ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เงื่อนไข IMF ปี 2540

                      บทความโดยวรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์
             จากวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจในประเทศไทยโดยเริ่มส่อแววตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2539 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง”  ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดมาจากหลายส่วนทั้งในตลาดเงินทุน ตลาดหุ้น และตลาดสินค้าและบริการ ปัญหาการเข้าสู่แนวคิด Globalization ที่รวดเร็วและขาดพื้นฐานที่ดี การพยายามเปลี่ยนรากฐานของประเทศจากเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมโดยขาดการวางแผนและการเตรียมความพร้อมที่ดีนำไปสู่กับดักของทุนนิยมในที่สุด ทั้งนี้เรื่องใช้เงินเพื่อพยุงค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไปเป็นนโยบายตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์มหภาคซึ่งสามารถรักษาระดับของค่าเงินไว้ได้แต่เนื่องจากปัญหาต้มยำกุ้งในครั้งนั้นมีปัจจัยอื่นมากมายทำให้ทิศทางการแก้ไขไม่เป็นไปตามที่กราฟและทฤษฏีว่าไว้จนทำให้เกิดเป็นปัญหาการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย  ทั้งนี้วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งครั้งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นฟองสบู่ของระบบเศรษฐกิจ ฟองสบู่หมายถึงการที่สินค้าและบริการรวมถึงราคาของหุ้นได้พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องซึ่งเกิดมาจากปัญหาด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดสินค้าและตลาดหุ้น(นักลงทุนที่ปั่นราคา)พร้อมกันช่วยกันผลักดันให้ระดับราคาของสินค้าทั้งระบบสูงขึ้น ฟองสบู่นี้ได้กลายเป็นอุปสงค์เทียมและสุดท้ายฟองสบู่ก็ได้แตกในปี พ.ศ. 2540 เงินทุนของนักลงทุนจากต่างประเทศทยอยนำเงินออกนอกประเทศ (นำโดยจอส โซรอส ซึ่งผู้เขียนไม่โทษว่าเป็นความผิดของเขาเพราะหากเราเป็นนักลงทุน เมื่อลงทุนอะไรซักอย่างแล้วเห็นทีท่าไม่ดี การถอนเงินทุนออกย่อมเป็นเรื่องธรรมดา) เมื่อมีการนำเงินออกนอกประเทศอย่างมากผลักดันให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวอย่างมาก เราพยายามรักษาระดับโดยใช้เงินเข้าอุดเพื่อพยุงไว้แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานกฎของอุปสงค์และอุปทานของเงินทุนได้ ท้ายที่สุดแล้วทำให้ประเทศไทยต้องทำการกู้เงินจาก IMF เป็นครั้งที่ 5 หลังจากกู้มาแล้วในปี พ.ศ. 2521, 2524, 2525, และ 2528 โดยในครั้งนี้ได้กู้จำนวน 5.1 แสนล้านบาท โดยแลกกับเงื่อนไขมากมายที่รัฐบาล ธนาคารกลาง ภาคเอกชนต้องยอมทำตาม อย่างไรก็ตามแม้เงินที่กู้มานี้ ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเติมเงินทุนสำรองที่เสียไปจากการพยุงค่าเงินบาท ไม่ได้ใช้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจซักเท่าไหร่ ทั้งนี้ในส่วนของเงื่อนไข ผู้เขียนได้รวบรวมมาดังนี้
1. แยกบริษัทเงินทุนที่ดีออกจากบริษัทเงินทุนที่มีปัญหาออกจากกัน ทำให้มีการปิดสถาบันการเงินที่อ่อนแอลงซึ่ง 56 แห่ง อย่างไรก็ตามเมื่อมีข่าวลืมว่าแบงค์จะล้ม คนเริ่มไม่เชื่อถือในความมั่นคงของสถาบันการอีกต่อไป ทำให้คนทยอยถอนเงินอย่างต่อเนื่อง จึงมีการประกาศรับประกันเงินฝากเกิดขึ้น แต่เมื่อรัฐบาลสั่งปิดสถาบันการเงิน กองทุนฟื้นฟูจึงไปหาเงินที่จะจ่ายให้กับผู้ฝากเงินกับสถาบันที่ถูกปิดซึ่งสร้างหนี้ให้กับกองทุนฟื้นฟูมาจนกระทั่งปัจจุบัน 
2. เปิดเสรีการค้า
3. แก้กฎหมายให้ต่างชาติเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นได้และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ถูกลดลงมาครึ่งหนึ่งทำให้ต่างชาติเข้าครอบครองกิจการภายในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจการเงิน ธุรกิจคมนาคม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
 4. ปัญหาความโปร่งใสในสถาบันการเงินทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยขาดมาตรฐานความเป็นสากล ตลาดการเงินไทยขาดความเชื่อถือ ดังนั้นบริษัทในประเทศที่ต้องการเงินทุนจากนอกประเทศต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในทุกธุรกรรม
 5.นโยบายการเงินเข้มงวด มีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทลดลงไปมากกว่าเดิมและป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันกันลดค่าเงินเพื่อแย่งชิงการส่งออก  
6. นโยบายการคลังเข้มงวด ใช้นโยบายเกินดุล (บางแหล่งให้ข้อมูลว่าใช้นโยบายสมดุลซึ่งก่อให้เกิดปัญหาว่า ตามทฤษฏีแล้วเมื่อยามเศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอย ควรใช้นโยบายขาดดุลเพื่อส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจถูกกระตุ้นและฟื้นฟูได้เร็ว) มีการขึ้นภาษีไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพษามิตน้ำมัน ภาษีไวน์ ภาษีเบียร์ ภาษีบุหรี่นำเข้า ภาษีน้ำหอม ภาษีป้ายรถยนต์ ภาษีผ้าขนสัตว์  และมีการให้กรมที่ดินเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์แทนกรมสรรพากร 
7. ตั้งสถาบันการเงินใหม่ๆเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงของสถาบันทางการเงินเอกชน เช่น สถาบันประกันเงินฝาก สถาบันการเงินกันเงินสำรองและเพิ่มทุน เป็นต้น 
8. การแปรรูปจากองค์กรรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรเอกชน (Privatization) อย่างไรก็ตาม หากแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กรเอกชนแล้ว ต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้ซึ่งในเรื่องการแปรรูปนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ (ข้อ10) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “กฎหมายขายชาติ” 
9. ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว (Float Exchange Rate) 
10. ออกกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับในสมัยนายกชวน หลีกภัย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้แก่  
1. พระราชบัญญัติเช่าอสังหาริมทรัพย์การพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542
2. พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543
3. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2542
4. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542
5. พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542
6. พระราชบัญญัติการประกอบกิจการธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
7. พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542
8. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2542
9. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542
10. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2542
11. พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542


            อย่างไรก็ตามจากนโยบายเงินและคลังที่เข้มงวดก่อให้เกิดปัญหากับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น อย่างไรก็ตามนอกจากการกู้เงินจาก IMF แล้วรัฐบาลยังได้กู้เงินจากประเทศญี่ปุ่นในชื่อที่ว่า มิยาซาวา แพลนในปี 2541 เพื่อสร้างเสถียรภาพในภาครัฐและเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจรวมถึงภาคการผลิต สนับสนุนผู้ประกอบการเล็กรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ในวันนี้ประเทศชาติได้ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 มาแล้วถึง 14 ปี ความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของสถาบันการเงินในประเทศมีมากอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในระบบเศรฐกิจของประเทศไทยยิ่งขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม คำถามที่จะฝากทิ้งท้ายคือ เราจะเรียนรู้บทเรียนนี้ได้อีกนานแค่ไหน? ทุกครั้งที่มีการวางแผนนโยบาย เรามีการคำนึงถึงผลพวงของนโยบายในทุกภาคส่วนหรือไม่? และคนไทย..รู้จักวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งในฐานะบทเรียนอันมีค่านี้ดีพอหรือยัง? ทุกคนคือต้นเหตุของปัญหา เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเพียงบุคคลที่ใช้ชีวิตไปวันๆโดยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของนักการเมือง เราเลยจุดที่จะว่าใครคือต้นเหตุมานาน 14 ปีแล้ว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือการร่วมมือกันเพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจของโลกนี้ต่อไป

แหล่งอ้างอิง
http://maha-arai.blogspot.com/2011/05/blog-post_302.html
http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Lom6/03-03.html
http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?ID=533

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …