ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเภทของความยากจน



ประเภทของความยากจน
                 Zastrow (2521) อธิบายว่า ความยากจนสัมบูรณ์ (Absolute Poverty Approach) หมายถึงปริมาณสินค้าและบริการซึ่งจำเป็นต่อสวัสดิการของบุคคลหรือครัวเรือน บุคคลซึ่งไม่ได้ครอบครองเท่ากับปริมาณดังกล่าวจะถูกพิจารณาว่าเป็นคนจน ปัญหาพื้นฐานคือปริมาณดังกล่าวแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร การวัดค่าจึงขึ้นอยู่กับว่าใช้เกณฑ์ของหน่วยงานใด ดังนั้นจำนวนและสัดส่วนประชากรจึงขึ้นอยู่กับว่านิยามคำว่ายากจนไว้อย่างไร และความยากจนสัมพัทธ์ (Relative Poverty Approach) กล่าวว่าบุคคลจะกลายเป็นคนยากจนก็ต่อเมื่อรายได้ของเขาน้อยกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากร เช่น ทุกคนที่มีรายได้อยู่กลุ่มที่น้อยที่สุดในประชากรทั้งหมด โดยความยากจนสัมพัทธ์จะแสดงให้เราเห็นถึงปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้วย และความยากจนนี้จะคงอยู่ไปเรื่อยๆตราบเท่าที่มีความเหลื่อมล้ำอยู่ ทั้งนี้ ปัญหาของความยากจนสัมพัทธ์คือไม่สามารถบอกว่าความยากจนที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมากน้อยเพียงใด หรือชีวิตของคนที่ถูกจัดว่าเป็นคนยากจนนั้นมีลักษณะชีวิตที่แท้จริงอย่างไร เพราะบางครั้ง รายได้น้อยที่สุดในสังคมหนึ่งอาจจะเพียงพอที่จะอยู่รอดในอีกสังคมหนึ่งก็เป็นได้
                 พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน (ไม่ระบุปี) อธิบายไว้ว่าความยากจนหมายถึงสภาพที่ประชาชนมีความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือไม่มีรายได้เพียงพอที่จะใช้จ่ายในการซื้อสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในการครองชีพ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ความยากจนอาจวัดได้ใน 2 ลักษณะ คือความยากจนสัมบูรณ์ กับ ความยากจนสัมพัทธ์ ความยากจนสัมบูรณ์คือสภาพที่ประชาชนไม่มีรายได้เพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งอาจแก้ไขได้ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ก็จะช่วยขจัดความยากจนนั้นได้ ส่วนความยากจนสัมพัทธ์ เป็นการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มของประชาชนที่มีรายได้แตกต่างกัน ดังนั้น ความยากจนสัมพัทธ์จึงมีอยู่ตลอดเวลา แม้ว่ากลุ่มประชาชนที่ยากจนที่สุดมีรายได้เพียงพอที่จะใช้จ่ายในการครองชีพได้ก็ตาม
                 ถาวร  สกุลพาณิชย์ (2555) ความยากจนสัมบูรณ์ (Absolute Poverty Line) พิจารณาความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ประกอบด้วย รายจ่ายด้านอาหาร โดยพิจารณาจำนวนเงินที่ครัวเรือนต้องใช้ในการซื้อหาอาหารที่จำเป็นสำหรับสมาชิกในครัวเรือน คำนวณความต้องการอาหาร (แคลอรี่) โดยดูความต้องการของสมาชิกในครอบครัว ตามมาตรฐานภาวะโภชนาการ คำนวณปริมาณแคลอรี่ที่สามารถซื้อได้ด้วยเงินหนึ่งบาท โดยใช้แบบแผนการบริโภคเฉลี่ยของคนไทย และรายจ่ายอื่นที่จำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับการบริโภคที่ไม่ใช่อาหาร ความยากจนเปรียบเทียบ ( Relative Poverty Line) มองว่าความยากจนคือการถูกกีดกันทางสังคม (Social Exclusion) โดยดูจากการกระจายรายได้ของคนในสังคม พิจารณารายรับ หรือ ค่าใช้จ่ายของประชาชนว่าต่างจากค่ากลางเท่าไหร่ เช่น ในยุโรป ใช้ค่าความยากจนที่ 60% ของมัธยฐานของรายได้หลังเสียภาษีและเงินประกันสังคม
                 Todaro & Smith (2008) อภิปรายไว้ว่านักเศรษฐศาสตร์นิยมใช้แนวคิดของความยากจนสัมบูรณ์เพื่อแทนระดับพื้นฐานของระดับรายได้ที่จำเป็นเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และเกราะกำบังเพื่อที่จะสามารถมีชีวิตต่อได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาของความยากจนสัมบูรณ์คือระดับยังชีพนั้นแตกต่างกันในแต่ละประเทศและภูมิภาคซึ่งสะท้อนความแตกต่างกันของสิ่งที่จำเป็นทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม


รวบรวมโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …