ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เปิดเผยความจริง : ดัชนีการพัฒนามนุษย์ กรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบ ประเทศไทย กับ ประเทศพม่า

                                 
                            ต้องเกริ่นก่อนว่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ หรือ Human Development Index (HDI) คือดัชนีที่บ่งบอกถึงการพัฒนาใน 3 ด้านได้แก่ ด้านสุขภาพ (วัดจาก Life Expectancy หรืออายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร) ด้านการศึกษา (วัดจาก Adult Literacy rate หรืออัตราการอ่านออกเขียนได้ และ การเข้าชั้นเรียนโดยเฉลี่ย) ด้านเศรษฐกิจ (วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GDP โดยแปรค่าแบบ PPP) ทั้ง 3 ตัวชี้วัดนี้นำมาประกอบเป็นดัชนีการพัฒนามนุษย์ โดยค่า HDI จะมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 โดยสามารถจัดการพัฒนามนุษย์ตามค่า HDI ได้เป็น 4 ประเภท คือ กลุ่มที่มีการพัฒนามนุษย์สูงมาก (High Human Development) โดยมีค่า HDI มากกว่า 0.9 ขึ้นไป, กลุ่มที่มีการพัฒนามนุษย์สูง (High Human Development) โดยมีค่า HDI อยู่ระหว่าง 0.8 – 0.9 , กลุ่มที่มีการพัฒนามนุษย์ปานกลาง (Medium Human Development) โดยมีค่า HDI อยู่ระหว่าง 0.5 – 0.8 , และกลุ่มที่มีการพัฒนามนุษย์ต่ำ (Low Human Development) โดยมีค่า HDI ต่ำกว่า 0.5 และนอกจากนี้ ค่า HDI สามารถแบ่งแยกระหว่าง ประเทศที่มีการพัฒนามากกว่า (More-Developed Countries, MDCs) ได้แก่ ประเทศดัชนีการพัฒนามนุษย์สูงและสูงมาก และ ประเทศที่มีการพัฒนาน้อยกว่า (Less-Developed Countries, LDCs) ได้แก่ ประเทศที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ปานกลางและต่ำ
                จากการศึกษาดัชนีการพัฒนามนุษย์ใน Human Development Report 2011 ของ UNDP พบว่า
1. ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของประเทศไทยอยู่ที่ 0.682 ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ปานกลาง ซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้วคือ 0.680 ในส่วนของประเทศพม่า ดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่ที่ 0.483 ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ต่ำ ซึ่งเพิ่มจากปี 2010 คือ 0.479
2. อายุขัยโดยเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 74.1 ปี และพม่าอยู่ที่ 65.2 ปี
3. ค่าเฉลี่ยการเข้ารับการศึกษาของประเทศไทยอยู่ที่ 6.6 ปี ส่วนประเทศพม่าอยู่ที่ 4 ปี
4. รายได้มวลรวมวัดแบบ PPP ของประเทศคือ 7,694 ล้านเหรียญ พม่าอยู่ที่ 1,535 ล้านเหรียญ
                จะ ดัชนีเบื้องต้น ดูเหมือนว่า ดัชนีชี้วัดต่างๆของประเทศไทยนั้นสูงกว่าประเทศพม่าในทุกกรณี แต่มีประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์สาขาการพัฒนาการเศรษฐกิจ นักวางแผนนโยบาย นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปควรทราบ ดังนี้
1. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 จนกระทั่งปี ค.ศ. 2012 อัตราการเพิ่มขึ้นของพม่าในดัชนีการพัฒนาการมนุษย์คือ 73% ขณะที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีเพียงแค่ 40%
2. จากช่วงระยะเวลาดังกล่าว อายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรในประเทศพม่า เพิ่มขึ้น 10.1 ปี ขณะที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น 8.6 ปี
3. รายได้ต่อหัวของประชาชนชาวพม่าเพิ่มขึ้น 322% แต่รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นเพียง 248%
4. แต่ในด้านการศึกษานั้น จำนวนปีที่คนไทยเข้ารับการศึกษาเพิ่มขึ้น 4.4 ปี แต่พม่าเพิ่มขึ้นเพียง 3.1 ปี
                สิ่ง ที่น่าสนใจคือ หากประเทศพม่าสามารถรักษาอัตราการเพิ่มขึ้นในตัวชี้วัดดังกล่าวนี้ก็จะไป เสริมสร้างให้ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของประเทศพม่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างระหว่างค่าดัชนีการชี้วัดระหว่างไทยและพม่าจะเริ่มแคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของประเทศพม่าอาจแซงหน้าประเทศไทยได้ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่หากเราไม่ให้ความสำคัญตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจพ่ายแพ้เพื่อนบ้านก็เป็นได้
                อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในปี 2011 สูตรการคิดคำนวณของ HDI นั้นเปลี่ยนไป ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่า การเปรียบเทียบค่าดัชนีชี้วัดดังกล่าวระหว่างปีที่ผ่านมากับปีปัจจุบันนั้น อาจ mislead เราให้หลงทาง ไปได้ และอีกเรื่องหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ในปี 2010 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 92 จาก 169 ประเทศ โดยมีค่า HDI อยู่ที่0.680 แต่ในปี 2011 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 103 จาก 187 ประเทศโดยมีค่า HDI อยู่ที่ 0.682 ทั้ง นี้ การพูดว่า ประเทศไทยมีดัชนีการพัฒนามนุษย์นั้นมองผิวเผินอาจจะจริง แต่อาจดูถึงเงื่อนไขต่างๆแล้ว มีความเป็นไปว่า สูตรที่เปลี่ยนใหม่ทำให้ค่า HDI มีการปรับฐานกันใหม่ หรือ 18 ประเทศที่เข้ามาใหม่ในปี 2011 อาจเข้าไปแทรกและทำให้ดูว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ลดน้อยถอยลง
                อีกหนึ่งค่าที่ HDR แสดงคือค่า Inequality-adjusted HDI (IHDI) โดยเป็นการนำเอาเรื่องของความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรผลผลิตของการพัฒนามนุษย์เข้ามาคำนวณด้วย โดยเป็นการปรับค่าจาก HDI เดิมให้มีการคำนึงถึงเรื่องของความเท่าเทียมด้วยเพราะก่อนหน้านี้ HDI ถูกโจมตีในแง่ของการปกปิดความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรต่างๆ ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทย HDI เดิมอยู่ที่ 0.682 แต่เมื่อปรับค่าของความเหลื่อมล้ำแล้วนั้น ค่า IHDI ลดลงเหลือเพียง 0.537 โดยลดลงไป 21.3% แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามที่ค่า HDI เดิมคือ 0.593 และค่า IHDI อยู่ที่ 0.510 โดยลดลงไปแค่ 14% ซึ่งในจุดนี้ ผู้เขียนขอตั้งคำถามปิดท้ายไว้ว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ค่า IHDI จะเป็นตัวสะท้อนหรือกลายเป็นดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำตัวใหม่แทนที่ Gini Coefficient ที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน และอย่างไหนจะแน่นอนและเที่ยงตรงมากกว่ากัน..

เอกสารอ้างอิง - Human Development Report ปี 2011 โดย UNDP
Development Economics - Barbara
Development Economics - Todaro

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …