนจนที่ตกอยู่ภายใต้เส้นความยากจนกับจำนวนประชากรทั้งหมด) ลดลงจากร้อยละ 18.8 ในปี พ.ศ. 2544 มาอยู่ที่ร้อยละ 9.55 ในปีพ.ศ. 2549 อย่างไรก็ตามความเหลื่อมล้ำในมิติของรายได้โดยวัดจากสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) มีความผันผวนขึ้นๆลงๆ แต่สรุปแล้วค่าดังกล่าวมีค่าเพิ่มขึ้นจาก 0.507 ในปีพ.ศ. 2545 มาอยู่ที่ 0.515 ในปีพ.ศ. 2549 โดยกล่าวได้ว่าประชาชนมีการกระจายรายได้ที่แย่ลงโดยสูงกว่าค่าดัชนีจีนีมาตรฐานสากลที่ 0.4 ทั้งนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2549 อาจกล่าวได้เป็นประเทศไทยเข้าสู่ยุคของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับผู้ใช้แรงงาน สังเกตุจากสภาพสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ดัชนีครอบครัวอบอุ่นลดลงจาก 66.28 ในพ.ศ. 2544 มาอยู่ 62.24 ในพ.ศ. 2549 จำนวนอาชญากรรมเพิ่มขึ้นจาก 304 ต่อแสนคนในปีพ.ศ. 2547 เพิ่มขึ้นมาที่ 367.8 ต่อแสนคนในปีพ.ศ. 2549 โดยยุคของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับยุคของผู้ใช้แรงงานถูกแทนด้วยการทำปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 โดยกลุ่มของทหาร ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคของนักรบ ยุคของนักรบดำเนินไปในช่วงระยะเวลา พ.ศ. 2549 – 2550 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวพบว่าสังคมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คนจนลดลงจาก6.1 ล้านคนในปี พ.ศ. 2549 มาอยู่ที่ 5.4 ล้านคนในปีพ.ศ. 2550 รายได้เฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 119,634 บาทต่อปีในปี พ.ศ. 2549 เพิ่มมาเป็น 129,089 ในปีพ.ศ. 2550 ค่าสัมประสิทธิ์จีนีที่วัดความเหลื่อมล้ำลดน้อยลงจาก 0.515 มาเป็น 0.497 อย่างไรก็ตามอัตราอาชญากรรมเพิ่มขึ้นจาก 367.8 ต่อแสนคนในปีพ.ศ. 2549 มาอยู่ที่ 403.4 ในพ.ศ. 2550 ดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขลดลงจาก 65.89 มาอยู่ที่ 65.35 และดัชนีครอบครัวอบอุ่นลดลงจาก 62.24 มาอยู่ที่ 61.65 ทั้งนี้เมื่อยุคของนักรบสิ้นสุดลงด้วยการเลือกตั้ง ประเทศไทยได้เข้าสู่ความวุ่นวายในทางการเมือง มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งสลับกันไป เป็นภาพรวมของสังคมที่ไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทุกอย่างเริ่มดีขึ้น สังคมก็ได้ถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ในยุคของปัญญาชนนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ถือว่าเป็นยุคของปัญญาชน ผู้นำมีความรู้ความสามารถ คงแก่เรียน ศิลปะวัฒนธรรมเริ่มกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงหลักฐานต่างๆของสังคม พบว่าในปี พ.ศ. 2553 นั้นจำนวนคนจนลดลงมากที่ 5.1 ล้านคน รายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นมาที่ 150,118 บาทต่อคนต่อปี ค่าสัมประสิทธิ์จีนีลดลงมาอยู่ที่ 0.48 ดัชนีครอบครัวอบอุ่นเพิ่มขึ้นมาเป็น 63.08 อย่างไรก็ตามอัตราอาชญากรรมเพิ่มขึ้นมาเป็น 551.1 ต่อแสนคน และในปัจจุบัน ประเทศไทยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยถือเป็นยุคของผู้สะสมทรัพย์เนื่องจากผู้นำทำเป็นนักธุรกิจมาก่อน เงินกลายเป็นส่วนสำคัญของสังคม ไม่ว่าจะดำเนินการใดใดย่อมใช้เงินทั้งสิ้น ความมั่งคั่งและร่ำรวยผสานกับลัทธิวัตถุนิยมเป็นตัวแปรสำคัญของสังคมที่จะอยู่รอด การธุรกิจและการค้าถือว่าเจริญเติบโตในทางบวกนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 ตลาดหุ้นของประเทศไทยกลับมาสดใสอีกครั้งในรอบหลายปี ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าค่าครองชีพของผู้คนก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
                โดยผู้เขียนขอคาดการณ์โดยยึดหลักวัฏจักรสังคมของซาร์การ์ว่า อีกในไม่ช้า ปัญหาของสังคมจะประเทศจะเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ความยากจนของประชาชนจะมีมากยิ่งขึ้นจากหลักฐานในปัจจุบันที่ระดับราคาสินค้าไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แก๊สหุงต้ม หรือราคาอาหารเช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู สูงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนจะเริ่มได้รับความเดือดร้อนจากสภาะเศรษฐกิจแบบฟุ้งเฟ้อจนยากที่จะหลีกเลี่ยง แม้สินค้าบางชนิดจะมีราคาแพง แต่ก็มีสินค้าบางอย่างที่มีราคาต่ำรอการรับซื้อของรัฐไม่ว่าจะเป็นราคาข้าวโพดในภาคกลาง ปาล์มน้ำมันในภาคใต้ หรือผักบางชนิด เช่น กระเทียม ในจังหวัดเชียงใหม่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติของรายได้จะเพิ่มมากขึ้น คนรวยจะรวยมากขึ้นจากการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการที่สังคมถูกนำโดยผู้สะสมทรัพย์ ส่วนคนจนจะเดือดร้อนจากระดับรายได้ที่อยู่เพียงระดับยังชีพแต่ต้องแบกรับกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ปัญหาโสเภณีและอาชญากรรมจะสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ยาเสพติดที่ข่าวมีอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นในแต่ละวันจะค่อยบั่นทอนความมั่นคงของสังคมที่สร้างขึ้น หรือการโยกย้ายข้าราชการของนักการเมืองเลือกที่รักมักที่ชัง เช่น ตัวอย่างของปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ โดยเป็นการเด้งแบบฟ้าผ่า ไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบใดๆ ทั้งนี้จะเห็นปรากฎการณ์ที่คนหลายกลุ่มได้พยายามต่อต้านการกระทำดังกล่าวและมาให้กำลังใจปลัดคนนั้นโดยการกระทำเช่นนี้ ซาร์การ์ได้เคยยกตัวอย่างถึงความกล้าหาญของคนในประเทศอเมริกาที่กล้าที่จะประท้วงหรือวิจารณ์การกระทำต่างๆที่ไม่ถูกต้อง และความกล้าหาญนี้เองก็เป็นสัญญาณของยุคนักรบ ท้ายที่สุดสุดสังคมก็จะถูกเปลี่ยนมือจากผู้สะสมทรัพย์ไปยังยุคของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับผู้ใช้แรงงาน โดยในอนาคตจะมีการประท้วงที่รุนแรงเกิดขึ้นซึ่งก็เกิดจากปัญญาชนซึ่งก็คือนักวิชาการจากแวดวงต่างๆ เช่น กลุ่ม Arab Spring ในประเทศอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์หรือตูนิเซีย ในประเทศไทยก็เช่น กลุ่มคนเสื้อหลากสีหรือกลุ่มนิติราษฎร์และกลุ่มอื่นๆที่มีกลุ่มของนักวิชาการและนักรบอยู่เบื้องหลังโดยมีกลุ่มผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ถ่ายทอดสภาวะจิตใจโดยรวมของสังคม หากผู้อ่านได้ลองพิจารณาเวปไซต์หรือการใช้เฟซบุคในปัจจุบันจะพบว่ามีการเคลื่อนไหวที่เป็นพลังเงียบที่คนต่างที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น แสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน พลังเงียบเหล่านี้นับว่าเป็นพลังเงียบที่มีอิทธิพลอย่างมากที่วันหนึ่งสามารถลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติชาติบ้านเมืองด้วยตัวของพวกเขาเองอย่างที่กลุ่มเสื้อการเมืองหลากสีได้กระทำกันในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ยุคของผู้สะสมทรัพย์ร่วมกับผู้ใช้แรงงานจะถูกทดแทนสานต่อและกลับเข้าสู่รูปแบบของวัฏจักรสังคมด้วยยุคของนักรบโดยมีผู้นำที่อาจเป็นทหารหรือตำรวจหรือผู้นำที่มีจิตใจแข็งแกร่ง กล้าหาญ เข้ามาทำหน้าที่เพื่อให้สังคมดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย บทบาทของสตรีจะถูกยกย่องให้สูงขึ้น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ปัญหายาเสพติด โสเภณีจะลดน้อยลงและทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคทอง ทั้งนี้บทความนี้ผู้เขียนไม่ได้มีจุดประสงค์ในการยุยงส่งเสริมให้มีการแตกความสามัคคีหรือซ้ำเติมสถานการณ์ต่างๆของบ้านเมือง เพียงแต่ทำนายตามที่วัฏจักรสังคมที่ซาร์การ์ได้เขียนไว้เท่านั้นเอง ท้ายที่สุดนี้ยุคทองของประเทศไทยจะสอดคล้องกับยุคทองของประเทศอื่นๆที่มีกลุ่มนักรบเป็นผู้นำทางสังคมภายหลังการปฏิวัติสังคมหรือไม่นั้นต้องติดตามต่อไปและเชื่อแน่ว่าหากประชาชนทุกคนในประเทศไทยมีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาประเทศ เมื่อนั้นความปรองดองที่ทุกคนใฝ่ฝันก็จะปรากฏในไม่ช้า

เอกสารอ้างอิง
The new golden age – Ravi Batra
The great depression of 1990 – Ravi Batra  แปลโดย สมบูรณ์ ศุภศิลป์
การปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่รัฐสวัสดิการ วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์
ข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมจากเวปไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

Reforming Thailand to Become a Welfare State (research summary)


                  โดย วรรณพงษ์  ดุรงคเวโรจน์
             It is the fact that there are vast differences in living standards around Thailand. In some regions, most people can get up invigorated in the morning and have a delicious breakfast together with their family while in other regions, most people have to get up early, rush to their paddy fields and get some fatigued after working hard the whole day. Can we reduce this gap between the rich and the poor in Thailand? Most of the developed countries such as Norway, France, Australia are welfare states whose governments provide many benefits to citizens, for example, social security pension, cash, health and education services that enable individuals to have more ability to access the basic needs of life. Thus, Thailand should be reformed to become a welfare state because it would eradicate extreme poverty, improve the well-being and standard of living of our citizens, and contribute to economic growth.
                The first obvious benefit of reforming Thailand to become a welfare state is that it would eradicate extreme poverty. There are several statistic data affirming that poverty rate has been declined in welfare state. The Nordic countries including Norway, Sweden, Iceland, Finland, and Denmark have an apparent reduction in poverty rate after reforming to welfare state. For example, Norway’s poverty rate has been declined from 9.2% of its population in 1960 to 3.7% of its population in 1991. Also, there are many statistic indicators showing that these indicators continually decline such as crime rate, mortality rate. For instance, crime rate in Finland declined from 4.8% in 1980 to 1.5% in 2005. Moreover, inequality has been declined after reforming that welfare could narrow the disparity between the poor and the rich and also emphasize the distribution of income because when the poor have more social welfare, they can raise their social status which means that their material living standards are improved. The poor will also earn more income which can lead to more consumption of their desired commodities and also there choices are extended. For example, supposed my mother gives me more money, I can buy more goods I want. So, the social problem – poverty – will be more or less solved when reforming to welfare state.
                Welfare state would also improve the well-being and standard of living of citizens. It enhances the economic variables which are the indicators of prosperity such as Gross National Product (GDP). Individuals have more income per month so it contributes to an increase in per capita Gross National Income (GNI) – it is economic variable as well. Furthermore, it boosts the domestic consumption, production and also investment. For instance, when the labors get welfare, their physical and mental capabilities are improved and they can work more that in turn increases their output produced. In general, tax is government revenue that it is levied on income and consumption in term of VAT. So, when people have more income, they buy more and they is required to pay more tax which means that the government tax revenue will increase. Government can spend this increased revenue to finance other projects or transfer it back to the poor. Moreover, it enhances the non-economic variables which are the indicators of quality of life of citizens such as literacy rate, infant mortality rate. Thus, literacy rate in Thailand tends to increase because the welfare state provides not only cash but also services to individuals such as free health care, free tuition of primary and secondary school. For example, government has to provide schools for children in rural areas and subsidize their cost of schooling not only fee but also uniform, textbook and so on. In addition, life expectancy would be longer due to an improved level of living and health care would be served more to citizens provided by government. Additionally, the unemployment insurance makes sure that labor will be protected as the unemployment insurance is a mutual funds that give labor a cash when he or she layoffs or be fired. So, it guarantees the uncertain labor’s status.
                Reforming to a welfare state would contribute to economic growth. It benefits the economic development as we have more productivity of labor due or labor’s improved health and education. They can work longer and produce more output. So, we can produce more goods to sell in the market and it will raise the Gross Domestic Product (GDP). Also, welfare helps improve the whole economic system in our country by fulfilling or completing the conditions in every market including labor market, goods and services market, and money market. Besides, our economic system would be sustainable. We have an effective human capital because when we invest in human capital through health and education projects, Thai people have a better education, health and social status. Also, the use of natural resources would be developed because we learn how to maximize method of use through education and we know what the best way to do, to implement, and to live. Additionally, the high technology would be used to expand the production system in factory as we have more knowledge about our economy and we can purchase the advanced technology from industrialized countries such as Germany, Japan. Hence, when we can use high technological process, our production progress develops and grows faster than the past and in turn contributes to economic growth as well. Then, our nation wealth would distribute more to citizens. When the disparities between the rich and the poor are narrowed, the political conflict or social chaos would be reduced or eliminated. We would live together happier. We have to sacrifice our work time to protest about social inequalities if nation’s wealth is unevenly distributed.
                As you can see, it is quite useful to reform Thailand to become a welfare state. The elimination of penury is able to take place in our country. Also, people’s prosperity, happiness and living standard could be ameliorated. Lastly and more importantly, our economy would be in the path of economic growth and in turn benefits everyone.
                The problem of poverty is one the most crucial social issue that persists in Thailand for a long time. The gap between the business elite in Bangkok metropolis and the farmer in rural areas is large. The reason may be that in the past we have the bureaucratic system that divides people into several classes. We have inferior people and superior people. Although, we have slave emancipation in period of King Chulalonglongkorn, Rama V, the social in nowadays is not different from the past but now we use money to judge and classify people. Suwit Mesinsee, Sasin institute, Chulalongkorn University said that Thailand has large income inequalities between the top quintile and the bottom quintile. The top people including manager of firm, employer hold the 69% nation’s wealth while the bottom people including farmer, labor hold only 1% of nation’s wealth. Moreover, the uneven distribution is not only income but also education, health, opportunity, political voice, and the rights of man that could lead to the conflict or social chaos, for example, the mob to protest about the low price of agriculture output or crime rate – when people have no money and our society is materialism that attracts robber to snatch it. Furthermore, Thailand is aging society that there are more than 8 million people whose age is over 60 years old as 11% of all our population. Soaring to aging society is needed for government to pay attention about them because 40% of old people in Thailand still work and 90% of them are informal worker which means that they do not get any social welfare except the 500 baht a month which is inadequate to live in this world today.
                We can deny that every countries want economic growth which means that we want growth in Gross National Product (GDP) or real per capita income. Although Thailand is in the path of economic growth, it is only dimension about the overall income on average increase. It does not mean the poor in rural areas have more opportunities to access the basic needs of life. Increased income may stem from the top quintile and this nation’s wealth is concentrated on the rich rather than the poor. However, if we consider the U.N. measurement - Human Development Index (HDI) which there are the three dimensions including longevity (Life expectancy), Knowledge (Adult literacy and educational enrollment), and standard of living (GDP at PPP), Thailand HDI 2011 is 0.682 higher than 2010 0.680. It is very low when we compare with developed countries, for example, Norway’s HDI is 0.943 and Australia’s HDI is 0.929. Even though HDI does not show about the social unrest and there are some faults but it indicates that our country is less developed and also grows slower than those developed countries. Also, if we consider the Thailand poverty line in 2010 is 1,678 baht per month that increases from 1,586 in 2009. There are 5.1 million people live below this poverty line as 7.75% of overall population in Thailand while the average income of Thai population is 12,510 baht per month. This difference emphasizes that the general people spend 12,510 a month that they can afford goods and services desired while the 5.1 million people have to spend only 55.93 baht a day to survive. This income inequality lead to the Gini Coefficient Index that measure the proportion of national wealth that is distributed proportion of population. In 2010, Gini Index in Thailand is 0.48. It is higher than the acceptable rate at 0.4 and it’s relatively high when comparing with developed countries, for example, Sweden’s Gini Index is 0.230. If we roughly consider about average income and Gini Index, we found that we have a better situation than the past. But if we consider the other indicators such as crime rate in Thailand, it is crucial. Crimes in Thailand in 2010 are 551,100 people that higher than in 2009 which crimes are 516,700 people. Also, the Warm-family Index is declined from 63.18 in 2011 to 63.08 in 2010.
                According to these problems, researcher would like to know about the ways to reform Thailand to become a welfare state so as to implement the social problems and also the structure of tax system, education system, health system. Furthermore, the demand for social welfare is beneficial for policy makers to consider and get relevant to their strategies. Researcher believe that welfare state can solve the chronic problem in Thai society including the penury, the income inequalities, different social status, crime rate and also enhances and restore Thai economy to grow steadily and prepare the path to be a developed countries in the coming future. In conclusion, researcher view welfare state as a stable mechanism defending Thai citizens, society, economy from economic crisis in the future.
4. Purposes of the study
            4.1 To analyze the structure of Thailand’s welfare including education system, health system, and tax system and also the situation of penury in Thailand.
                4.2 To find the social demand for social welfare and the statement of existing social welfare problem.
                4.3 To find the ways for Thailand to become a welfare state.
                4.4 To propose the ways to develop Thai citizen’s living standard.
5. Research Methods
            There are two methods of study. Firstly, researcher uses the secondary data to analyze the situation of poverty and structure of social welfare in Thailand. Researcher uses several sources of data sought in library and internet and then compares the data each other so as to derive the unbiased information. The data collected consists of the tax system, education system, health system, national income per capita,  Gross National Product (GDP), Gross National Income (GNP), poverty rate, poverty line, numbers of  the poor whose income lie below the national poverty line (threshold), Gini Coefficient, Human Development Index (HDI), Warm-family index, crime rate and the social welfare in Thailand and also the statistic data in other countries, for example, Finland, Norway, Germany, France and so on. Most of the Thailand’s data is in term of statistic data from the Thailand Development Research Institute (TDRI) and the National Statistic Office of Thailand (NSO).
                Secondly, researcher uses the primary data from questionnaire to observe about the social demand for welfare. The research populations are 11,437. According to Taro Yamane, at confidence level 95% or alpha 0.05, there are 400 samples. Researcher use the stratified random sampling and accidental sampling to divide the samples into four groups including government officer, university routine officer, university casual officer and routine worker. Additionally, there are many statements including the current received social welfare, the satisfaction of existing social welfare within 5 years, demand for additional social welfare, demand for reforming Thailand to become a welfare state, opinion about the society such as inequalities, tax, the willingness to pay and the desired percentage of salary per month to sacrifice to government so as to provide more social welfare, social problem that respondent are facing now and also the demand for social welfare that respondent has to rank the most preferred social welfare. For research instruments, researcher uses several techniques including open ended question, close ended question through check – list, ranking question, and rating scale followed the Likert scale. The information was analyzed in or to find the statistic value including mean, median, mode, percentage, and test the relationship with Pearson’s chi-square test.


6. Results
            There are six fields of result. Firstly, from the study of Thailand’s tax structure, researcher found that Thailand’s tax structure is different from other developed country’s structure, for example, the U.S.’s tax structure heavily relies on individual income tax, ad valorem while Thailand’s tax structure heavily relies on value-added tax and corporate income tax. In fact, we should heavily impose the tax liability on income as individual income tax because it affirms the government revenue because most people have monthly salary. Furthermore, the exemption of Thailand’s tax structure is likely to coddle the upper- and high- income through insurance or investment in LTF and RMF. In 2010, there are 9 million people send the personal income tax return but the actual tax payers are only 2.3 million people because when the income was exempted, their income is less than ฿150,000 which means that they have not to pay tax in that year. If government does not want to face the problem of deficit, there are two possible ways. The first is to reduce the government expenditure. The latter is to raise their revenue through taxation. Individual income tax reform is required for Thai government to have enough income so as to finance the government outlay. Secondly, from the study of Thailand’s education structure, researcher found that the compulsory education in Thailand is 9 years that it is very low. Knowledge in grade 3 is useless when those children come to labor market. Education is one of the human capital that have direct befit accrue to learner and social benefit in term of positive externality. Thus, the compulsory education should be at least 15 years or grade 9. However, government can also develop an incentive-policy to encourage people to send their children to school rather than working, for example, government can subsidize the school tuition or special funds to family sent their children to primary and secondary school. Thirdly, from the study of Thailand’s health structure, researcher found that there is universal free health cover the whole population in Thailand. Everyone benefits this scheme and it is easier than using gold card in hospital. Citizens have not to do gold card but admit directly to any government general hospital or public hospital. However, government should provide every health care service to citizens without any exemption such as transplantation or mental problem. Also, government should have consider the elderly that can not conveniently go to hospital by sending doctor to cure them at home at least 2 time per years in order to check the health status of community. Fourthly, from the study of Thailand’s existing social welfare, researcher found that there are many social welfare provided by government now covered the eleven groups of people. For example, the low-cost housing project, the foster home for vagrant, trafficking, HIV person, elderly, tramp child and so on. However, it is inadequate because it is served to some province not all of regions in Thailand. For example, the impoverished-women organization that locates in only eight provinces. It is not covered throughout the country. The concept of social welfare is not deliberately care only the impoverished people but also the overall citizens so as to develop human capital meanwhile it is necessary to have a good performance in economic activity. Fifthly, from the study of Thailand’s poverty situation and income inequalities, researcher found that Thailand has a better situation in poverty rate because it steady declines very much. However, nowadays, there are 5.1 people spend less than ฿1,678 per month – it declines from 15 years ago that Thailand has 10.7 people spend less than ฿838 per month. Moreover, the Gini Index showing about the inequality in distribution of income declines a little from 0.52 in 1994 to 0.48 in 2010. However, even though the poor and income inequalities have a better scene but the Warm-family Index and Crime rate is worst. Warm-family Index declines from 66.28 in 2011 to 63.08 in 2010. Also, people who are crime increase from 304 people per hundred thousand people in 2001 to 551.1 people per hundred thousand people in 2010. Thus, we can say that our citizen’s living standard is better than the past due to decreased poverty and income inequalities but the social unrest is likely to be more severe as well. Sixthly, from observing through questionnaire, we found that samples 74.8% are moderately satisfied the social welfare provided by government within 5 years. Samples 96.3% want more social welfare from government and 95% want Thailand to become a welfare state. Samples 84.3% desire to pay more to help finance government expenditure for providing welfare and the 42.5% of agreed people with reforming desire to pay 5% of their income. Samples 71.5% are facing the standard of living problem such as poverty, inequalities and high cost of living. Also, samples 65.5% want in-cash benefit social welfare assistance from government. Consequently, this research is a good guideline for government to develop the policy so as to improve the citizen’s living standard and develop the country in the future.