ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิเคราะห์ภาษีคนโสด


เมื่อย้อนดูงานวิจัยของนักวิชาที่เสนอ "ภาษีคนโสด" นั้น ไม่แปลกใจที่ทำไมถึงเกิดความคิดนี้ขึ้นเพราะคนเสนอเป็นนักเศรษฐศาสตร์กระแสรอง แนวสวัสดิการสังคม คุ้นเคยกับฟังก์ชันของจอห์นรอลส์ รัฐสวัสดิการ และการเก็บภาษีเป็นอย่างไร เข้าใจ "แขนสองข้าง" ของรัฐบาล 

ในอดีต มี Tax for childlessness ใน สหภาพโซเวียต(1941) และส่งต่อมายังรัสเซียและยูเครน
และประเทศไทยเคยมี "ภาษีชายโสด" มาแล้ว


ทั้งนี้ มีความจริง 2 ข้อ ที่ต้องเข้าใจ1. ภาษีคนโสด ยังคงเป็นแนวความคิดที่ยังไม่ลงลึกถึงรายละเอียด คำว่าภาษี มันติดปากนักเศรษฐศาสตร์สายนี้อยู่แล้ว ขอยืนยัน ภาษีคือหนึ่งใน Economic incentive ที่นับว่าได้ผลอย่างหนึ่ง

2. ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะประชากรเกินกว่าร้อยละ 10 มีอายุเกิน 60 ปี แต่ยังไม่รุนแรงดังในญี่ปุ่น ในความเป็นจริง นโยบายกระตุ้นการมีครอบครัวมีหลายนโยบาย เราสามารถใช้ Economic Incentive มาเป็น "motive" เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลฝได้ เช่น นโยบายส่งเสริมการมีบุตร รัฐเข้ามา subsidize ราคาอุปกรณ์การเรียน ค่าตำรา เป็นต้น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับความสำเร็จไว้อย่างมากมาย

ดังนั้น "ภาษีคนโสด" ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เราอาจไม่คุ้นเคยกับวิธีการของ Economic Incentive เท่านั้นเอง 

2. ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะประชากรเกินกว่าร้อยละ 10 มีอายุเกิน 60 ปี แต่ยังไม่รุนแรงดังในญี่ปุ่น ในความเป็นจริง นโยบายกระตุ้นการมีครอบครัวมีหลายนโยบาย เราสามารถใช้ Economic Incentive มาเป็น "motive" เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลฝได้ เช่น นโยบายส่งเสริมการมีบุตร รัฐเข้ามา subsidize ราคาอุปกรณ์การเรียน ค่าตำรา เป็นต้น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับความสำเร็จไว้อย่างมากมาย 
ดังนั้น "ภาษีคนโสด" ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เราอาจไม่คุ้นเคยกับวิธีการของ Economic Incentive เท่านั้นเอง 2. ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะประชากรเกินกว่าร้อยละ 10 มีอายุเกิน 60 ปี แต่ยังไม่รุนแรงดังในญี่ปุ่น ในความเป็นจริง นโยบายกระตุ้นการมีครอบครัวมีหลายนโยบาย เราสามารถใช้ Economic Incentive มาเป็น "motive" เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลฝได้ เช่น นโยบายส่งเสริมการมีบุตร รัฐเข้ามา subsidize ราคาอุปกรณ์การเรียน ค่าตำรา เป็นต้น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับความสำเร็จไว้อย่างมากมาย ดังนั้น "ภาษีคนโสด" ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เราอาจไม่คุ้นเคยกับวิธีการของ Economic Incentive เท่านั้นเอง 



ข้อดี เพิ่มรายได้รัฐ , กระตุ้นการมีครอบครัว, มี labor force, สามารถคาดหวังการขยายการผลิตในอนาคตได้

 ข้อเสีย ภาษีมี deadweight loss สูง, ผลกระทบทางอ้อมเชิงลบต่อภาคส่วนอื่น , ภาระประชาชนเพิ่มในกรณีคนที่ยังโสด , และสุดท้าย ไม่อาจคาดหวังผลด้านการเพิ่มประชากรที่มีคุณภาพ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …