วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำไมการขึ้น VAT ถึงทำร้ายคนจน ? Is VAT proportional or regressive ?

                
ที่มาภาพ: eureporter.co


VAT หรือ Value-added Tax หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่เก็บในสินค้าและบริการ ภาษีชนิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในรายรับที่สำคัญของรัฐในทุกประเทศ ยกตัวอย่างโครงสร้างภาษีประเทศอังกฤษ VAT นับเป็นรายรับสำคัญอันดับ 3 ของประเทศรองจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรืออย่างในอเมริกา จะเรียกภาษีชนิดนี้ว่า Sales Tax บทความนี้เขียนขึ้นเพื่ออธิบายว่าเหตุใดการเพิ่มขึ้นของ VAT จึงทำร้ายคนจนมากกว่าคนรวย ซึ่งไม่ได้สนับสนุนหลักของการเก็บภาษีที่ดีที่สามารถช่วยกระจายรายได้ในสังคมที่เหลื่อมล้ำอย่างประเทศไทยได้
การเก็บภาษีใช้หลัก 2 อย่างคือเก็บตามที่ใช้ (Usage Rule) และ เก็บตามความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay) ซึ่งหลักเก็บตามที่ใช้เป็นพื้นฐานของ VAT ในเมื่อคุณใช้สินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง คุณก็ควรที่จะเสียสละบางส่วนเพื่อคืนกลับไปยังระบบเศรษฐกิจ VAT หากมองแบบผิวเผินจะเป็นในลักษณะของ Proportional Tax หรือภาษีที่ถูกเก็บเท่ากันหมดในทุกคน เป็นภาษีที่ไม่ขึ้นอยู่กับรายได้ ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย รายได้เท่าไหร่ก็จะต้องจ่ายภาษีใน "อัตรา" เดียวกัน และ "จำนวน" เดียวกัน ในสินค้าเดียวกันที่นำมาเปรียบเทียบ ดังนั้นจะดูเหมือนว่า VAT นั้น ยุติธรรมสำหรับสังคมเพราะทุกคนถูกปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่าความเท่ากันบางครั้งมันคือความไม่เท่าเทียม อย่างไรก็ตาม ความไม่ยุติธรรมของ VAT เกิดจากการที่เมื่อคิด "จำนวนภาษี" ที่คนที่มีรายได้ต่างกันจะต้องจ่าย มาเป็นสัดส่วนของ "รายได้" จะพบว่าคนจนเสียภาษีในอัตราที่ "สูง" กว่าคนรวย ดังแสดงในตารางด้านล่าง
กำหนดสินค้าราคา 10 บาท






รายได้
แบบเก่า (VAT=7%)
แบบใหม่(VAT=10%)
VAT(%)
จำนวนเงินที่จ่าย VAT
สัดส่วนภาษีที่จ่ายต่อรายได้(%)
VAT(%)
จำนวนเงินที่จ่าย VAT
สัดส่วนภาษีที่จ่ายต่อ(%)
A
50
7
0.7
1.4
10
1
2
B
100
7
0.7
0.7
10
1
1
C
500
7
0.7
0.14
10
1
0.2
  ที่มา: ผู้เขียน

ตารางดังกล่าวแสดงประชาชน 3 คน ผู้มีรายได้ต่างกันคือ 50 บาทต่อเดือน, 100 บาทต่อเดือน และ 500 บาทต่อเดือน การเก็บ VAT ที่ 7% ในสินค้าที่มีราคา 10 บาท (ทุกคนต้องจ่ายเงิน 10 บาทให้คนขายเท่ากันไม่ว่าเป็นคนที่มีรายได้สูง/ต่ำ) จะทำให้คนที่มีรายได้น้อยหรือในที่นี้เรียกว่าคนจน เสียภาษีที่ 1.4% ของรายได้(50 บาท) ขณะที่ผู้มีรายได้สูงกลับเสียภาษีใน "อัตรา" ที่น้อยกว่าคือ 0.7 แล 0.14 ตามลำดับ ดังนั้น VAT ที่เราดูเหมือนว่ามันยุติธรรม ทุกคนเก็บเท่ากันในจำนวนบาท แต่ท้ายที่สุดแล้ว พอมาคิดในแบบรายได้กลับกลายเป็นว่าคนจนเสียภาษีสูงกว่า...เข้าลักษณะ Regressive Tax Structure ซึ่งบั่นทอนคุณภาพของการกระจายรายได้ (Income Distribution) ในสังคม

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเพิ่ม VAT?

จากตาราง จะเห็นว่าเมื่อเพิ่ม VAT แล้ว คนจนหรือคนที่มีรายได้น้อยกว่าเสียภาษีแพงกว่าคนที่รวยกว่า การกระจายรายได้ถูกบั่นทอนตามโครงสร้างเดิม แต่ที่เปลี่ยนแปลงคือ ทั้งคนจนและคนรวยจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งมีข้อถกเถียงดังนี้

1. ในทางวิชาการคลังสาธารณะ รายรับของรัฐประกอบด้วยภาษีเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาเป็นค่าปรับต่างๆ หรือจากรัฐวิสาหกิจ การลงทุนของรัฐ สลากกินแบ่งรัฐบาล โรงกลั่นสุรา(ประเทศสหรัฐอเมริกา) โดยภาษีส่วนใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วมักเป็นภาษีที่เก็บจากรายได้ของประชาชน หรือ ภาษีทางตรง หรือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ( Individual Income Tax) ซึ่งแตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ที่จากตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า รายรับของรัฐอันดับหนึ่งมาจาก VAT ซึ่งผมแสดงให้ดูแล้วว่า VAT นั้นทำร้ายคนจน ดังนั้นระบบภาษีของประเทศไทยจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีการเก็บแบบ Progressive Tax หรือแบบก้าวหน้านั้น ผู้มีรายได้สูงกว่าจะเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าในส่วนเกินในแต่ละช่วงชั้น (Bracket) ซึ่งเป็นการเก็บตามหลักความสามารถในการจ่าย)

2. ในทางเศรษฐมหภาคนั้น ภาษีมีความสัมพันธ์ในเชิงลบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ภาษีทำให้การบริโภคลดน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเก็บภาษีสูงขึ้น ประชาชนจะเหลือเงินหลังถูกหักภาษี (disposable income) ลดลง จึงทำให้การบริโภคต่ำ และเมื่อตัวแปรทางเศรษฐกิจอย่างการบริโภคน้อยลง จีดีพีซึ่งถูกวัดทางรายจ่ายจึงถูกคาดว่าจะต่ำตามไปด้วย (เว้นแต่ในปีนั้นรัฐแทรกแซงผ่านการใช้จ่ายภาครัฐ)

3. ความคิดเห็นส่วนตัว ทางสองข้อนั้น จะเห็นว่า VAT ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ และอาจทำให้การบริโภคลดลง แต่จากข่าวที่แนบมาเห็นว่ารัฐกำลังคาดหวังรายได้จากการขึ้นภาษี แน่นอนครับว่าทำได้หากรัฐขึ้นภาษีในสินค้าจำเป็นซึ่งมีค่าความยืดหยุ่นต่ำ แต่อย่างลืมครับว่า VAT เวลาขึ้นจะขึ้นในทุกสินค้าและบริการ เลือกไม่ได้ว่าอันไหนยืดหยุ่นมากยืดหยุ่นน้อย ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประชาชนมีโอกาสที่จะ "ลด" การบริโภคอย่างรวดเร็ว หากมีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าจากการที่รัฐขึ้นภาษี และหากเกิดขึ้น การคาดหวังในรายได้จากภาษีของรัฐอาจล้มเหลว เพราะการบริโภคในประเทศจะขึ้นหรือลดก็ขึ้นอยู่กับว่าซื้อหรือไม่ซื้อ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเสถียรภาพของรายได้ (Income Stability) ประเทศไทย รายรับขึ้นอยู่กับ VAT มีความแน่นอนในการเก็บต่ำ หากรสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยน ซื้อน้อยลง แน่นอนว่ารายรับรัฐย่อมลด รายรับไม่พอ ต้องกู้และนำไปสู่การเพิ่มภาษีอย่างบ้าคลั่งในอนาคต แต่..ในหลายๆประเทศที่รายรับของรัฐมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประชาชนต้องทำงานและสละบางส่วนของเงินเดือนมาเพื่อส่วนรวมผ่านการบริหารของรัฐ แน่นอนครับว่ารายรับด้วยวิธีนี้มีเสถียรภาพมากกว่า มั่นคงมากกว่า ยืนยาวมากกว่าและที่สำคัญที่สุด..ช่วยสนับสนุนการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมในสังคมมากกว่าครับ

ทางแก้..

การที่รัฐมีรายรับไม่พอกับรายจ่าย เรียกว่า Government Deficit มีทางคือ หากไม่เพิ่มรายได้รัฐ ก็จะต้องลดค่าใช้จ่าย หรือเรียกว่า Austerity Program หรือรัฐรัดเข็มขัด การเพิ่มรายได้รัฐทำได้โดยขึ้นภาษี ก็มีทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีในสินค้าและบริการ ภาษีนำเข้าส่งออก ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีสรรพามิต เป็นต้น หรือหากไม่เป็นภาษี อาจเป็นการเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้นในบริการของรัฐ เช่น ทางด่วน หรือในรัฐวิสาหกิจ หรืออย่างการพิมพ์เงิน หรือ QE ในอเมริกา และทางออกสุดท้ายคือ "การกู้" การกู้ 2 ล้านล้านบาทในตอนนี้ แน่นอนครับว่าอนาคตจะต้องใช้คืน และใช้คืนด้วยการขึ้นภาษีในอนาคตอย่างแน่นอนครับ หลีกเลี่ยงไม่ได้(ถ้า proposal ผ่านนะครับ)

อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย ควรเลือกเฟ้นทางภาษีที่ช่วยเพิ่มรายได้รัฐอย่างแท้จริง และ ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องไปตกที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยทำพร้อมๆกับการลดรายจ่ายรัฐที่ไม่จำเป็น โครงการที่ทำแล้ว"ขาดทุน" ก็สมควรเลิกทำครับ ประชานิยมอาจทำให้ชนะการเลือกตั้งแต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่บอบช้ำก็อาจจะเป็นประชาชน

จึงขอฝากไว้ครับ


ผู้เขียน: วรรณพงษ์  ดุรงคเวโรจน์ 
ติดต่อ wannaphongd@gmail.com

เอกสารอ้างอิง
Hyman, D. N. 2013. Public Finance. Cengage Learning.
ผลการเก็บรายได้รัฐบาล ปีงบประมาณ 2555. เข้าถึงได้จาก http://www.mof.go.th/home/Press_release/News2012/121.pdf
ไทยรัฐ. กรณ์ค้านขึ้น VAT รีดคนจนชดเชยรัฐถลุงเงิน. สืบค้นออนไลน์: http://www.thairath.co.th/content/eco/378289



วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผลวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต วิเคราะห์โดยใช้ Input – Output Table


                    

 ท่าอากาศยานภูเก็ตเป็นท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่นเป็นอันดับสองของประเทศไทย มีผู้ใช้บริการทั้งขาเข้าและขาออกเกือบ 10 ล้านคนในช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยความแออัดของสนามบิน การชำรุดทรุดโทรมของสาธารณูปโภค กอปกรกับความต้องการที่จะเพิ่มขนาดการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสูงขึ้นจากการเปิดเสรีอาเซียนและจากแนวโน้มปกตินั้น ทำให้เกิดเป็นโครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต (Development Project of Phuket International Airport) ขึ้นมา ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 5 พันล้านบาท โครงการดังกล่าวริเริ่มด้วยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ aot ซึ่งดูแลท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุววรณภูมิ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานภูเก็ต สำหรับโครงการก่อสร้างถูกรับเหมาโดยบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ผู้รับเหมารายใหญ่ของประเทศที่มีประสบการณ์มายาวนานสำหรับการก่อสร้างในด้านต่างๆ
                สำหรับท่าอากาศยานภูเก็ตนั้นเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ความสามารถในการรองรับเครื่องบิน 10 เที่ยวบินต่อชั่วโมง มีเนื้อที่ประมาณ 94,800 ตารางเมตร โดยมีรันเวย์ยาว 3000 เมตร กว้าง 45 เมตร มี 15 หลุมจอด โดยปกติแล้วสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 6 – 7.5 ล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตามในปี 2555 สนามบินแห่งนี้รองรับผู้โดยสารตลอดมากถึง 9.5 ล้านคนด้วย 56 สายการบิน ทางด้านนายประเทือง ศรขำ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ตกล่าวว่าผู้โดยสารมากขึ้นในปี 2555 จากปี 2554 ถึง 12 เปอร์เซ็นต์โดยมีผู้โดยสารเฉลี่ย 34,000 – 35,000 คนต่อวันซึ่งมากกว่าปีที่แล้วซึ่งมีประมาณ 28,000 คนต่อวัน โดยคาดว่าในปี 2556 จะมีผู้โดยสารประมาณ 10.5 ล้านคน อันเนื่องมาจากความแออัดดังกล่าวจากนักท่องเที่ยวทั้งจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆภายในสนามบิน สำหรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตนั้น จะประกอบด้วยการสร้างอาคารรองรับผู้โดยสารใหม่ เพิ่มหลุดจอดเป็น 21 หลุม คาร์โกเทอมินอล ที่จอดรถ และการบูรณะเทอร์มินอลเดิม
                สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น จะใช้การวิเคราะห์ด้วย Input – Output Table หรือเรียกว่า I – O analysis โดย I – O table เป็นที่ยอมรับและถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรป หรืออเมริกา โดยเป็นตารางที่แสดงถึงบัญชีการไหลเวียนของสินค้าและบริการภายในประเทศในทุกภาคส่วน บ่งบอกถึงการใช้ปัจจัยการผลิตของภาคส่วนหนึ่งซึ่งเป็นสินค้าที่มาจากอีกภาคส่วนหนึ่ง อันหมายถึง Interindustry flow หรือการเคลื่อนย้ายหมุนเวียนของผลิตภัณฑ์ภายในชาติ สามารถทราบได้ว่าสินค้าที่ถูกผลิตมาโดยภาคส่วนหนึ่งนั้นจะถูกใช้เป็น Intermediate Input หรือปัจจัยการผลิตขั้นกลางเพื่อผลิตเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย (Final Goods) ในภาคส่วนไหนบ้าง ซึ่งการใช้สินค้าจะประกอบด้วยใช้เพื่อเป็นปัจจัย และใช้เพื่อบริโภคขั้นสุดท้ายหรือ Final Demand ในอีกนัยหนึ่ง จะบอกได้ว่าสินค้าชนิดหนึ่งจากภาคส่วนหนึ่งจะถูกซื้อโดยภาคส่วนไหนบ้าง นอกจากนั้นยังแสดงในส่วนของมูลค่าเพิ่มหรือ Value – added ที่จะถูกใช้ร่วมกับปัจจัยการผลิต ประกอบด้วยแรงงาน ทุน ค่าเสื่อม และภาษี การใช้ I – O table เป็นที่นิยมแพร่หลายในการวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์และถูกยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง I – O table จะถูกพัฒนาไปยัง Social Account Matrix (SAM) ซึ่งเป็นบัญชีการไหลเวียนของระบบเศรษฐกิจของสังคมซึ่งละเอียดกว่า I – O เพราะร่วมส่วนของครัวเรือน(สามารถแยกเป็นหลายระดับ) และแยกส่วนของรัฐบาลออกมา คำนึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกประเทศ ( Rest of the world) ด้วย และ SAM นี้เองนำไปสู่การวิเคราะห์ดุลยภาพแบบ CGE ( Computable General Equilibrium) ซึ่งซับซ้อน แพร่หลาย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะใช้ I – O Table ในการประเมิณผลกระทบ โดยพยายามที่จะเป็น Conservative ให้มากที่สุดหรือพยายามที่จะ Underestimation ไว้ก่อน อันเนื่องมาจากไม่ต้องการผลกระทบที่มีค่าสูงเกินจริง การได้มาซึ่งตัวเลขของ Spillover Benefit นับว่ามีประโยชน์และเพียงพอต่อการตัดสินใจว่าคุ้มหรือไม่คุ้มที่จะทำแล้ว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์ของวิชาเศรษฐศาสตร์ย่อมอยู่ที่การนำหลักวิชาไปใช้งาน คำถามที่ว่า “คุ้มหรือไม่คุ้ม” จึงถูกถามเสมอในแวดวงวิชาการ และเป็นสิ่งที่นายจ้างอยากรู้จากเรามากที่สุดเพื่อจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีเหตุผลมารองรับการกระทำ และนำไปสู่การมีประสิทธิภาพในท้ายที่สุด
                สำหรับในประเทศไทย I – O Table ถูกรวบรวม จัดทำ และพัฒนาโดยสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDB) อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่า I – O Table มีถึงเฉพาะปี 2548 ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ประเทศไทยหยุดการทำไว้เพียงเท่านี้ อาจอันเนื่องมาจากความยากและซับซ้อนในการทำเพราะต้องการ Balance ตามหลักบัญชี ทั้งนี้การใช้ I – O table ในปีดังกล่าวก็ไม่นับว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียวเพราะอย่างน้อยก็ทำให้เห็นภาพคร่าวๆ ของประโยชน์ของการทำโครงการดังกล่าว การวิเคราะห์ในที่นี้จะใช้ I – O table แบบ 58 x 58 เพื่อมาคำนวณ Output Multiplier เพื่อค้นหาประโยชน์ทางตรงและประโยชน์ทางอ้อมของโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของผลกระทบองค์รวม (Total Impacts) จะประกอบด้วยประโยชน์ทางตรง ประโยชน์ทางอ้อม(ประโยชน์ของโครงการโดยแสดงถึงการเพิ่ม Final Demand ในภาคส่วนหนึ่ง ซึ่งจะมีผลกระทบในภาคส่วนอื่น ตามหลัก Interindustry Interdependence) และประโยชน์ชักนำ( Induced Effect) ซึ่งหมายถึงประโยชน์ในภาคแรงงาน ทุน ค่าเสื่อม และภาษี การใช้ตาราง Simulation ถูกแนะนำโดย ดร.นลิตรา ไทยประเสริฐ ซึ่งนับเป็นคุณูปการอย่างมากสำหรับการศึกษาครั้งนี้       การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถทำได้โดยทั้งจากฝั่งรายรับ (Revenue Side) และฝั่งรายจ่าย (Expenditure/ Operating expense Side) โดยผลกระทบทางตรงหรือการเพิ่มของ Final Demand ในภาคส่วนต่างๆนั้น ผมนำข้อมูลมาจากรายงานประจำปีของท่าอากาศยานไทยในปี 2555 และรายงานประจำปีของบริษัทซิโน-ไทย จำกัด ซึ่งรายละเอียดของการวิเคราะห์ แนวคิดการสมมติตัวเลข และวิธีการขจัด Leakage (รอยรั่วทางเศรษฐกิจที่ประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้ตกอยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่พิจารณา เช่น กรณีดูผลกระทบของโรงแรมในอำเภอ ก. อันเนื่องมาจากเทศกาลงานประจำปีก็จะต้องไม่คำนวณการเข้าร่วมงานของอำเภอ ก. เพราะชาวอำเภอก.ย่อมไม่มาเช่าโรงแรมเพื่อชมงานเพราะต้องมีบ้านอยู่แล้ว หรือการมาสร้างโรงงาน ต้องดูว่าใช้วัตถุดิบจากร้านค้าในพื้นที่นั้นหรือไม่ หรือนำวัตถุดิบจาก suppliers ในเมืองอื่น หรือถ้าซื้อในพื้นที่ต้องดูว่าต้นทุนที่ไปอยู่กับ supplier ต้นทุนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ และเหลือมาเป็นกำไรเท่าไหร่) ได้แสดงในรายงานฉบับเต็ม ทั้งนี้ในบทความนี้จะนำผลมาแสดง สำหรับผลการวิเคราะห์จะแยกเป็นผลกระทบต่อจังหวัดภูเก็ต และผลกระทบต่อบริษัทท่าอากาศยานไทย และรวมถึงผลกระทบต่อโครงการดังกล่าวในเศรษฐกิจไทยโดยรวม
                สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตต่อจังหวัดภูเก็ตได้แสดงดังตารางด้านล่าง
Revenue Side
Direct Output Impact(฿)
Output Multiplier
Total Output Impact (฿)
AOT Sales and Services
754,000,000.00
1.71
1,287,201,519.87
Foods and Drinks
14,319,000.00
1.96
28,008,986.74
Souvenirs
6,873,120.00
1.96
13,444,313.63
Transport Services
42,957,000.00
1.82
78,272,704.50
Traveler Consumption
14,032,620,000.00
1.96
27,448,807,003.52
Total
14,850,769,120.00
28,855,734,528.27
           ที่มา: การคำนวณ
                จากการเลือก Output Multiplier ที่เหมาะสม ทำให้เราทราบว่าจากผลกระทบทางตรงขั้นต้น (Initial Direct Impacts) ที่มาจากยอดขายในสายการบินที่เพิ่มขึ้น การขายอาหารและเครื่องดื่ม ของฝาก การโดยสารจากสนามบิน และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 15 พันล้านบาท หรือ หนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท โดยได้ให้ผลกระทบทางอ้อมซึ่งเกิดในภาคส่วนอื่นๆ ถึง 14 พันล้านบาท โดยผลรวมของผลกระทบทางตรงและทางอ้อมคือ 28,856 ล้านบาท คิดเป็น 94.30% และเมื่อพิจารณาผลกระทบทั้งหมด (Total Impacts) จะมีรายละเอียดดังตารางแสดงด้านล่าง
Output (baht)
Direct Effect
14,850,769,120
Indirect Effect
14,004,965,408.27
VA
3,409,763,527.35
Total Impacts
32,265,498,056

               




                จากการศึกษา พบว่าการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตให้ผลตอบแทนถึง 120% หรือจาก 15 พันล้านบาทเป็น 32 พันล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทุกภาคส่วนในจังหวัดภูเก็ต การศึกษาพยายามขจัด Leakage และเป็น Conservative Study เพื่อป้องกันปัญหา Overestimation แต่อย่างไรก็ตาม อาจก่อให้เกิดปัญหา Underestimation เพราะการวิเคราะห์ด้วย I – O Table จะให้ผลน้อยกว่า SAM เสมอ
                สำหรับประโยชน์ของโครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตที่มีต่อบริษัทท่าอากาศยานไทย จะแสดงดังตารางด้านล่าง
Revenue Side
Direct Output Impact(฿)
Output Multiplier
Total Output Impact (฿)
AOT Sales and Services
754,000,000
1.707164
1,287,201,519.87
Agent fee
1,074,274,393
1.739477
1,868,675,688.88
Total
1,828,274,393
3,155,877,208.76
               
                ในส่วนนี้จะแสดงถึงประโยชย์ของโครงการพัฒนาท่าอากาศภูเก็ตที่มีต่อบริษัทท่าอากาศยานไทย ท่าอากาศยานไทยจะได้รับประโยชน์จากการขยายเทอร์มินอลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเพราะสามารถรองรับผู้โดยสารมากขึ้น และนอกจากนั้นยังได้รับค่าเช่าพื้นที่ของร้านค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย จากประโยชน์ทางตรง 1.8 พันล้านบาท ให้ผลกระทบรวมทั้งสิ้น 3 พันล้านบาทหรือเกือบ 72.62%
                และผลกระทบองค์รวมดังแสดงด้วยตารางด้านล่าง

Output ($)
Direct Effect
1,828,274,393
Indirect Effect
1,327,602,815.80
Induced Effect
485,540,450.2
Total Impacts
3,641,417,659
                โดยผลองค์รวมนั้นได้รวมประโยชน์ชักนำมาด้วย อันเป็นประโยชน์ที่เกิดจากการที่จ้างคนงานเพิ่มขึ้นแล้วคนงานไปบริโภค ก่อให้เกิดการขยายตัวในภาคส่วนอื่นๆ โดยจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนกลายเป็น 3.6 พันล้าน หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
                และเมื่อพิจารณาผลกระทบต่อประเทศไทย โดยนำมูลค่าการลงทุน 5 พันล้านบาทเข้าใน Simulation โดยไม่มีการขจัด Leakage ใดใด (สมมติให้บริษัทซิโนไทยใช้ปัจจัยการผลิตที่ผลิตในไทยทั้งหมด) โดยผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศจะแสดงดังตารางด้านล่าง

Output (Million Baht)
Direct effect
5,791,000,000
Indirect effect
5,139,314,803
Induced effect
4,014,489,042
Total impact
14,944,803,845

จากการลงทุนเบื้องต้น 5.7 พันล้านบาท ก่อให้เกิดประโยชน์ทางอ้อม 5 พันล้านบาท นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดประโยชน์ชักนำถึง 4 พันล้าน และโดยสรุป ผลกระทบองค์รวมคือหนึ่งหมื่นสี่พันล้านบาท หรือเกือบ 200 เปอร์เซ็นต์
                โดยสรุป โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตให้ผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจไทยแทบทั้งสิ้น มากน้อยขึ้นอยู่กับขอบเขตของผลกระทบ จุดมุ่งหมายอีกประมาณของบทความนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงการขยายตัวของภาคส่วนอื่นอันเป็นผลจากการขยายตัวในอีกภาคส่วนหนึ่งนั้นได้ทำให้เราทราบถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจไทยหากมีการดำเนินโครงการใดๆ ทั้งจากรัฐบาล และเอกชน นอกจากนั้น ผู้เขียนยังขอสนับสนุนให้ NESDB จัดทำ I – O Table ต่อไปเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดความรู้ที่จับต้องได้ ( Understanding Knowledge) และนอกจากนั้นยังสนับสนุนให้มีการจัดทำ SAM ในประเทศไทยขึ้นซึ่งสามารถต่อยอดและนับเป็นคุณูปการอย่างสูงต่อวงการวิชาการเศรษฐศาสตร์ไทย


รายงานฉบับสมบูรณ์ สามารถติดต่อได้ที่ wnp-dveroj@hotmail.com , wannaphongd@gmail.com ยินดีพร้อมส่งไฟล์รายงานฉบับสมบูรณ์และไฟล์ Simulation ที่ใช้คำนวณครับ 
ผู้เขียน: วรรณพงษ์   ดุรงคเวโรจน์ นักศึกษาปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เอกสารอ้างอิง
Airports of Thailand PLC.Annual Report 2012
Bangkok Post. (2012) Phuket airport expansion finally gets off the ground, [Online],
Kasikorn Bank Research. (2013) Tourism in the South of Thailand, [Online], Available:
NalitraThaiprasert and Michael J. Hicks. 2009.the Indiana State Fair 2008 Economic impact
and 2009 projection. Ball State University
NalitraThaiprasert. 2008.The Economic Impact of Parkview Health. Ball State University
National Statistical Office. (2012) Thailand Tourism, [Online], Available:
Ronald E. Miller and Peter D. Blair. 2009. Input – Output Analysis (foundations and
Extensions).Cambridge University Press
Sino – Thai Engineering & Construction PLC. Annual Report 2012
TDRI.  ต้นทุนผู้ประกอบการ: รถโดยสารประจำทาง VS รถบรรทุกในประเทศไทย, รายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับ 84 เดือนกรกฏาคม 2553 (ฉบับพิเศษ)
Tripadvisor.Phuket: Taxis & Rental Cars, [Online], Available: