วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Individual Income Tax Reform)


 การปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Individual Income Tax Reform)
                ภาษีในประเทศไทยมีด้วยกันหลายประเภท หากจะแบ่งแยกตามหน่วยงามผู้รับผิดชอบแล้วนั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
1. จัดเก็บโดยกรมสรรพากร ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อาการแสตมป์
2. จัดเก็บโดยกรมสรรพษามิต ได้แก่ ภาษีสรรพษามิต  (าษีการขายเฉพาะที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น สินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี สินค้าและบริการที่มีลักษณะเป็นการฟุ่มเฟือย สุรา ยาสูบ)
3. จัดเก็บโดยกรมศุลกากร ได้แก่ ภาษีศุลกากร (ภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ผ่านเข้าออกประเทศ)
                ในกรณีของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ในประเทศไทยเก็บในอัตราก้าวหน้า (Progressive Tax) ซึ่งหมายถึงภาระของภาษีจะขึ้นอยู่กับระดับของผู้เสียภาษี ยิ่งมีเงินได้มากเท่าไหร่ ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเท่านั้น
                จากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันของประเทศไทยดังนี้
(ที่มา : www.rd.go.th)
เงินได้สุทธิ
ช่วงเงินได้สุทธิ
แต่ละขั้น
อัตราภาษี
ร้อยละ
ภาษีแต่ละขั้น
เงินได้สุทธิ
ภาษีสะสม
สูงสุดของขั้น
1 - 150,000
150,000
ได้รับยกเว้น
-
-
150,001 - 500,000
350,000
10
35,000
35,000
500,001 - 1,000,000
500,000
20
100,000
135,000
1,000,001 - 4,000,000
3,000,000
30
900,000
1,035,000
4,000,001 บาทขึ้นไป

37



                จากอัตราภาษีดังกล่าวมีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิเฉพาะส่วนไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี (มีผลบังคับตั้งแต่พ.ศ.2551เป็นต้นไป)นั้น หากเราพิจารณาถึงการเข้ามาช่วยเหลือคนยากจนของรัฐบาล ก็จะนับว่าเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระทางภาษี แต่ขณะเดียวกัน ในแง่ของรายได้ของรัฐบาลนั้น การยกเว้นภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐใช้อัตราภาษีร้อยละ 5 สำหรับผู้มีรายได้สุทธิ 150,000 บาท จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นมา 7,500  บาท หากมีคนจำนวน 10 ล้านคนที่ถูกงดเว้นภาษี ก็หมายความว่า รัฐสูญเสียรายได้(ที่ควรได้)ไปถึง 75,000,000,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือคนยากจนในถิ่นทุรกันดาน หรืออาจเป็นกองทุนฟื้นฟูในยามอุทกภัยได้ หรืออาจนำเงินส่วนนี้ไปอุดหนุนตลาดสำหรับสินค้าบางประเภทที่มักจะมีราคาต่ำ เช่น ยางพารา เป็นต้น
                นอกจากนี้ในแต่ละปีรายได้ของรัฐบาลไทยมาจากสัดส่วนของภาษีที่ไม่เป็นสากล กล่าวคือ ในประเทศสหรัฐอเมริกา รายได้ของรัฐบาลที่มาจากภาษีเป็นดังนี้

ปี 2010 ( ที่มา : http://www.usgovernmentrevenue.com/yearrev2010_0.html )


                ส่วนใหญ่มาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Taxes) รองลงมาเป็น Ad valorem Tax หรือภาษีที่คิดตามมูลค่าของสินค้า รองลงมาเป็น Social Insurance Tax หรือ Payroll Taxes ที่เก็บจากผู้ประกอบการและลูกจ้าง (ในส่วนนี้ประเทศไทยอยู่ในรูปแบบของประกันสังคมเนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการ) รองลงมาคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และส่วนที่เหลือเป็นภาษีสรรพษามิตและภาษีศุลกากร


ในขณะเดียวกันประเทศไทย รายได้ของรัฐบาลที่มาจากภาษีเป็นดังนี้
(ที่มา : วุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ผู้อานวยการส่วนนโยบายการคลังและงบประมาณ สำนักนโยบายการคลัง สานักงานเศรษฐกิจการคลัง)

ข้อมูลปี 2550 (ที่มา : กระทรวงการคลัง)
ข้อมูลเปรียบเทียบ (ที่มา : รายงานประจำปี 2553 กรรมสรรพากร)
                จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ารายได้ของรัฐที่มาจากภาษี อันดับหนึ่งได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ร้อยละ 39.71)  รองลงมาคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (35.94%) รองลงมาคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(16.47%) และที่เหลือเป็นภาษีในสินค้าและบริการอื่นๆ
                เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยจึงควรมีการปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่เพื่อประโยชน์ในด้านงบประมาณและส่งเสริมการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันในทุกสังคมโดยยึดหลักที่ว่า บุคคลใดที่มีรายได้สูงกว่าควรเสียภาษีมากกว่า ไม่ใช่ บุคคลใดที่มีรายได้น้อยสมควรได้รับการงดเว้นการเก็บภาษี

ข้อเสนอแนะของข้าพเจ้า
                ระบบอัตราภาษีก้าวหน้าหรือ Progressive Tax นั้นเป็นสิ่งที่ดีในตัวของจุดมุ่งหมายซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำกันระหว่างคนจนและคนรวย อย่างไรก็ตามหากเรามุ่งที่จะปรับอัตราภาษีให้สูงขึ้น เช่น จาก 37% ในช่วงชั้น (Bracket) บนสุดจาก 37 เป็น 40(สมมุติ) จะทำให้เกิด Marginal Rateที่สูงขึ้น และเมื่อ Marginal Tax Rate สูงขึ้น ผลของ substitution Effect ก็จะยิ่งมีมากขึ้น กล่าวคือ ในกลุ่มบุคคล เช่น แรงงานซึ่งอุปทานค่อนข้างที่จะ Elastic เมื่อไหร่ก็ตามที่ภาษีเงินได้สูงขึ้น แรงงานอาจเลือกที่จะพักผ่อนแทนที่จะทำงานมากขึ้นที่ถึงแม้จะมีรายได้มากขึ้นแต่สัดส่วนของภาษีก็มากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากมีการขึ้นภาษีในตลาดแรงงาน การพักผ่อนแทนการทำงานอาจเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอนในแง่ที่ว่าผลผลิตที่ได้อาจน้อยกว่าลง หรืออาจจะเป็นตัวอย่างที่ว่า ในกรณีที่แรงงานกำลังตัดสินใจว่าจะทำงานเพิ่มดีหรือไม่ หากทำงานเพิ่ม ได้รับเงินเพิ่ม รายได้สุทธิได้ขยับไปอีกช่วงชั้น ทำให้ต้องคิดอัตราภาษีส่วนของเงินที่เกินในอัตราภาษีที่สูงขึ้น จุดนี้อาจทำให้แรงงานยอมหยุดการทำงานของตัวเองทั้งๆที่สามารถทำงานได้ต่ออีก ผลผลิตของระบบเศรษฐกิจย่อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเราอาจคงไว้ซึ่งฐานภาษีเดิมคือ 10 20 30 และ 37% แต่ข้อเสนอแนะของข้าพเจ้ามี 2 กรณีด้วยกันคือ

1. ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมในส่วนที่เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ในแง่ของความเป็นธรรม เมื่อมีการเก็บภาษีหมายถึงภาระที่ติดหลังไว้กับทุกคนว่าหากคุณมีรายได้ คุณจำเป็นจะต้องแบกส่วนหนึ่งของรายได้มาให้กับกองกลางเพื่อสามารถจัดสาธารณูปโภคหรือสวัสดิการหรือเพื่อบริหารจัดการดำเนินงานที่เป็นสาธารณะประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะคืนความเป็นธรรมให้กับบุคคลชั้นกลางที่เสียภาษีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ที่มาจากภาษีของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง หากรัฐบาลมีรายได้สูงขึ้น ความจำเป็นในการสร้างหนี้ก็จะน้อยลงเพราะมีเงินที่จะมาบริหารมากขึ้น การไปกู้ยืมเงินมาจากต่างประเทศนั้นแสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐ ก็เหมือนกับ หากใครซักคนหนึ่งต้องไปขอยืมเงินจากบุคคลอื่น ก็หมายถึงว่า เขาไม่สามารถจัดการเงินที่มีให้มีประสิทธิได้มากที่สุดหรืออาจเกิดจากการคอรัปชั่นอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา หากรัฐบาลมีเงินในมือ 100 บาท รัฐบาลควรคิดถึงคนทุกคนว่าจะทำอย่างไรให้ประโยชน์ของเงินจำนวน 100 บาทนี้กระจายไปกับทุกคนในสังคม ไม่กระจุกตัวอยู่กับนายทุนหรือมุ่งเน้นบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นพิเศษ โดยข้าพเจ้าขอเสนอให้มีการยกเลิกการงดเว้นการเก็บภาษีในช่วงชั้นแรกและเก็บภาษีในอัตราเริ่มต้นที่ร้อยละ 5 สำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 1 – 150,000 บาท
2. การใช้ระบบ “Proportional Progressive Tax” ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าระบบนี้สามารถตอบโจทย์ในแง่ของความเป็นธรรมและในแง่ของรายได้รัฐบาลได้ 
Proportional Progressive Tax นั้นจะช่วยอุดรอยรั่วของระบบ Progressive Tax และยืมข้อดีของ Proportional Tax มาใช้ กล่าวคือ ระบบ Progressive Tax นั้นจะเป็นคิดภาษีในอัตราก้าวหน้าแต่ภาษีที่เก็บสูงขึ้นไปในแต่ละช่วงนั้นเก็บเพียงส่วนที่เกิน(excess) ไปจากฐานในช่วงชั้นใหม่ เช่น

เงินได้สุทธิ
ช่วงเงินได้สุทธิ
แต่ละขั้น
อัตราภาษี
ร้อยละ
ภาษีแต่ละขั้น
เงินได้สุทธิ
ภาษีสะสม
สูงสุดของขั้น
1 - 150,000
150,000
ได้รับยกเว้น
-
-
150,001 - 500,000
350,000
10
35,000
35,000
500,001 - 1,000,000
500,000
20
100,000
135,000
1,000,001 - 4,000,000
3,000,000
30
900,000
1,035,000
4,000,001 บาทขึ้นไป

37


หาก นายก. มีรายได้ 1,200,000 บาท นายก. จะเสียภาษีทั้งสิ้น
ช่วงชั้นของรายได้สุทธิ(บาท)
อัตราภาษี(ร้อยละ)
ภาษีในแต่ละขั้นที่ต้องเสีย (บาท)
เงินที่ต้องเสียสะสม(บาท)
1-150,000
งดเว้น
0
0
150,001 – 500,000
10
35,000
35,000
500,001 – 1,000,000
20
100,000
135,000
1,000,001 – 4,000,000
30
60,000
195,000

ดังนั้น จากระบบอัตราภาษีก้าวหน้า ในกรณีที่ไม่ได้รับการหักค่าลดหย่อน นายก.จะต้องเสียภาษีทั้งสิ้น 195,000 บาท
                จะเห็นได้ว่าในแต่ละขั้น นายก. เสียภาษีที่สูงขึ้นในส่วนเฉพาะที่ตนมีรายได้เกินมาจากฐานในแต่ละขั้นเท่านั้น
                อย่างไรก็ตาม รายได้ของรัฐบาลจะมากขึ้น หากจัดเก็บภาษีเป็นระบบ Proportional Progressive Tax ซึ่งข้าพเจ้าจะขอตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ระบบอัตราภาษีก้าวหน้าตามสัดส่วน”กล่าวคือ หากระดับรายได้สุทธิของบุคคลใดอยู่ในช่วงชั้นหรือขั้นระดับอัตราภาษีใดก็จะต้องจ่ายภาษีในอัตรานั้นในสัดส่วนของเงินได้ทั้งหมด ระบบนี้จะสามารถตอบโจทย์ที่ว่า “บุคคลที่มีรายได้สูงกว่า หมายถึงมีความสามารถในการจ่ายภาษีมากกว่า สมควรจ่ายภาษีในอัตราที่สูงกว่า” อีกทั้งยังทำให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้นอีกด้วย
ซึ่งในกรณีของนายก. หากกรมสรรพากรมีการใช้ระบบ Proportional Progressive Tax นายก.จะต้องเสียภาษีทั้งสิ้น 120,000 x 0.37 ซึ่งเท่ากับ 360,000 บาท โดยรัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากนายก.ทั้งสิ้น 165,000 บาท ซึ่งหากกรณีของนายก. มี แค่ 1 ล้านคน จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มมากขึ้นถึง 165,000,000,000 บาท ยังไม่รวมประชาชนอีกหลายสิบล้านคนที่จะต้องเสียภาษี
เพราะฉะนั้นเมื่อนำข้อเสนอทั้ง 2 ข้อของข้าพเจ้า (ยกเลิกการงดเว้นภาษีในช่วงชั้นแรก และ ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าตามสัดส่วน) จะทำให้รูปร่างหน้าตาของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นดังนี้

เงินได้สุทธิ
อัตราภาษี
ร้อยละ
ภาษีแต่ละขั้นสูงสุดที่ต้องจ่าย
1 - 150,000
5
7,500
150,001 - 500,000
10
50,000
500,001 - 1,000,000
20
200,000
1,000,001 - 4,000,000
30
1,200,000
4,000,001 บาทขึ้นไป
37
1,480,000.37 ขึ้นไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น