ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

มาตรการรับมือบาทแข็ง



วรรณพงษ์   ดุรงคเวโรจน์
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือเรื่อง Foreign Market Determination หรือการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนนั้นอยู่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย  ปัจจัยทางด้านบัญชีเดินสะพัด เป็นต้น หรือสามารถแบ่งได้เป็นอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ ในกรณีของประเทศไทย ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นมาจากการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศเนื่องมาจากนักลงทุนต่างชาติมีแรงจูงใจด้านผลตอบแทนจากความแตกต่างกันของผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยที่สูงกว่าในไทยทำให้มีเงินไหลเข้าเป็นจำนวนมาก เป็นผลทางด้านอุปทานทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนมีความเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนย่อมกระทบต่อการส่งออกและการนำเข้า เพราะอัตราแลกเปลี่ยนหมายถึงกฎเกณฑ์ในการซื้อ-ขายสินค้าระหว่างสองประเทศ หากเงินบาทแข็งค่า สินค้าไทยในมุมมองผู้บริโภคต่างชาติจะแพงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราแลกเปลี่ยนอยุ่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สินค้า A ของไทยราคา 30 บาทส่งออกไปที่ประเทศสหรัฐ ผู้บริโภคชาวอเมริกันจะใช้เงิน 1 ดอลลาร์ในการซื้อสินค้าดังกล่าว หากอัตราแลกเปลี่ยนแปลงไปโดยที่ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น เช่น 29 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ และกำหนดให้สินค้าไทยที่ส่งออกมีราคา 30 บาทเท่าเดิม ผู้บริโภคชาวอเมริกันจะต้องใช้เงินมากกว่า 1 ดอลลาร์ในการซื้อสินค้าดังกล่าว การที่ค่าเงินของเราแข็งค่า จึงเปรียบเสมือนว่าสินค้าของเรานั้นแพงขึ้นทั้งที่ขายในราคาเท่าเดิม ในทางกลับกัน สินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาจะถูกลงในสายตาของคนไทย ยกตัวอย่าง สินค้า B ขายในราคา $5 ในกรณีอัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ เราใช้เงิน 30 x 5 = 150 บาทในการซื้อ หากอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 29 บาทต่อดอลลาร์ เราใช้เงินเพียง 29 x 5 = 145 บาท ดังนั้นสินค้า B จึงมีราคาถูกลงในสายตาของคนไทย แม้ price tag จะยังคงเท่าเดิมก็ตาม โดยสรุป หากค่าเงินประเทศใดแข็งค่าขึ้น Export จะได้ความเสียหาย และ Import จะมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ในทางกลับกัน หากค่าเงินประเทศใดอ่อนค่าขึ้น Export จะดีขึ้นและ Import จะแย่ลง เราจึงสามารถสังเกตข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ว่าหากเมื่อไหร่ก็ตามที่ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ผู้ส่งออกมักออกมาเรียกร้องให้แบงค์ชาติดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ส่งออกมักทำประกันค่าเงินไว้แล้ว ผู้เขียนจึงมองว่าการออกมาเรียกร้องเป็นแค่การป้องกันความเสี่ยงที่ค่าเงินจะแข็งค่าระยะยาวเท่านั้นเอง
ทั้งนี้การที่ค่าเงินอ่อนค่าลงนับเป็นผลดีต่อการส่งออก การพยายามทำให้ค่าเงินของชาติตนเองอ่อนค่าไว้นั้นเป็นการทำลายตลาดส่งออกของ trading partner เช่นกัน (กรณี Currency War) เมื่อค่าเงินอ่อนลง ส่งออกได้มากขึ้น contribute ไปให้ GDP ผลงานก็ตกเป็นของรมว.คลัง ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจ หากเห็นนักการเมืองพยายามแทรกแซงแบงค์ชาติให้ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง นอกจากนี้ในกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าจะทำให้ตัวเลขมูลค่าของ GDP ต่ำกว่าที่คาดหมาย (expected value) เนื่องมาจากหน่วยคูณในการคำนวณปริมาณสินค้าและบริการมีมูลค่าหน่วยลดน้อยลงนั่นเอง (เป็นที่มาของการจัดทำ exchange rate at PPP)
สำหรับประเทศไทย ระบบอัตราแลกเปลี่ยนนั้นเป็นระบบ Managed Floating Exchange Rate System หรือลอยตัวอย่างมีการจัดการ สามารถควบคุมค่าเงินไม่ให้ผันผวนได้จากการเข้าแทรกแซงทางด้านอุปสงค์จากแบงค์ชาติ แต่ไม่บ่อยนักที่จะเห็นการแทรกแซงลักษณะนี้เพราะต้องอาศัยความมั่นคงของตลาดพอสมควร จากที่กล่าวข้างต้น สำหรับการที่ค่าเงินบาทในช่วงนี้มีการแข็งค่าขึ้นเป็นผลมาจากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่แสวงหากำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าในประเทศไทย สูตรที่ง่ายและนิยมใช้กันมากคือการลดอัตราดอกเบี้ย การลดอัตราดอกเบี้ยคือการลดผลตอบแทนของการเข้ามาลงทุน ลดแรงจูงใจของนักลงทุนต่างชาติ สามารถเห็นผลได้โดยตรง และดูเหมือนว่าวิธีการนี้จะเป็นวิธีการที่ดี อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยดังกล่าวที่จะลดคือดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นเมื่อลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อดอกเบี้ยอื่นๆภายในประเทศ มีผลทำให้กระทบต่อประชาชนในประเทศไทย ยกตัวอย่างเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น คำถามคือมีวิธีการอื่นอีกไหมในการจัดการอัตราดอกเบี้ย สำหรับประสบการณ์เรื่องการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น มีดังนั้น ประเทศสิงคโปร์ใช้วิธีที่เรียกว่า Capital Control ผ่านการเก็บภาษีจำนวน 10% ต่อการซื้อ Property Paper โดยนักลงทุนต่างชาติ ประเทศบราซิลเก็บภาษีในการซื้อขายในตราสารของนักลงทุนต่างชาติ ซาอุดิ อาระเบีย ใช้วิธีเก็บภาษีใน Remittance สวิซเซอร์แลนด์ใช้วิธีแทรกแซงค่าเงินโดยตรง คำถามคือว่าแล้ว Capital Controls นั้นมีประสิทธิภาพจึงหรือไม่ จากงานวิจัยของ IMF และ World Bank พบว่า Capital Controls เป็นการแก้ไขเพียงระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ Gary Becker และศาสตราจารย์ John Huizinga กล่าวว่า นโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลังคือการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง นโยบายทางการเงิน เช่น การพิมพ์พันธบัตรรัฐบาลหรือ QE ในการทำให้ค่าเงินอ่อนลง เงินเฟ้อจะสูงขึ้นจากปริมาณเงินในระบบและทำให้ผลกระทบจากค่าเงินแข็งค่าลดลง นโยบายทางการคลังผ่านการลงทุนระยะยาวของรัฐบาล เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างสำหรับสองวิธีการนี้คือการแก้ไขปัญหาในประเทศชิลี ในปี 2543 นอกจากนั้นจากการแนะนำของคุณธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล อดีตรมว.คลัง กล่าวว่าการกำหนดปริมาณเงินทุนไหลเข้าสามารถแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทได้เช่นกัน ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่า ถึงแม้ว่า Capital Controls จะเป็นมาตรการระยะสั้นสำหรับการแก้ไขค่าเงินแข็งค่า แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าและผลกระทบใน-ภาพกว้างน้อยกว่าวิธีการลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม วิธีการแก้ไขระยะสั้นควรทำพร้อมกับการแก้ไขระยะยาว โดยส่วนตัวเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเฝ้าระวังและมีเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมากเพียงพอที่จะจัดการปัญหา และสาเหตที่ยังไม่มีการจัดการใดๆ ก็น่าจะเนื่องมาจากการการพยายามหลีกเลี่ยงการแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศซึ่งนำไปสู่ปัญหา Market Failure ได้ เมื่อ Laissez – Faire หรือ Free Market Mechanism ของอดัม สมิทธิ์ ยังคงถูกเชื่อถือทั้งในตลาดสินค้าและบริการ ตลาดทุน ตลาดเงิน  การไม่ตื่นตระหนกมากจนเกินไปและการเฝ้าระวังนับเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาค่าเงินแข็งค่าในปัจจุบัน















Reference:Yarbrough, Global Economy and Shann Saeed, Capital Controls

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …