ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

แนวคิด ดัชนีเมืองพัฒนา (Developed City Index, DCI)


     เมื่อดัชนีอย่าง GDP หรือ GNI ไม่อาจสะท้อนความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจเสมอไป รวมถึงไม่สะท้อนเรื่องของความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ความแตกต่างในแง่ของรายได้ไม่ถูกให้ความสำคัญมากเพียงพอ ผมเลยได้มีแนวความคิดสร้างดัชนีขึ้นมาใหม่ เรียกว่า ดัชนีเมืองพัฒนา (Developed City Index, DCI) 

โดยมีสูตรการคิดว่า

Developed City Index (DCI) : จำนวนจังหวัดหรือรัฐที่พัฒนาแล้ว/จำนวนจังหวัดหรือรัฐทั้งหมด


Range อยู่ระหว่าง 0 – 1

ถ้าเข้าใกล้ 0 หมายถึง ในประเทศนั้นมีเมืองที่พัฒนาแล้วน้อยเมื่อเทียบกับส่วนที่เหลือกับทั้งประเทศ
ถ้าเข้าใกล้ 1 หมายถึง เกือบทั้งหมดของเมืองในประเทศนั้นมีความพัฒนาสูง

ดัชนีดังกล่าวสามารถแสดงความเหลื่อมล้ำภายในประเทศได้ หากประเทศใด มีค่า DCI เข้าใกล้ 1 แปลว่า ประชาชนเกือบทั้งประเทศมีความกินดีอยู่ดีในระดับที่ไม่ต่างกันมาก เพราะพัฒนาเท่าๆกันหมด แต่หากค่า DCI ต่ำหรือเข้าใกล้ 0 ประชาชนมีความแตกต่างกันมาก โดยเมืองที่พัฒนามากมีจำนวนน้อยกว่าเมืองที่พัฒนาน้อยนั่นเอง 

โดยสามารถนำดัชนีนี้ไปทดสอบความสัมพันธ์กับ GDP, Gini Coefficient, และ HDI 
แยกศึกษา ประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed countries/ OECD) กับ ประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า (LDC)



โดยคำจำกัดความของคำว่า เมืองที่พัฒนาแล้ว (Developed City) = รายได้ต่อหัวสูง(ค่าจ้างทั่วไปสูงเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ) สาธารณูปโภคพื้นฐานครบถ้วน(ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน) อัตราการอ่านออกเขียนได้สูง สุขภาพของคนโดยรวมสูง 


อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ยังคงเป็นเพียงแนวความคิดเท่านั้น ไม่มีการต่อยอดงานวิจัยใดใด ในอนาคต หากมีโอกาสที่เหมาะสม เชื่อแน่ว่าจะต้องเป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้อีกแน่นอน

ผู้เสนอ: วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (7/2/2014)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …