วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax): ข้อดี ข้อเสีย และตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา



ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax):
ข้อดี ข้อเสีย และตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา
วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์
 
Photo Source: www.bigdecisions.com
          การจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarking) เป็นวิธีการเพื่อสรรหางบประมาณสำหรับโครงการเฉพาะหรือวัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific program/purpose) โดยภาษีดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) Full Earmark หมายถึง งบประมาณจากภาษีประเภทนี้จะเป็นแหล่งรายได้เดียวของโครงการ และ 2) Partial Earmark หมายถึง งบประมาณจากภาษีประเภทนี้จะเป็นแหล่งรายได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น รัฐจำเป็นต้องหารายได้จากส่วนอื่นเข้ามาเพิ่มเพื่อจัดทำโครงการ อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณส่วนหนึ่งส่วนใดเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะยังถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเช่นกัน เนื่องจากเป็นการใช้งบประมาณบางส่วนสำหรับโครงการที่เฉพาะเจาะจง

ข้อดีของ Earmark

  1. ความแน่นอนของงบประมาณ
    การจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับงบประมาณสำหรับโครงการ เป็นการปกป้องทรัพยากรไว้เพื่อโครงการหรือการให้บริการบางอย่างโดยเฉพาะ โดยแยกกิจกรรม (Ring-fencing) จากโครงการอื่นที่อาจมีประเด็นเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงการแก้ไข (Bypassing) ปัญหาอุปสรรคด้านงบประมาณ การจัดเก็บภาษีประเภทดังกล่าวสามารถลดการแข่งขันทางด้านงบประมาณจากโครงการอื่นๆ อันเนื่องมาจากมีกฎหมายเรื่องงบประมาณรองรับไว้ กล่าวคือ โครงการนั้นๆ สามารถมั่นใจได้ว่าจะมีงบประมาณมาเพื่อบริหารจัดการแน่นอน ดังนั้น จึงช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ที่ผู้ดำเนินโครงการจะได้รับงบประมาณและใช้บริหารจัดการโครงการให้สำเร็จ  
  2. การคาดการณ์และการวางแผน
    การจัดเก็บภาษีแบบ
    Earmark สามารถทำให้ผู้ดำเนินโครงการมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินทุน ซึ่งทำให้สามารถวางแผนในระยะยาวถึงการบริหารจัดการงบประมาณและโครงการอื่นๆ ที่ตามมาได้ เช่น การวางแผนเรื่องบุคลากร การก่อสร้างสำนักงาน รวมถึงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในอนาคต
  3. ปราศจากความเสี่ยงจากการตัดสินใจเรื่องงบประมาณ
    การจัดเก็บภาษีแบบ
    Earmark อาจไม่ได้รับผลกระทบเมื่อสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตัดสินใจในงบประมาณกลางของรัฐบาลปรับลดหรือเพิ่มงบประมาณส่วนกลาง เนื่องจากการจัดเก็บภาษีแบบ Earmark มีอิสระในด้านการจัดเก็บและการบริหารจัดการ แยกส่วนกันกับงบประมาณกลาง
  4. การสนับสนุนทางการเมืองสำหรับการเพิ่มงบประมาณ
    ภาษีแบบ
    Earmark นั้นสามารถใช้เพื่อสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองสำหรับการเพิ่มภาษีประเภทอื่นได้ เช่น การเพิ่มภาษีบุหรี่และสุรา เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่ว่าการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐอาจลดลงหากระดับของการใช้จ่ายที่เหมาะสมถูกยืนยันสำหรับโครงการที่ประชาชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ ผู้มีสิทธิออกเสียงอาจจะไม่สนับสนุนการเพิ่มขึ้นของงบประมาณโดยรวมหากเขามีความเข้าใจว่าการเพิ่มขึ้นของงบประมาณดังกล่าวจะไม่เป็นประโยชน์ต่อโครงการที่เขาชื่นชอบ ซึ่งมักจะเป็นโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษี Earmark
  5. การเชื่อมโยงระหว่างภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ
    ภาษีแบบ
    Earmark สามารถใช้เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างการจัดเก็บภาษีและการใช้จ่ายได้ โดยเป็นการสร้างความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบ (Transparency and Accountability) ของการใช้งบประมาณให้กับประชาชนและผู้มีสิทธิออกเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการใช้จ่ายสำหรับโครงการพิเศษถูกแจ้งให้ชัดเจนถึงที่มาของงบประมาณว่ามาจากภาษีใด ดังนั้น ประชาชนจะเห็นถึงประโยชน์ของการเพิ่มภาษีว่าจะช่วยให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การลดภาษีจะหมายความโดยตรงถึงการสูญเสียหรือลดลงของโครงการที่เป็นที่ชื่นชอบ ความโปร่งใสดังกล่าวจะช่วยทำให้การจัดเก็บภาษีมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของประชาชนผู้จ่ายภาษี
  6. ประเด็นอื่นๆ

6.1 ประชาชนมักจะสนับสนุนหรือยินยอมที่จะจ่ายภาษีมากขึ้น เมื่อเขาทราบว่าเงินหรืองบประมาณในส่วนนี้จะถูกใช้ไปเพื่อโครงการใดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง เช่น การศึกษา และการสาธารณะสุข เป็นต้น

6.2 สร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชนถึงงบประมาณที่ต้องใช้ในการบริหารจัดการโครงการหรือบริการสาธารณะ

6.3 การจัดเก็บภาษี Earmark สามารถปกป้องหรือรักษาโครงการที่มีความสำคัญสูงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และคอรัปชั่น

6.4 การจัดเก็บภาษี Earmark จากภาษีบาป (Sin tax) ในสินค้าบางประเภทที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ และสุรา เป็นต้น สามารถเป็นแรงจูงใจทางอ้อมให้ประชาชนลดการบริโภคสินค้าดังกล่าวได้ ในกรณีที่มีการประกาศเพิ่มราคาสินค้าดังกล่าวโดยส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเป็นส่วนของภาษี


ข้อเสียของ Earmark


1.      ความไม่ยืดหยุ่นของงบประมาณ

ข้อเสียหลักของการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะคือ ความไม่ยืดหยุ่นหรือความเข้มงวด (Inflexibility/Rigidity) ของงบประมาณซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในขั้นตอนของการบริหารจัดการงบประมาณ การจัดเก็บภาษีประเภทนี้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถนำงบประมาณที่ได้ภายใต้การเก็บภาษีไปใช้กับโครงการอื่นที่อาจเร่งด่วนหรือมีความสำคัญและจำเป็นมากกว่า เพราะจุดประสงค์ของงบประมาณได้ถูกจำกัดไว้ ซึ่งทำให้บางครั้งขัดการหลักการของการบริหารจัดการงบประมาณที่ดีเพราะรัฐบาลหรือผู้ใช้งบประมาณจะขาดความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ

2.      การตัดสินใจของระดับงบประมาณทั้งหมด

งบประมาณที่ได้จากภาษี Earmark สำหรับโครงการที่ไม่เป็นที่ต้องการหรือมีประโยชน์มากพอเมื่อเทียบกับโครงการอื่น ณ ขณะนั้น อาจส่งผลต่อระดับของงบประมาณทั้งหมดของโครงการ หากรัฐบาลมีการกำหนดว่างบประมาณของโครงการจะมาจากภาษีประเภทนี้ จะส่งผลทำให้ผู้บริหารโครงการไม่สามารถใช้งบประมาณได้น้อยไปกว่ารายได้ที่ได้จากการจัดเก็บภาษี หรือมากไปกว่าที่กำหนดได้ ซึ่งบางครั้ง ทำให้โครงการถูกมองว่าใช้งบประมาณมากเกินจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีโครงการอื่นๆ ที่ประชาชนหรือผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นว่าสำคัญมากกว่า

3.      การตรวจสอบที่น้อยกว่าโครงการอื่น

โครงการที่ได้รับประโยชน์จากภาษีแบบ Earmark มักได้รับการตรวจสอบน้อยกว่าโครงการอื่นๆ ที่ได้รับงบประมาณจากส่วนกลาง นอกจากนั้น โครงการยังเสียอำนาจทางกฎหมายของรัฐบาล (Legislative power of governor) ในการบริหารจัดการ ตรวจสอบ และติดตามโครงการ

4.      ความผันผวนของงบประมาณ

การจัดเก็บภาษีแบบ Earmark เป็นการฝากความคาดหวังของงบประมาณไว้กับการจัดเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่บางครั้งอาจไม่ได้รับงบประมาณตามที่ต้องการหรือคาดหวังเอาไว้ เช่น การจัดเก็บภาษีจากบุหรี่ ซึ่งหากการบริโภคบุหรี่ลดลงอย่างกะทันหัน อาจทำให้งบประมาณจากบุหรี่ลดลงได้ เป็นต้น

5.      การเปลี่ยนแปลงของความต้องการของสาธารณะ

เนื่องจากการจัดเก็บภาษีแบบ Earmark เป็นการจัดเก็บภาษีเพื่อโครงการหนึ่งโครงการใดโดยเฉพาะ ดังนั้น หากโครงการดังกล่าวไม่เป็นที่ต้องการหรือไม่เป็นที่นิยมจากประชาชนอีกต่อไป มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะถูกโจมตีหรือต่อต้านในเรื่องการใช้งบประมาณโดยที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดเก็บภาษีเพื่อการจัดหาบริการพิเศษสำหรับประชาชนบางกลุ่ม ในกรณีนั้น สามารแก้ไขโดยการที่รัฐบาลทำการเปลี่ยนแปลง (Redesign) ฐานภาษี จากเดิมที่จะใช้งบประมาณจาก Earmark มาเป็นการจัดสรรจากส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถกำหนดงบประมาณไปยังโครงการได้ดียิ่งขึ้น

6.      ความยากในการปฏิรูปภาษีในอนาคต

รัฐบาลอาจได้รับการต่อต้านจากประชาชนหรือผู้มีสิทธิออกเสียง หากต้องการปฏิรูปภาษี (Reform) ผ่านการเพิ่มอัตราภาษี (Tax rate) รวมถึงการเพิ่มฐานภาษี (Tax base) โดยประชาชนอาจอ้างว่า ในปัจจุบันนั้นเสียภาษีแบบ Earmark มากพออยู่แล้ว รวมถึงได้ช่วยสนับสนุนโครงการที่เป็นที่นิยม จึงทำให้ไม่เป็นความจำเป็นที่จะต้องขยายหรือปรับปรุงการจัดเก็บภาษีประเภทอื่นที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น

7.      ต้นทุนของการบริหารจัดการ

การจัดเก็บภาษีแบบ Earmark จำเป็นที่จะต้องมีบัญชีและการตรวจสอบบัญชีเฉพาะ (Separate tracking and accounting) แยกออกมาจากงบประมาณส่วนกลาง ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนในการบริหารจัดการ รวมถึงการรายงานงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงการจ้างพนักงานเฉพาะเพื่อเข้ามาดูแลในส่วนของภาษีดังกล่าว

8.      ประเด็นอื่นๆ

8.1 หากมีการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเลือกโครงการผิด จะทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณที่ผิด (Misallocation) หรือ สูญเสียงบประมาณโดยไม่ก่อประโยชน์ ทำให้โครงการอื่นที่เหมาะสมหรือเร่งด่วนกว่าสูญเสียโอกาสที่จะได้รับงบประมาณ

8.2 เนื่องจากถูกกำหนดว่าจะต้องใช้งบประมาณในโครงการเฉพาะเท่านั้น ทำให้ขาดโอกาสในการ
บูรณาการโครงการหรือกิจกรรมกับโครงการอื่น เช่น โครงการด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ เป็นต้น

8.3 การจัดเก็บภาษีแบบ Earmark จากภาษีบางชนิดที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ-ปานกลาง อาจก่อให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม 



 ภาษี Earmark ในไทย

ำหรับประเทศไทย มี 3 หน่วยงานที่ได้รับประโยชน์จากภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ได้แก่ 1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 2) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ 3) กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ[1] ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานได้รับเงินจากภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ ตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ภาษีสรรพามิตเหล้าและบุหรี่) ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการออกกฎห้ามการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้กฎหมายที่มีอยู่ยกเลิกภายใน 3 ปี 


ตัวอย่างการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ส่วน (Three-tier system) ประกอบด้วย 1) การปกครองส่วนกลาง (Federal government) การปกครองส่วนมลรัฐ (State government) และการปกครองส่วนท้องถิ่น (Local government) 

การปกครองส่วนกลางจะมีรัฐบาลทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครอง มีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยวุฒิสภา (House of Senate) และสภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) ขณะที่การปกครองในระดับมลรัฐจะมีรัฐธรรมนูญของตนเอง สามารถกำหนดรูปแบบการปกครองในมลรัฐได้ ซึ่งการปกครองมีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐบาลกลาง คือมีฝ่ายบริหาร (ผู้ว่าการมลรัฐ) ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ สำหรับการปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยการปกครองระดับล่างสุด โดยการปกครองท้องถิ่นได้รับอิทธิพลมาจากรัฐบาลมลรัฐ ดังนั้น กฎหมายต่างๆ ที่บังคับใช้เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นจะขึ้นอยู่กับมลรัฐเป็นหลัก[2]

สำหรับรายได้รวมของรัฐบาล (Total government revenue) ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ จากรัฐบาลกลาง มลรัฐ และท้องถิ่น[3] โดยรายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลจะมาจากรัฐบาลจากส่วนกลาง โดยในปี พ.ศ. 2558 รายได้รวมของรัฐบาลมีมูลค่าเท่ากับ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 36 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของสหรัฐอเมริกา โดยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้รวม หรือประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐมาจากรัฐบาลกลาง รองลงมาเป็นรายได้จากมลรัฐและท้องถิ่น เท่ากับ 2.0 และ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รายได้ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2558 จำแนกตามที่มาของรายได้ แสดงดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: รายได้รวมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2558 จำแนกตามที่มา (ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ที่มา
รายได้
สัดส่วน (%)
ภาษีรายได้ (Income taxes)
2.28
34.44
ภาษีประกันสังคม (Social insurance taxes)
1.89
28.55
ภาษีจากมูลค่าสินค้า (Ad valorem taxes)
1.42
21.45
ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ (Fees and charges)
0.50
7.55
ธุรกิจและรายได้อื่นๆ (Business and other revenue)
0.53
8.01
รวม
6.62
100.00
ที่มา: http://www.usgovernmentrevenue.com

จากตารางที่ 1 พบว่ารายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกามาจากภาษีรายได้ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 34 ของรายได้รวมทั้งหมด รองลงมาเป็นภาษีประกันสังคมและภาษีจากมูลค่าสินค้า ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 29 และ 22 ตามลำดับ สำหรับรายได้รวม จำแนกตามส่วนการปกครอง แสดงดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2: รายได้รวมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2558 จำแนกตามที่มา (ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ที่มา
รัฐบาลกลาง
มลรัฐ
ท้องถิ่น
รวม
ภาษีรายได้ (Income taxes)
1.85
0.39
0.04
2.28
ภาษีประกันสังคม (Social insurance taxes)
1.12
0.67
0.10
1.89
ภาษีจากมูลค่าสินค้า (Ad valorem taxes)
0.19
0.55
0.68
1.42
ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ (Fees and charges)
0.00
0.20
0.30
0.50
ธุรกิจและรายได้อื่นๆ (Business and other revenue)
0.12
0.16
0.25
0.53
รวม
3.28
1.97
1.37
6.62
ที่มา: http://www.usgovernmentrevenue.com
จากตารางที่ 2 จะเห็นว่า รัฐบาลกลางมีหน้าที่หลักในการจัดเก็บภาษีรายได้และภาษีประกันสังคม ขณะที่ท้องถิ่นและมลรัฐมีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีจากมูลค่าสินค้า ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และภาษีจากธุรกิจและรายได้อื่นๆ

เมื่อจำแนกพิจารณาเฉพาะส่วนที่เป็นภาษีจากมูลค่าสินค้า ซึ่งเป็นรายได้หลักของมลรัฐและท้องถิ่นนั้น พบรายละเอียดดังตารางที่ 3
ตารางที่ 3: ภาษีจากมูลค่าสินค้า ปี พ.ศ. 2558 จำแนกตามที่มา (ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ที่มา
รัฐบาลกลาง
มลรัฐ
ท้องถิ่น
รวม
ภาษีสรรพสามิต (Excise tax)
0.04
0.02
0.00
0.06
ภาษีการขายสินค้า (Sales tax)
0.00
0.34
0.11
0.45
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน (Property tax)
0.00
0.02
0.53
0.55
การขนส่ง (Transportation)
0.06
0.07
0.00
0.13
สิทธิบัตร (License)
0.00
0.00
0.00
0.00
อื่นๆ
0.10
0.10
0.03
0.23
รวมภาษีจากมูลค่าสินค้า
0.19
0.55
0.68
1.42
ที่มา: http://www.usgovernmentrevenue.com
จากตารางที่ 3 พบว่า รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก โดยมูลค่าภาษีที่เก็บได้เท่ากับ 0.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทั้งหมด 0.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือว่าร้อยละ 96 ของภาษีประเภทดังกล่าวที่เก็บได้ ในปี พ.ศ. 2558 อย่างไรก็ตาม สังเกตว่าท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งประกอบไปด้วยภาษีจากแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการศึกษาโดย Perez (2008)[4] พบว่าทุกมลรัฐมีการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ สัดส่วนของภาษีดังกล่าวแตกต่างกันไปในแต่ละมลรัฐ โดยมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 25 ของภาษีทั้งหมดที่มลรัฐจัดเก็บได้ นอกจากนั้น มีการระบุว่าวัตถุประสงค์หลักของการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในปัจจุบัน คือ การศึกษาขั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิ (Elementary and secondary education) ซึ่งแตกต่างจากเมื่อในอดีตที่มักจะเป็นภาษีเพื่อการขนส่งและการบริการจัดการของส่วนท้องถิ่น โดยมีจำนวน 35 มลรัฐที่จัดเก็บภาษีเพื่อการศึกษา โดยฐานภาษีที่ถูกใช้เพื่อการเก็บภาษีเพื่อการศึกษามากที่สุดคือ ยอดขายสินค้าทั่วไป (General sales) รองลงมาเป็นบุหรี่ และรายได้ นอกจากนั้นยังมีนำส่วนรายได้มาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประกันชีวิต และน้ำมันเชื้อเพลิง

นอกจากนั้น ยังพบว่า แต่ละมลรัฐมีการจัดเก็บภาษีเพื่อการศึกษาไม่เท่ากันและมีวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น รัฐยูทาห์ (Utah) ใช้ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดเพื่ออุดหนุนการศึกษาระดับ K-12 (การศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยม 6) ขณะที่รัฐมิชิแกน (Michigan) และเทนเนสซี (Tennessee) ใช้เพียงร้อยละ 32.5 และ 23 ของภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายสินค้ามีตัวอย่างที่น่าสนใจดังนี้ รัฐอลาบามา (Alabama) ใช้ร้อยละ 40 ของยอดขายเบียร์เพื่ออุดหนุนโรงเรียนรัฐและการศึกษาขั้นสูง รัฐมิชิแกนใช้รายได้ทั้งหมดจากภาษีการโอนอสังหาริมทรัพย์ในการสนับสนุนการศึกษาระดับ K-12

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในสหรัฐอเมริกา คือ การที่ข้อเสนอเรื่องการขึ้นภาษียาสูบจาก 17 เซนต์ เป็น 60 เซนต์ เพื่อในอุดหนุนการศึกษาของเด็ก (Childhood education) และโครงการด้านสุขภาพถูกปฏิเสธจากผู้มีสิทธิโหวตในรัฐมิสซูรี (Missouri) ซึ่งทำให้โครงการขยายสถานศึกษาก่อนวัยเรียน (Preschool) ในรัฐอาจจะต้องหยุดชะงัก[5]
 
ดังนั้น สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างแพร่หลาย และการศึกษาเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่แต่ละมลรัฐให้ความสำคัญ การออกแบบภาษีประเภทดังกล่าวจึงสามารถเรียนรู้ได้จากรูปแบบของสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ โดยปรับให้เหมาะสมกับโครงสร้างการปกครองและงบประมาณของไทย


[1] สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. (2558). ความเหมาะสมในการใช้ภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ. ค้นหาเพิ่มเติมจาก http://tdri.or.th/tdri-insight/the-use-of-an-earmarked-tax/
[2] การปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย เคาน์ตี้ (County) มิวนิซิปอล (Municipal) ทาวน์และทาวน์ชิพ (Town and township) เขตพิเศษ (Special district) และเขตโรงเรียน (School district) จาก สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ค้นหาเพิ่มเติมจาก www.local.moi.go.th/document%209.pdf
[3] ค้นหาเพิ่มเติมจาก http://www.usgovernmentrevenue.com
[4] Perez, A. (2008). Earmarking state taxes. Washington, D.C.: NCSL Fiscal Affairs Program.
[5] ค้นหาเพิ่มเติมจาก http://www.news-leader.com/story/news/education/2016/11/08/voters-reject-tobacco-tax-earmarked-fund-early-childhood-education-health-initiatives/93284064/
 


อ่านเพิ่มเติม

[1] จุฑาลักษณ์ จำปางทอง. (2558). แนวคิดเกี่ยวกับภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในประเทศไทย.     กรุงเทพฯ: กลุ่มงานติดตามและประมวลผลงานของวุฒิสภา สำนักวิชาการ สำนักงาน                 เลขาธิการวุฒิสภา.

[2] Baranzini, A., & Carattini, S. (2016). Effectiveness, earmarking and labeling: Testing the acceptability of carbon taxes with survey data. Environmental Economics and Policy Studies, Vol 19(1), 197-227.

[3] Joel, M. (2015). Earmarking state tax revenues. Policy Brief Research  Department. MN: Minnesota House of Representatives.

[4] Novarro, N. K. (2002). Does earmarking matter? The case of state lottery profits and educational spending. SIEPR Discussion Paper No. 02-19. CA: Stanford     University.

[5] Perucic, A-H. (n.d.). Earmarking tobacco tax revenues. Geneva: World Health         Organization.

[6] World Health Organization. (n.d.). Arguments for and against earmarking. Retrieved 24 January 2017, from http://www.who.int/health_financing/topics/public-health- taxes/for-against-sin-tax/en.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น