ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Individual Income Tax Reform)


 การปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Individual Income Tax Reform)
                ภาษีในประเทศไทยมีด้วยกันหลายประเภท หากจะแบ่งแยกตามหน่วยงามผู้รับผิดชอบแล้วนั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
1. จัดเก็บโดยกรมสรรพากร ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อาการแสตมป์
2. จัดเก็บโดยกรมสรรพษามิต ได้แก่ ภาษีสรรพษามิต  (าษีการขายเฉพาะที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น สินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี สินค้าและบริการที่มีลักษณะเป็นการฟุ่มเฟือย สุรา ยาสูบ)
3. จัดเก็บโดยกรมศุลกากร ได้แก่ ภาษีศุลกากร (ภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ผ่านเข้าออกประเทศ)
                ในกรณีของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ในประเทศไทยเก็บในอัตราก้าวหน้า (Progressive Tax) ซึ่งหมายถึงภาระของภาษีจะขึ้นอยู่กับระดับของผู้เสียภาษี ยิ่งมีเงินได้มากเท่าไหร่ ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเท่านั้น
                จากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันของประเทศไทยดังนี้
(ที่มา : www.rd.go.th)
เงินได้สุทธิ
ช่วงเงินได้สุทธิ
แต่ละขั้น
อัตราภาษี
ร้อยละ
ภาษีแต่ละขั้น
เงินได้สุทธิ
ภาษีสะสม
สูงสุดของขั้น
1 - 150,000
150,000
ได้รับยกเว้น
-
-
150,001 - 500,000
350,000
10
35,000
35,000
500,001 - 1,000,000
500,000
20
100,000
135,000
1,000,001 - 4,000,000
3,000,000
30
900,000
1,035,000
4,000,001 บาทขึ้นไป

37



                จากอัตราภาษีดังกล่าวมีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิเฉพาะส่วนไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี (มีผลบังคับตั้งแต่พ.ศ.2551เป็นต้นไป)นั้น หากเราพิจารณาถึงการเข้ามาช่วยเหลือคนยากจนของรัฐบาล ก็จะนับว่าเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระทางภาษี แต่ขณะเดียวกัน ในแง่ของรายได้ของรัฐบาลนั้น การยกเว้นภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐใช้อัตราภาษีร้อยละ 5 สำหรับผู้มีรายได้สุทธิ 150,000 บาท จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นมา 7,500  บาท หากมีคนจำนวน 10 ล้านคนที่ถูกงดเว้นภาษี ก็หมายความว่า รัฐสูญเสียรายได้(ที่ควรได้)ไปถึง 75,000,000,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือคนยากจนในถิ่นทุรกันดาน หรืออาจเป็นกองทุนฟื้นฟูในยามอุทกภัยได้ หรืออาจนำเงินส่วนนี้ไปอุดหนุนตลาดสำหรับสินค้าบางประเภทที่มักจะมีราคาต่ำ เช่น ยางพารา เป็นต้น
                นอกจากนี้ในแต่ละปีรายได้ของรัฐบาลไทยมาจากสัดส่วนของภาษีที่ไม่เป็นสากล กล่าวคือ ในประเทศสหรัฐอเมริกา รายได้ของรัฐบาลที่มาจากภาษีเป็นดังนี้

ปี 2010 ( ที่มา : http://www.usgovernmentrevenue.com/yearrev2010_0.html )


                ส่วนใหญ่มาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Taxes) รองลงมาเป็น Ad valorem Tax หรือภาษีที่คิดตามมูลค่าของสินค้า รองลงมาเป็น Social Insurance Tax หรือ Payroll Taxes ที่เก็บจากผู้ประกอบการและลูกจ้าง (ในส่วนนี้ประเทศไทยอยู่ในรูปแบบของประกันสังคมเนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการ) รองลงมาคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และส่วนที่เหลือเป็นภาษีสรรพษามิตและภาษีศุลกากร


ในขณะเดียวกันประเทศไทย รายได้ของรัฐบาลที่มาจากภาษีเป็นดังนี้
(ที่มา : วุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ผู้อานวยการส่วนนโยบายการคลังและงบประมาณ สำนักนโยบายการคลัง สานักงานเศรษฐกิจการคลัง)

ข้อมูลปี 2550 (ที่มา : กระทรวงการคลัง)
ข้อมูลเปรียบเทียบ (ที่มา : รายงานประจำปี 2553 กรรมสรรพากร)
                จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ารายได้ของรัฐที่มาจากภาษี อันดับหนึ่งได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ร้อยละ 39.71)  รองลงมาคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (35.94%) รองลงมาคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(16.47%) และที่เหลือเป็นภาษีในสินค้าและบริการอื่นๆ
                เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยจึงควรมีการปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่เพื่อประโยชน์ในด้านงบประมาณและส่งเสริมการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันในทุกสังคมโดยยึดหลักที่ว่า บุคคลใดที่มีรายได้สูงกว่าควรเสียภาษีมากกว่า ไม่ใช่ บุคคลใดที่มีรายได้น้อยสมควรได้รับการงดเว้นการเก็บภาษี

ข้อเสนอแนะของข้าพเจ้า
                ระบบอัตราภาษีก้าวหน้าหรือ Progressive Tax นั้นเป็นสิ่งที่ดีในตัวของจุดมุ่งหมายซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำกันระหว่างคนจนและคนรวย อย่างไรก็ตามหากเรามุ่งที่จะปรับอัตราภาษีให้สูงขึ้น เช่น จาก 37% ในช่วงชั้น (Bracket) บนสุดจาก 37 เป็น 40(สมมุติ) จะทำให้เกิด Marginal Rateที่สูงขึ้น และเมื่อ Marginal Tax Rate สูงขึ้น ผลของ substitution Effect ก็จะยิ่งมีมากขึ้น กล่าวคือ ในกลุ่มบุคคล เช่น แรงงานซึ่งอุปทานค่อนข้างที่จะ Elastic เมื่อไหร่ก็ตามที่ภาษีเงินได้สูงขึ้น แรงงานอาจเลือกที่จะพักผ่อนแทนที่จะทำงานมากขึ้นที่ถึงแม้จะมีรายได้มากขึ้นแต่สัดส่วนของภาษีก็มากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากมีการขึ้นภาษีในตลาดแรงงาน การพักผ่อนแทนการทำงานอาจเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอนในแง่ที่ว่าผลผลิตที่ได้อาจน้อยกว่าลง หรืออาจจะเป็นตัวอย่างที่ว่า ในกรณีที่แรงงานกำลังตัดสินใจว่าจะทำงานเพิ่มดีหรือไม่ หากทำงานเพิ่ม ได้รับเงินเพิ่ม รายได้สุทธิได้ขยับไปอีกช่วงชั้น ทำให้ต้องคิดอัตราภาษีส่วนของเงินที่เกินในอัตราภาษีที่สูงขึ้น จุดนี้อาจทำให้แรงงานยอมหยุดการทำงานของตัวเองทั้งๆที่สามารถทำงานได้ต่ออีก ผลผลิตของระบบเศรษฐกิจย่อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเราอาจคงไว้ซึ่งฐานภาษีเดิมคือ 10 20 30 และ 37% แต่ข้อเสนอแนะของข้าพเจ้ามี 2 กรณีด้วยกันคือ

1. ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมในส่วนที่เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ในแง่ของความเป็นธรรม เมื่อมีการเก็บภาษีหมายถึงภาระที่ติดหลังไว้กับทุกคนว่าหากคุณมีรายได้ คุณจำเป็นจะต้องแบกส่วนหนึ่งของรายได้มาให้กับกองกลางเพื่อสามารถจัดสาธารณูปโภคหรือสวัสดิการหรือเพื่อบริหารจัดการดำเนินงานที่เป็นสาธารณะประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะคืนความเป็นธรรมให้กับบุคคลชั้นกลางที่เสียภาษีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ที่มาจากภาษีของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง หากรัฐบาลมีรายได้สูงขึ้น ความจำเป็นในการสร้างหนี้ก็จะน้อยลงเพราะมีเงินที่จะมาบริหารมากขึ้น การไปกู้ยืมเงินมาจากต่างประเทศนั้นแสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐ ก็เหมือนกับ หากใครซักคนหนึ่งต้องไปขอยืมเงินจากบุคคลอื่น ก็หมายถึงว่า เขาไม่สามารถจัดการเงินที่มีให้มีประสิทธิได้มากที่สุดหรืออาจเกิดจากการคอรัปชั่นอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา หากรัฐบาลมีเงินในมือ 100 บาท รัฐบาลควรคิดถึงคนทุกคนว่าจะทำอย่างไรให้ประโยชน์ของเงินจำนวน 100 บาทนี้กระจายไปกับทุกคนในสังคม ไม่กระจุกตัวอยู่กับนายทุนหรือมุ่งเน้นบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นพิเศษ โดยข้าพเจ้าขอเสนอให้มีการยกเลิกการงดเว้นการเก็บภาษีในช่วงชั้นแรกและเก็บภาษีในอัตราเริ่มต้นที่ร้อยละ 5 สำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 1 – 150,000 บาท
2. การใช้ระบบ “Proportional Progressive Tax” ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าระบบนี้สามารถตอบโจทย์ในแง่ของความเป็นธรรมและในแง่ของรายได้รัฐบาลได้ 
Proportional Progressive Tax นั้นจะช่วยอุดรอยรั่วของระบบ Progressive Tax และยืมข้อดีของ Proportional Tax มาใช้ กล่าวคือ ระบบ Progressive Tax นั้นจะเป็นคิดภาษีในอัตราก้าวหน้าแต่ภาษีที่เก็บสูงขึ้นไปในแต่ละช่วงนั้นเก็บเพียงส่วนที่เกิน(excess) ไปจากฐานในช่วงชั้นใหม่ เช่น

เงินได้สุทธิ
ช่วงเงินได้สุทธิ
แต่ละขั้น
อัตราภาษี
ร้อยละ
ภาษีแต่ละขั้น
เงินได้สุทธิ
ภาษีสะสม
สูงสุดของขั้น
1 - 150,000
150,000
ได้รับยกเว้น
-
-
150,001 - 500,000
350,000
10
35,000
35,000
500,001 - 1,000,000
500,000
20
100,000
135,000
1,000,001 - 4,000,000
3,000,000
30
900,000
1,035,000
4,000,001 บาทขึ้นไป

37


หาก นายก. มีรายได้ 1,200,000 บาท นายก. จะเสียภาษีทั้งสิ้น
ช่วงชั้นของรายได้สุทธิ(บาท)
อัตราภาษี(ร้อยละ)
ภาษีในแต่ละขั้นที่ต้องเสีย (บาท)
เงินที่ต้องเสียสะสม(บาท)
1-150,000
งดเว้น
0
0
150,001 – 500,000
10
35,000
35,000
500,001 – 1,000,000
20
100,000
135,000
1,000,001 – 4,000,000
30
60,000
195,000

ดังนั้น จากระบบอัตราภาษีก้าวหน้า ในกรณีที่ไม่ได้รับการหักค่าลดหย่อน นายก.จะต้องเสียภาษีทั้งสิ้น 195,000 บาท
                จะเห็นได้ว่าในแต่ละขั้น นายก. เสียภาษีที่สูงขึ้นในส่วนเฉพาะที่ตนมีรายได้เกินมาจากฐานในแต่ละขั้นเท่านั้น
                อย่างไรก็ตาม รายได้ของรัฐบาลจะมากขึ้น หากจัดเก็บภาษีเป็นระบบ Proportional Progressive Tax ซึ่งข้าพเจ้าจะขอตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ระบบอัตราภาษีก้าวหน้าตามสัดส่วน”กล่าวคือ หากระดับรายได้สุทธิของบุคคลใดอยู่ในช่วงชั้นหรือขั้นระดับอัตราภาษีใดก็จะต้องจ่ายภาษีในอัตรานั้นในสัดส่วนของเงินได้ทั้งหมด ระบบนี้จะสามารถตอบโจทย์ที่ว่า “บุคคลที่มีรายได้สูงกว่า หมายถึงมีความสามารถในการจ่ายภาษีมากกว่า สมควรจ่ายภาษีในอัตราที่สูงกว่า” อีกทั้งยังทำให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้นอีกด้วย
ซึ่งในกรณีของนายก. หากกรมสรรพากรมีการใช้ระบบ Proportional Progressive Tax นายก.จะต้องเสียภาษีทั้งสิ้น 120,000 x 0.37 ซึ่งเท่ากับ 360,000 บาท โดยรัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากนายก.ทั้งสิ้น 165,000 บาท ซึ่งหากกรณีของนายก. มี แค่ 1 ล้านคน จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มมากขึ้นถึง 165,000,000,000 บาท ยังไม่รวมประชาชนอีกหลายสิบล้านคนที่จะต้องเสียภาษี
เพราะฉะนั้นเมื่อนำข้อเสนอทั้ง 2 ข้อของข้าพเจ้า (ยกเลิกการงดเว้นภาษีในช่วงชั้นแรก และ ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าตามสัดส่วน) จะทำให้รูปร่างหน้าตาของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นดังนี้

เงินได้สุทธิ
อัตราภาษี
ร้อยละ
ภาษีแต่ละขั้นสูงสุดที่ต้องจ่าย
1 - 150,000
5
7,500
150,001 - 500,000
10
50,000
500,001 - 1,000,000
20
200,000
1,000,001 - 4,000,000
30
1,200,000
4,000,001 บาทขึ้นไป
37
1,480,000.37 ขึ้นไป

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)

บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 

1.Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก 2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์ 3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร 4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse) และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า 1.Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภคร…

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554) ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. …