วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่รัฐสวัสดิการ (Abridged)


           
 ดาวน์โหลด เอกสารงานวิจัย "การปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่รัฐสวัสดิการ" โดยวรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง
https://docs.google.com/open?id=0B0KdFG2GZWWqTWNFWHA0QnF3X3M

หรือ

http://library.cmu.ac.th/faculty/econ/Exer751409/2554/Exer2554_no225

     ในทุกๆสังคมไม่ว่าจะเป็นในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตามล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ชีวิตความเป็นอยู่ รายได้ การศึกษา สุขภาพ หรือแม้กระทั่งระดับความสุข ทั้งนี้ความแตกต่างจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาจเป็นเพราะความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน ฐานะทางสังคมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความสามารถในการเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ หรือแม้กระทั่งโอกาสในชีวิต สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุอาจไม่สำคัญเท่าการร่วมกันหาทางแก้ไขและลงมือปฏิบัติ ถึงแม้ประชาชนทุกคนจะสามารถช่วยลดความแตกต่างระหว่างกันได้ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลเปรียบเหมือนศูนย์กลางของการบริหารประเทศ ซึ่งนอกจากจะต้องบริหารประเทศให้ดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมอย่างทั่วถึง จากคำกล่าวของ Adam Smith (1776) ในหนังสือ The Essential Adam Stmith ว่ารัฐบาลมีหน้าที่อย่างน้อย 3 ประการ คือ ป้องกันประเทศ การรักษาความยุติธรรมด้วยกฎหมาย และการให้บริการในสาขาที่เอกชนไม่สนใจทำหรือทำโดยไม่มีประสิทธิภาพซึ่งหมายถึงการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ถนน สะพาน คลองต่างๆ สวนสาธารณะ รวมไปถึงการดูแลเด็กและสวัสดิการคนยากจน สตรี และคนชรา ทั้งนี้จะเห็นว่าความสนใจในด้านสวัสดิการหรือการดูแลประชาชนมีมาทั้งแต่อดีต แต่ปัญหาความยากจนแร้นแค้น และความไม่เท่าเทียมกันภายในสังคมก็ยังมีอยู่ทั่วโลกโดย Rae (1981) ได้เสนอว่าความไม่เท่าเทียมที่ประชากรวิตกกังวลนั้นมีสามมิติ ได้แก่ มิติของปัจเจก เช่น ระหว่างคนจนกับคนรวย มิติของกลุ่มคน เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มชนเผ่าพันธุ์กลุ่มน้อย กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มภูมิภาค มิติของการแยกเป็นส่วน เช่น การจำกัดให้อยู่ภายในขอบเขตของเด็กหรือสตรี เป็นต้น

                ปัญหาความยากจนนับเป็นปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ความแตกต่างระหว่างคนรวยยังคงมีอยู่ทั่วไป จากข้อมูลของ ดร. สุวิทย์ เมษิณทรีย์  (2554) ผู้อำนวยการสถาบันศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า ประเทศไทยมีช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนรวยที่สุด 20% (Quantile5) แรกกับคนจนที่สุด 20% มากที่สุด (Quantile1) โดยกลุ่มบนสุดมีทรัพย์สิน 69% ส่วนกลุ่มล่างสุดได้รับเพียง 1% กลุ่มบนสุดก็คือเจ้าของกิจการบริษัท นายจ้าง ที่แต่ละปีมีเงินอย่างมหาศาล ในขณะที่กลุ่มล่างสุดย่อมหนีไม่พ้นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ที่มีรายได้ต่ำ ทั้งนี้ความเหลื่อมล้ำไม่เพียงเฉพาะมิติของรายได้ แต่ยังรวมไปถึงสิทธิ โอกาส อำนาจ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกันจนนำไปสู่ปัญหาสังคมอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การรวมกลุ่มประท้วงของชาวนาที่มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ปัญหายาเสพติด อันธพาล ความรุนแรงในครอบครัวซึ่งหัวหน้าครอบครัวคือวัยรุ่นที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ และรวมไปถึงปัญหาของผู้สูงวัย โดยที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้พบว่าในปี 2553 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 11 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้มีความจำเป็นอย่างมากที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเพราะแรงงานเหล่านี้คือส่วนสำคัญในการผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากร้อยละ 40 คือผู้สูงอายุที่ยังคงทำงาน และกว่าร้อยละ 90 เป็นแรงงานนอกระบบซึ่งไม่ได้รับสวัสดิการใดใดทั้งสิ้น หากได้รับการบาดเจ็บจะต้องดูแลรักษาค่าพยาบาลเองทั้งหมดหรืออาจหยุดงานเป็นเวลานานทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่องเกิดภาวะชะงักงันในระบบเศรษฐกิจได้

                ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกประเทศล้วนต้องการการพัฒนาการเศรษฐกิจด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ย่อมหมายถึงความเจริญเติบโตในผลิตภัณฑ์มวลภายในประเทศ(GDP) หรือวัดจากรายได้ประชาชาติที่แท้จริงต่อหัว (real per capita income) อย่างไรก็ตามประเทศไทยนับว่ามีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทุกปีแต่คำพูดดังกล่าวใช้เพียงการเพิ่มขึ้นของดัชนีที่ชี้เฉพาะเจาะจงในเรื่องของรายได้เฉลี่ยเพียงตัวเดียวเท่านั้นถึงทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนจนจะมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น การเพิ่มสูงขึ้นดังกล่าอาจมาจากสัดส่วนของกำไรในรายได้ประชาชาติของผู้ประกอบการ ทั้งนี้หากเราพิจารณาดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index, HDI) ซึ่งชี้วัดในสามด้านได้แก่ การมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีโดยวัดจากอายุขัย(Longevity) ความรู้ซึ่งวัดจากการรู้หนังสือและอัตราการเข้าเรียนสุทธิ(Knowledge) รวมถึงมาตรฐานคุณภาพชีวิตโดยวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวและความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ(Standard of living) ทั้งนี้จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติใน Haman Development Report 2011 จะเห็นได้ว่าดัชนีการพัฒนามนุษย์มีค่าเท่ากับ 0.682 เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2553 อยู่ 0.002 ซึ่งนับว่าอัตราการเพิ่มขึ้นต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศนอร์เวย์ที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์เท่ากับ 0.943 หรือ ประเทศออสเตรเลียซึ่งเท่ากับ 0.929 แม้ว่าดัชนีการพัฒนามนุษย์จะไม่ได้แสดงความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ หรือยังมีข้อบกพร่องบางประการอยู่บ้าง แต่ก็สามารถชี้ให้เห็นว่าประเทศเรายังล้าหลังและห่างไกลการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่มาก หากดูรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เส้นความยากจนของไทยในปี 2553 อยู่ที่ 1,678 บาทต่อเดือน(ในปี 2552เท่ากับ 1,586) โดยมีจำนวนคนยากจนซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 5.1 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 7.75 ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนไทยต่อเดือนซึ่งเท่ากับ 12,510 บาทต่อเดือน (ในปี 2552 เท่ากับ 11,262) ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่าคนโดยทั่วไปมีรายได้ถึง 12,510 บาทต่อเดือนหรือ 417บาทต่อวัน) สามารถซื้อสินค้าจำเป็นพื้นฐานเพื่อการอุปโภคบริโภคได้อย่างดี ขณะที่อีก 5.1 ล้านคนได้รับรายได้เดือนละ 1,678 บาทต่อเดือนหรือ 55.93 บาทต่อวัน ซึ่งคนส่วนใหญ่เหล่านี้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในชนบทประกอบอาชีพเกษตรกร ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ ถึงแม้กระนั้นก็ตามคุณภาพชีวิตย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่าง 5.1 ล้านคน กับคนอีกกว่าครึ่งค่อนประเทศที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ความไม่เท่าเทียมของรายได้เหล่านี้นำไปสู่ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เท่าเทียมกัน (Gini Coefficient) ซึ่งในปี 2553 มีค่าเท่ากับ 0.48  ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สวีเดน มีค่าดัชนี Gini เท่ากับ 0.230 อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าอัตราความจำเริญเติบโตของประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกทั้งความจนและความเหลื่อมล้ำในรายได้จะลดลงในช่วงระยะเวลา 20ปีที่ผ่านมา

                Michael P. Todaro (2008) กล่าวว่าความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Countries) กับประเทศที่กำลังพัฒนา (Developing Countries) ได้แก่ ด้านกายภาพซึ่งหมายถึงที่ดินหรือทรัพยากรทางธรรมชาติหรือสมรรถภาพของประชากรในชาติ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเทศต่อหัว สภาพภูมิอากาศ ขนาดประชากรและการกระจายรายได้ ประวัติของการย้ายถิ่นฐาน การค้าระหว่างประเทศ ความสามารถในการค้นคว้าวิจัยและด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงสถาบันต่างๆภายในประเทศ นอกจากนั้น รองศาสตราจารย์ ดร. เดช กาญจนางกูร (2558) ได้กล่าวในหนังสือพัฒนาการเศรษฐกิจว่าการพัฒนาการเศรษฐกิจสามารถขจัดความยากจนและช่วยให้มนุษย์มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น การเอารัดเอาเปรียบกันของคนในสังคมจะกระทำได้ยากลำบากขึ้นและนำไปสู่ความเสมอภาคในสังคม นอกจากนั้น Charles Zastrow (1978)ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Introduction to Social Welfare Institutions ว่าสาเหตุของความจนมีด้วยกันดังนี้ อัตราการว่างงานสูง ปัญหาด้านสุขภาพพลานามัย ทุพพลภาพ ปัญหาด้านอารมณ์ แอลกอฮอล์ สิ่งเสพติด ขนาดครอบครัวที่ใหญ่ การขาดทักษะในการทำงานการศึกษาต่ำ การมีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครอบครัวอีกทั้งยังมีบุตร ไม่มีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอน ปัญหาการเหยียดสีผิวแบ่งแยกชนชั้นภายในประเทศ การมีความผิดติดตัว การอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน การหย่าร้าง การเป็นหม้าย การพนัน มีปัญหาด้านการจัดการงบประมาณ มีปัญหาด้านสภาวะจิตใจ และเข้าสู่วัยเกษียณอายุ                Sinn (1995) ได้กล่าวว่า รัฐสวัสดิการ (Welfare State) มีสาระสำคัญคือการเน้นเรื่องการกระจายสิทธิและผลประโยชน์ที่รัฐพึงมีหน้าที่จะต้องจัดสรรให้แก่พลเมืองในประเทศอย่างทั่วถึง นอกจากนั้น ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ(2552) ได้สรุปไว้ว่า สวัสดิการสังคมหมายถึง “บริการหรือโครงการที่ทั้งภาคราชการและภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมภาพความเป็นอยู่ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยไม่จำแนกฐานะ และชนชั้น อย่างไรก็ตามประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปจะมีเรื่องของสวัสดิการควบคู่ไปกับการวางนโยบายการพัฒนาประเทศอยู่เสมอ ทั้งนี้แนวความคิดเรื่องสวัสดิการสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเพิ่งเกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 19 เท่านั้น รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ (2552) ได้จำแนกความเป็นรัฐสวัสดิการตามลำดับพัฒนาการ เป็น 3 ช่วง ดังนี้ 1.ช่วงแรก ยุคแห่งการทดลอง (ค.ศ. 1880 - 1914) เป็นยุคที่แต่ละประเทศในยุโรปมีความคิดหันเหไปจากแนวคิดเสรีนิยมในแบบฉบับของศตวรรษที่ 19 และเริ่มยอมรับความเป็นจริงที่ว่าสังคมในชนบทและระบบอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันภายใต้ระบบครอบครัวประเพณีดั้งเดิมได้ล่มสลายไปเนื่องจากแนวคิดทุนนิยม จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงแบบใหม่ในการทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (new risk) ดังนั้นการเรียกร้องให้มีการปกป้องคุ้มครองของคนทำงานจึงเป็นสิ่งชอบธรรม ในช่วงปฏิบัติทดลองนี้ ความเสี่ยงภัยชนิดต่างๆที่เกิดขึ้นนการทำงานภาคอุตสาหกรรมจะได้รับการคุ้มครองและการจัดเงินอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ เช่น ในลำดับแรกคือการให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเพราะเป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง ต่อมาได้ขยายการคุ้มครองไปสู่การประกันชราภาพและทุพพลภาพ และท้ายสุดคือการประกันการเจ็บป่วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาการว่างงานยังไม่ได้เป็นประเด็นหลักในการพิจารณา ดังนั้น การให้การปกป้องจะขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพมากกว่าจะเป็นการให้การประกับแบบถ้วนหน้า การประกันจะใช้วิธีการหักเงินสมทบจากนายจ้างหรือลูกจ้าง และเงินอุดหนุนจากภาษี เป็นรูปแบบประกันสังคมแบบบังคับโดยรับเป็นผู้ดำเนินการ ในปี ค.ศ. 1914 ในอังกฤษมีประชากรไม่ถึงร้อยละ 10 ที่ได้รับการคุ้มครองจากระบบนี้ แต่ในสวีเดนและเยอรมนีมีประมาณร้อยละ 40 2. ช่วงที่สอง ยุคของการพัฒนาให้เป็นระบบ (ค.ศ. 1920 - 1940) มีการพัฒนาโครงสร้างสวัสดิการให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีการขยายสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเฉพาะคนทำงานไปสู่ชนชั้นกลางและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก (The Great Depression) เมื่อปี ค.ศ. 1930 ได้แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงชนิดใหม่ในสังคมการทำงานที่สามารถจะเกิดขึ้นได้คือ สภาวะการว่างงาน เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการประกันสังคมแบบบังคับ ซึ่งในปี ค.ศ. 1940 พบว่า โดยเฉลี่ย คนงาน 1 ใน 2 คนในยุโรปจะได้สิทธิประโยชน์จากการประกันชราภาพและประกันการว่างงาน 3.ช่วงที่สาม ยุคของการกลายเป็นระบบทั่วไป (ค.ศ. 1945 - 1985) รัฐสวัสดิการแบบใหม่เน้นการป้องกันความเสี่ยงภัยทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วทั้งยุโรป ในสหรัฐอเมริกาก็มีการนำหลักการบางอย่างของรัฐสวัสดิการไปใช้ ทั้งนี้

                รัฐสวัสดิการในปัจจุบันประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมนี ประเทศสวีเดน ประเทศนอร์เวย์ ประเทศเดนมาร์ก ประเทศฟินแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเบลเยียม ประเทศฝรั่งเศส ประเทศแคนาดา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศกรีซ ประเทศเสปน ประเทศโปรตุเกส ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศฮังการี ประเทศกาตาร์ ประเทศคูเวต ประเทศโปแลนด์ ประเทศอิสราเอล เมื่อพิจารณาถึงความสำเร็จของประเทศเหล่านี้จากข้อมูล Human Development Report 2011 ของสหประชาชาติ (UN) พบว่า เกือบทุกประเทศมีค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ระดับสูงมากทั้งหมด (Very High Human Development) คือมากกว่า 0.8 ทุกประเทศมีเพียงประเทศคูเวตที่มีค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่ที่ 0.76(High Human Development) ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบอัตราความยากจนก่อนและหลังของการปฏิรูปเป็นรัฐสวัสดิการในปี ค.ศ. 1970 ถึง 1997พบว่า มีอัตราความยากจนที่ลดลงอย่างมาก ดังจะเห็นจากงานวิจัยของ Lane Kenworthy แสดงให้เห็นถึงอัตราความยากจนของก่อนและหลังการปฏิรูปของประเทศต่างๆเข้าสู่รัฐสวัสดิการโดยแสดงตัวอย่างทั้งสิ้น 14 ประเทศ ทั้งนี้เมื่อใช้พิจารณาถึงค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ต่ำสุดแล้วนั้นพบว่าค่าสูงสุดและค่าต่ำสุดของอัตราความยากจนนั้นลดลงไปมาก พบว่าค่าเฉลี่ยความความยากจนสัมพัทธ์ก่อนปฏิรูปประเทศเป็นรัฐสวัสดิการอยู่ที่ 16 และหลังจากปฏิรูปแล้วค่าเฉลี่ยความยากจนสัมพัทธ์อยู่ที่ 7.59 นอกจากนี้ก่อนการปฏิรูปมีค่าสูงสุดของความยากจนอยู่ที่ 21.8 และต่ำสุดอยู่ที่ 9.7 ซึ่งเมื่อปฏิรูปแล้ว ค่าสูงสุดลดลงอยู่ที่ 15.1 และค่าต่ำสุดลดลงอยู่ที่ 3.1

                Thomas Paine’s (1791) กล่าวว่าหน้าที่ของรัฐบาลอังกฤษควรประกอบไปด้วย 8 ประการประกอบด้วย 1.การเอาชนะความยากจน 2.การจัดหาสวัสดิการสำหรับครอบครัวยากจน 3. การจัดการศึกษาสำหรับประชากรในวัยเรียน4.การจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ 5.การจ่ายเงินช่วยเหลือการมีบุตรโดยจ่ายให้ทันทีที่สตรีให้กำเนิดบุตร 6.การจ่ายเงินช่วยเหลือคู่สมรส 7.การจ่ายเงินช่วยเหลือการทำศพ และ 8. การสร้างงานเพื่อลดอัตราการว่างงานของประชากรลง ทั้งนี้ ดร.พงษ์เทพ สันติกุล ได้สรุปเกี่ยวกับโครงสร้างความมั่นคงทางสังคมไว้ 3 ประการ 1. ด้านรายได้ โดยสร้างให้กับบุคคลและครอบครัว 2.ด้านสร้างหลักประกันให้ประชาชนเมื่อต้องตกอยู่ในสภาวการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น การเจ็บป่วยการว่างงาน การเป็นผู้สูงอายุ เป็นต้น 3.สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสังคมโดยไม่มีสถานะ ชนชั้น เป็นปัจจัยขัดขวางการเข้าถึงบริการสังคมของรัฐดังนั้นเมื่อประเทศต่างๆทั่วโลกให้ความสำคัญกับการให้สวัสดิการแก่ประชาชนก็เป็นการขจัดปัญหาทางสังคมอีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสังคมอีกประการหนึ่ง

                ทั้งนี้ Joseph E. Stiglitz ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Economics of The Public Sector ว่าความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) เกิดจากเหตุผล 6 ประการได้แก่ ความล้มเหลวในการแข่งขัน, สินค้าสาธารณะ, ผลภายนอก, ความไม่พร้อมที่จะเป็นตลาด, ความล้มเหลวด้านข้อมูล และปัญหาการว่างงาน จาก 6 ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลมีส่วนช่วยอย่างมากในการดูแลประชาชนให้ได้รับความเสมอภาพและเป็นผู้นำในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยปัญหาต่างๆดังกล่าว จึงทำให้ผู้วิจัยอยากทราบถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อเข้าสู่การเป็นรัฐสวัสดิการรวมทั้งเงื่อนไขต่างๆไม่ว่าจะเป็น ระบบภาษี หรือ ระบบบริหารจัดการภายในประเทศ ทั้งนี้ผู้วิจัยอยากทราบถึงสวัสดิการที่พึงปรารถนาของประชาชนทั่วไปอีกทั้งความเป็นไปได้ในแง่ของค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ผู้วิจัยมีความเชื่อว่ารัฐสวัสดิการสามารถแก้ไขปัญหาทางสังคมที่ติดอยู่กับประเทศไทยมานาน เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ระดับคุณภาพชีวิตที่แตกต่าง อาชญากรรม เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้มีความจำเริญเติบโตได้ รวมถึงสามารถปูทางให้ประเทศก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยผู้วิจัยมองว่ารัฐสวัสดิการเป็นกลไกที่มั่นคงที่จะสร้างเกราะกันกระแทกเพื่อป้องกันสังคมไทยจากสภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำในอนาคตได้

                จุดมุ่งหมายของงานวิจัยคือเพื่อเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างสวัสดิการ โครงสร้างภาษี โครงสร้างระบบประกันสุขภาพ โครงสร้างการศึกษาและสถานการณ์ความยากจนของประเทศไทย นอกจากนั้นยังศึกษาความพึงพอใจ ความต้องการและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมในด้านต่างๆจากประชาชนรวมถึงศึกษาถึงแนวทางหรือหนทางในการปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่การเป็นรัฐสวัสดิการและสร้างข้อเสนอแนะและแนวทางในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

                ระเบียบวิธีวิจัยใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากการทำแบบสอบถามผ่านเครื่องมือทางการวิจัยคือแบบตรวจสอบรายการ(Checklist), แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating), และ แบบจัดอันดับ(Ranking) โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย อันประกอบด้วยบุคคลากรในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 4 กลุ่มได้แก่ ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยประจำ พนักงานมหาวิทยาลัยชั่วคราว และลูกจ้างประจำ ในแบบสอบถามจะประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ สวัสดิการที่ได้รับไม่รวมประกันสังคม ความพึงพอใจของสวัสดิการที่ได้รับในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการสวัสดิการเพิ่มเติม ความต้องการการปฏิรูปประเทศไทยให้เข้าสู่รัฐสวัสดิการ ความยินดีจ่ายและจำนวนร้อยละของเงินเดือนที่ยินดีจ่ายต่อเดือนเพื่อให้รัฐสามารถจัดสวัสดิการให้ได้อย่างเต็มที่ ทัศนคติและความคิดเห็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรัฐสวัสดิการ ปัญหาทางสังคมที่ประสบอยู่ และความต้องการสวัสดิการในด้านต่างๆ และในส่วนของข้อมูลทุติยภูมินั้นประกอบด้วยข้อมูลโครงสร้างภาษี โครงสร้างการศึกษา โครงสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า สถานการณ์ความยากจน และ สถานการณ์ความเหลื่อล้ำในมิติของรายได้ในประเทศไทย การวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับข้อมูลปฐมภูมิใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณา (Descriptive Analysis) โดยดูอัตราส่วน ร้อยละ ความถี่ ค่าสูงสุด ต่ำสุดของข้อมูล และสำหรับข้อมูลทุติยภูมิใช้หลักวิเคราะห์ตามทฤษฏีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสังคม เช่น ทฤษฏีฟังก์ชันสวัสดิการสังคมของ Bergson และ John Rawl

                ผลการศึกษา สำหรับการศึกษาข้อมูลปฐมภูมิพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่พึงพอใจสวัสดิการที่ได้รับในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาปานกลาง และต้องการสวัสดิการเพิ่มจากรัฐบาล กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่รัฐสวัสดิการ นอกจากนี้ปัญหาทางสังคมที่กลุ่มตัวอย่างประสบอยู่คือปัญหาด้านชีวิตความเป็นอยู่ และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการด้านเบี้ยยังชีพให้มีมากขึ้น สำหรับผลการศึกษาข้อมูลทุตยภูมิพบว่าแนวทางสำคัญสำหรับการปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่รัฐสวัสดิการประกอบด้วยกัน 3 ประการคือ กฎหมาย การปฏิรูปภาษี และสวัสดิการต่างๆที่จัดหาให้โดยรัฐบาล ซึ่งในส่วนของกฎหมายนั้นอาจกล่าวได้ว่าจุดกำเนิดของรัฐสวัสดิการคือ กฎหมายแรงงานสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สาม (1349 Ordinance of labour) แต่ที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นกฎหมายคนจนแห่งพระนางอลิซาเบธที่หนึ่ง (1601 Elizabethan Poor Law) และได้เริ่มแพร่หลายไปในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก โดยในสหรัฐอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 จะมีการช่วยเหลือสงเคราะห์คนจนผ่านสถานสงเคราะห์และสถานคนยากจน และผู้ที่เป็นคนจนจะต้องสวมเสื้ออักษร P เพื่อบ่งบอกให้รู้ถึงสถานะ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1862 มีโครงการบำนาญสงครามกลางเมือง (Civil War Pension Program) ขึ้น และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบสวัสดิการในประเทศสหรัฐอเมริกาคือพระราชบัญญัติการคุ้มครองทางสังคม (Socail Security Act) ก่อให้เกิดโครงการต่างๆเพื่อคนจนมากมายอย่างเช่นทุกวันนี้ ประเทศเยอรมีมีกฎหมาย National Insurance Code of 1911 เกิดขึ้นในค.ศ. 1911 ในฝรั่งเศส รัฐสวัสดิการเป็นผลของกฎหมาย Ordinance of 4th October 1945 ใน ค.ศ. 1945 ในสวีเดนมีกฎหมาย Poor Reliefs Law ใน ค.ศ. 1853 และ National Pension Act ในปี ค.ศ. 1913 และในเดนมาร์กออกกฎหมายคนจน (The poor law) ในปีค.ศ. 1803 ดังนั้นจะเห็นว่ากฎหมายมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการของสังคม นอกจากกฎหมายแล้ว ระดับความเป็นรัฐสวัสดิการสามารถพิจารณาได้จากโครงสร้งระบบการจัดเก็บภาษี ประเทศที่มีขนาดของสวัสดิการในระดับที่สูงเช่น เดนมาร์ก จะมีการจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ประมาณร้อยละ 60 ของรายได้ขั้นสูง ประกอบกับภาษีทางสังคมอื่นๆและภาษีการบริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีอัตราสูงถึงร้อยละ 25 ของมูลค่าสินค้าเพื่อนำเอาไปใช้ในการให้บริการสาธารณะ ประเทศที่มีรายรับจากภาษีสูงสุดคือเดนมาร์ก คิดเป็นร้อยละ 48.9 ของ GDP รองลงมาคือ สวีเดน คิดเป็นร้อยละ 48.2 ขณะที่สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนอยู่ที่ 28.3 ของ GDP ระดับความเป็นรัฐสวัสดิการสามารถพิจารณาได้จากคุณลักษณะประการที่สามคือ ขนาดของการให้ผลประโยชน์ที่รัฐมีให้แก่ประชาชนแต่ละกลุ่ม อาทิ สำหรับผู้ป่วย ผู้ว่างงาน ผู้รับบำนาญ และผู้ลาคลอด เป็นต้น โดยภาพรวม ประเทศในแสกนดิเนเวียจะมีสัดส่วนการให้ผลประโยชน์ทางสวัสดิการแก่ประชาชนมากกว่าประเทศอื่นๆในยุโรปโดยเปรียบเทียบ ขนาดของการให้ผลประโยชน์จะแสดงถึงความเข้มข้นของสวัสดิการในประเทศนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอังกฤษจะมีระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติและสวัสดิการสังคม (National Health Services: NHS) ช่วยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว เมื่อครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น ผลก็จะตกไปอยู่กับคนชราและเด็ก ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีโครงการTANF, AFDC, WIC, EITC, NIT, Child labor และอื่นๆ และในประเทศฝรั่งเศสจะมีโครงการที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น CNAMTS ซึ่งเป็นโครงการความมั่นคงทางสังคม, MSA โครงการเพื่อเกษตรกร, CRAM กองทุนประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น, CGSS กองทุนความมั่นคงของสังคมทั่วไป หรือในประเทศสวีเดนจะมีโครงการ Child care และ Daddy Month ดังนั้นจะเห็นได้กว่าโครงการต่างๆในแต่ละประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการนั้นหลากหลายและครอบคลุมถึงประชาชนทุกคนในสังคม ทั้งนี้หากประเทศไทยต้องการที่จะปฏิรูปเข้าสู่รัฐสวัสดิการ รัฐบาลและองค์กรต่างๆควรให้ความสำคัญกับเรื่องของโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ในส่วนของข้อเสนอแนะเรื่องนโยบายนั้นเนื้อหาจะอยู่ในบทที่ 5 ซึ่งเป็นการเสนอแนะจากผลจากการศึกษาจากแบบสอบถาม อย่างไรก็ตามในส่วนนี้จะกล่าวถึงข้อเสนอแนะด้านการดูแลชีวิตความเป็นอยู่โดยทั่วไป

                จาก Rawlsian Social Welfare Function หรือ Maximin นั้นเป็นการที่สังคมให้ความสำคัญกับผู้ที่ส่วนล่างสุดของสังคม อาจจะมีรายได้น้อยที่สุดในสังคม ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ต่ำ สุขภาพไม่ดี จากฟังก์ชันของ Rawl แสดงให้เห็นว่าการที่บุคคลกลุ่มล่างสุดของสังคมมีชีวิตที่ดีขึ้นสะท้อนจากอรรถประโยชน์ที่มากขึ้นแล้วนั้น จะทำให้สังคมเกิดอรรถประโยชน์ในเชิงบวกและสามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไปได้ เพราะฉะนั้นหากพิจารณาจากส่วนของ Rawl แล้วรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปโดยเน้นให้ครอบคลุมบุคคลผู้ด้อยโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คนจน คนแก่ คนพิการทุพพลภาพ คนติดเชื้อ HIV คนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาครอบครัว หรือผู้ที่ผ่านการค้ามนุษย์และแรงงานเด็ก การที่บุคคลเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้นย่อมส่งผลไม่เพียงเฉพาะต่อตัวของบุคคลเหล่านี้เท่านั้น แต่สังคมจะน่าอยู่มากขึ้น กลายเป็นสังคมที่ประชาชนเชื่อฟังกฎหมายและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ อาชญากรน้อยลง ปัญหาสังคมต่างๆ เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการพนันก็จะทุเลา และท้ายที่สุดแล้ว การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมจะนำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆอย่างที่เราได้หวังไว้

                สรุปผลการศึกษาโครงสร้างภาษี โครงสร้างการศึกษา โครงสร้างสุขภาพ โครงสร้างสวัสดิการ สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย จากการศึกษาโครงสร้างภาษี โครงสร้างระบบการศึกษา และโครงสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทย ประเด็นแรกพบว่าโครงสร้างภาษีของประเทศไทยมีความแตกต่างจากโครงสร้างภาษีของประเทศที่พัฒนาแล้ว กล่าวคือ รายได้ของรัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ที่มาจากภาษี ส่วนใหญ่มาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(Individual Income Tax)และภาษีที่คิดตามมูลค่าของสินค้า(Ad Valorem Tax) แต่ในประเทศไทยรายได้ของรัฐจากภาษีมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคล ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่าภาษีเงินได้เป็นภาษีที่สามารถสร้างงบประมาณในการใช้จ่ายของรัฐบาลได้อย่างมหาศาล กล่าวคือ ภาษีเงินได้เรียกเก็บจากเงินเดือน และคนส่วนใหญ่ในประเทศมีเงินเดือน เพราะฉะนั้นหากเราเรียกเก็บภาษีเงินได้ในอัตราที่สูง มันจะเป็นการให้ความมั่นใจกับรัฐว่าในแต่ละปี รัฐจะมีรายได้อย่างเพียงพอในการจัดสรรงบประมาณต่างๆ นอกจากนี้ในเรื่องของสิทธิค่าลดหย่อน ผู้วิจัยมีความเห็นว่าระบบภาษีของไทยนั้นเอื้อประโยชน์ให้มีการลดหย่อนภาษีมากเกินไป จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังสำรวจว่าเมื่อปี พ.ศ. 2553 มีผู้ยื่นแบบจำนงค์ของเสียภาษีทั้งสิ้นประมาณ 9 ล้านคน แต่สุทธิแล้วเหลือจำนวนผู้เสียภาษีจริงๆแค่ประมาณ 2.3 ล้านคนเนื่องจากหลังจากหักค่าลดหย่อนแล้ว รายได้ของเขาไปตกอยู่ในระดับชั้น (Bracket) แรกที่ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี ถึงแม้ว่าการตามพ.ร.บ.แล้วการงดเว้นภาษีสำหรับผู้มีรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทนั้นจะสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2555 นี้แต่ก็มีแนวโน้มนโยบายประชานิยมที่จะต่ออายุระบบนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นรัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องรายได้ของรัฐบาลในส่วนเนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่งบประมาณขาดดุลและไม่มีเงินเหลือให้ใช้ เมื่อรัฐตัดสินใจกู้ต่างประเทศ ภาระดอกเบี้ยในอนาคตก็จะตกอยู่กับคนรุ่นหลัง แม้หลักการกระจายรายได้สามารถกระทำได้โดยผ่านระบบภาษีแบบก้าวหน้าแต่หลักคือบุคคลใดมีความสามารถในการชำระภาษีสูงกว่าสมควรที่จะแบกรับภาระการชำระภาษีมากกว่า ไม่ใช่ บุคคลใดที่มีรายได้น้อยควรได้รับการงดเว้นการเก็บภาษี ประเด็นที่สองพบว่าหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของไทยกำหนดไว้ 9 ปีเป็นอย่างต่ำ และผู้เรียนจะจบการศึกษาขั้นพื้นฐานเมื่อเรียนครบ 12 ปี ผู้วิจัยมองว่า การศึกษาภาคบังคับควรจะเป็น 12ปีหรือ จบม. 6 หรือเทียบเท่า การศึกษานับเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เพียงเฉพาะความรู้เท่านั้นที่โรงเรียนจะสามารถมอบให้แก่ผู้เรียนแต่ยังรวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมต่างๆที่สังคมภายนอกโรงเรียนไม่สามารถมอบให้ได้ การเป็นบุคคลที่มีความรู้ติดตัวย่อมหมายถึงโอกาสในการทำงานในภายภาคหน้า ปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด การพนัน การแข่งรถมอเตอร์ไซค์ในยามค่ำคืนอาจหมดไปหากการศึกษาในประเทศถูกดำเนินการอย่างมีมาตรฐาน การศึกษาถือเป็นทุนมนุษย์ที่ช่วยเติมเต็มศักยภาพในการทำงานของมนุษย์ หากประเทศใดที่มีทุนมนุษย์ดี ประสิทธิภาพการผลิตก็ย่อมดีตาม และเมื่อนั้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความพัฒนาในด้านต่างๆที่เราใฝ่ฝันถึงย่อมเป็นจริงได้ ประเด็นที่สาม ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในแง่ของความคิดที่ว่าประชาชนทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลฟรีโดยไม่ต้องใช้บัตรทองเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่ดีและในต่างประเทศมีการทำมานานมากแล้ว แต่ผู้วิจัยมองว่าการบริการด้านสุขภาพของรัฐควรมีข้องดเว้นให้น้อยที่สุด หมายถึงรัฐควรจัดหาให้มีการรักษาพยาบาลฟรีโดยไม่มีการยกเว้นใดๆทั้งสิ้น ซึ่งแตกต่างจากในปัจจุบันที่บริการที่ไม่ครอบคลุมนั้น เช่น การรักษาภาวะมีบุตรยาก การปลูกถ่ายอวัยวะ โรคจิต การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากคนเจ็บป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนที่มายังโรงพยาบาลได้ รัฐควรจัดหาทีมหมอและพยาบาลเพื่อที่จะเข้าไปรักษาพยาบาลถึงบ้านโดยอาจมีโครงการ Care At Home ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบสภาพสุขภาพของประชาชนให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น หากปัญหาในปัจจุบันคือบุคลกรทางแพทย์มีไม่เพียงพอต่อการรักษา มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ระบบการศึกษาจะเข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาโครงสร้างการรักษาพยาบาลด้วยการเปิดรับสมัครนักเรียนที่มีความสนใจที่จะเป็นแพทย์ให้มากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันนักเรียนหลายคนที่มีความรู้ความสามารถแต่ต้องแข่งขันกันอย่างสูงเพื่อให้สามารถสอบติดคณะแพทย์หรือทันตะ หากรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องการศึกษาของแพทย์ ย่อมส่งผลดีในอนาคตต่อในแง่ที่ว่าประเทศไทยจะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มากขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

                จากการศึกษาโครงสร้างสวัสดิการในประเทศไทยพบว่า ความจริงแล้วสวัสดิการในประเทศที่รัฐจัดหาให้ไม่ได้มีน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการก็ตามแต่ประเภทของกลุ่มบุคคลผู้ได้รับผลประโยชน์นั้นมีความหลากหลายและครอบคลุมไม่ว่าจะเป็น เด็ก สตรี คนชรา ผู้ทุพพลภาพ หรือผู้ติดเชื้อเอดส์ อย่างไรก็ตามปัญหาของสวัสดิการในประเทศไทยคือถึงแม้ว่าจะมีสวัสดิการที่ครอบคลุมกับบุคคลหลากหลายประเภทแต่จำนวนที่จัดให้ไปในแต่ละกลุ่มนั้นยังน้อยเกินกว่าที่จะสามารถรองรับกับคนทั้งประเทศได้ สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือเรามักจะไม่ค่อยเห็นบุคคลด้อยโอกาสออกมาใช้ชีวิตเหมือนผู้คนปกติอาจเป็นเพราะสภาพร่างกายไม่พร้อมหรือการบริการพิเศษ เช่น ฟุตบาท ทางเท้าไม่อำนวยให้เขาออกมาใช้ชีวิตภายนอกได้ หรือในกรณีคนจน ความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าย่อมทำให้เขาหมดกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต

                สวัสดิการบางอย่างมีบริการแค่บางจังหวัด เช่น การฝึกอบรมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตในศูนย์สงเคราะห์และฝึกอาชีพสตรี 8 แห่ง ในจังหวัดนนทบุรี จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสงขลา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดลำพูน จังหวัดชลบุรี คำถามคือมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่สตรีด้อยโอกาสในจังหวัดอื่นๆที่ 69 จังหวัดจะได้โอกาสอย่างเช่นเดียวกับสตรีใน 8 จังหวัดนี้บ้าง หรือในกรณีสถานสงเคราะห์ผู้พิการที่มีเพียง 11 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดอุบลราชธานี แล้วที่เหลืออีก 66 จังหวัดในประเทศไทยไม่มีคนพิการใช่หรือไม่ ผู้วิจัยคิดว่าโครงการต่างๆที่รัฐบาลทำที่เลี้ยงดูคนจน คนด้อยโอกาสต่างๆนั้นดีอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดความครอบคลุมถึงบุคคลทั้งหมดในประเทศ

                รัฐสวัสดิการไม่ได้มีหน้าที่สำหรับดูเลี้ยงบุคคลด้อยโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่รัฐสวัสดิการยังเป็นกลไกที่สำคัญทำหน้าที่เป็นน้ำมันที่หยอดให้ความหล่อลื่นกับเฟืองคุณภาพชีวิตของสังคมและพร้อมที่จะขับเคลื่อนเฟืองเศรษฐกิจตัวอื่นให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ในปัจจุบันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยแสดงออกมาในค่าของ GDP เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป รัฐสวัสดิการสามารถทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศเหล่านั้นได้อย่างยั่งยืน

                จากการศึกษาสถานการณ์ความยากจนในประเทศไทยพบว่า สัดส่วนความยากจนคิดเป็นร้อยละของประชาชนทั้งประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี สอดคล้องกับจำนวนคนจนที่ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้รายได้เฉลี่ยของคนไทยต่อปีก็ยังเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แสดงถึงนโยบายที่มีประสิทธิภาพของรัฐที่สามารถตอบแก้ไขปัญหาด้านนี้อย่างตรงจุดหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เข้าใจถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงค่าดัชนีความเหลื่อมล้ำหรือ Gini Coefficient พบว่าจากปี พ.ศ. 2537 ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันของรายได้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมได้ในระดับสากลอยู่ ทั้งนี้ดัชนีครอบครัวอบอุ่นและอัตราอาชญากรรมยังมีความผันผวนอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าประชาชนโดยเฉลี่ยมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจริง ความยากจนสมบูรณ์น้อยลงจริง แต่ความสุขของคนในสังคมยังคงเหมือนเดิมและบางครั้งอาจแย่กว่าเดิม

                จากการศึกษาความต้องการสวัสดิการของประชาชนพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 74.8 มีความพึงพอในสวัสดิการของรัฐบาลในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในระดับปานกลาง และร้อยละ 96.3 ต้องการสวัสดิการจากรัฐเพิ่มมากขึ้น และต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการคิดเป็นร้อยละ 95 นอกจากนี้ร้อยละ 84.3 ยินดีจ่ายอุดหนุนให้รัฐเพิ่มขึ้นเพื่อให้รัฐสามารถจัดทำสวัสดิการอย่างทั่วถึงโดยร้อยละ 42.5 ยินดีจ่ายที่ร้อยละ 5 ของเงินเดือน

                ประชากรที่ตกเป็นกลุ่มตัวอย่างคิดเป็นร้อยละ 64.3 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่คนชรา คนทุพพลภาพ และคนไร้ที่พักพิงควรได้รับเบี้ยยังชีพมากขึ้นให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ร้อยละ 65.3 เห็นด้วยอย่างยิ่งที่บุตรหลานควรได้รับการศึกษาฟรี ร้อยละ 57.3 เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่าแรงงานควรได้รับการประกันการว่างงานและรัฐควรจัดหางานให้สำหรับนักศึกษาจบใหม่ ร้อยละ 56 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ประชาชนทุกคนนควรได้รับการรักษาพยาบาลฟรี ร้อยละ 42 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความยากจนในประเทศไทยจะลดน้อยลงเมื่อมีการปฏิรูปประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการ ร้อยละ 55.5 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะสูงขึ้นเมื่อเป็นรัฐสวัสดิการ ร้อยละ 52.8 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสังคมจะมีความเหลื่อมล้ำน้อยลงเมื่อบุคคลได้รับสวัสดิการจากรัฐบาลอย่างทั่วถึง และร้อยละ 31.5 ไม่แน่ใจกับการที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีโดยขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้นและเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น

                นอกจากนั้นประชากรที่ตกเป็นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.5 ประชาปัญหาด้านชีวิตความเป็นอยู่มากที่สุด ร้อยละ 20.8 ประสบปัญหาด้านรายได้มากที่สุด ร้อยละ6.8 ประสบปัญหาด้านสุขภาพมากที่สุด และร้อยละ 1.3 ประสบปัญหาด้านอื่นๆ เช่นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มากที่สุด เมื่อพิจารณาถึงความต้องการสวัสดิการทางรัฐบาล พบว่า ร้อยละ 65.5 ต้องการสวัสดิการด้านเบี้ยยังชีพมากที่สุด ร้อยละ 15 ต้องการสวัสดิการด้านการทำงานมากที่สุด ร้อยละ 10.5 ต้องการสวัสดิการด้านสุขภาพมากที่สุด และร้อยละ 9 ต้องการสวัสดิการด้านการศึกษามากที่สุด

                จากการศึกษาแนวทางหรือหนทางในการปฏิรูปประเทศเข้าสู่รัฐสวัสดิการพบว่า มีสิ่งสำคัญ 3 ประการที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การออกกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเพื่อดูแลประชาชนให้ทั่วถึง, การปฏิรูปโครงสร้างภาษีเงินโดยที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษีเนื่องจากในปัจจุบันโครงสร้างภาษีของไทยแตกต่างจากหลักสากลอีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มบุคคลที่มีฐานะสูงกว่าแทนที่จะให้ประโยชน์ทางด้านภาษีในเรื่องของการกระจายรายได้ตกอยู่กับคนที่มีความสามารถในการจ่ายภาษีต่ำกว่า เช่น ค่าลดหย่อนต่างๆที่มากเกินไป เช่น การลงทุนใน LTF,RMF หรือเบี้ยประกันภัย ซึ่งแน่นอนว่าคนจนไม่สามารถได้รับสิทธิการลดหย่อนนี้ นอกจากนี้โครงสร้างรายได้รับจากภาษีของประเทศไทยยังแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รายได้จากภาษีส่วนใหญ่มาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีทางตรงอื่นๆ แต่ขณะที่ประเทศไทย รายได้จากภาษีส่วนใหญ่มาจากภาษีธุรกิจและเป็นภาษีทางอ้อม, ส่วนสุดท้ายคือโครงสร้างช่วยเหลือคนยากจนต่างๆ ความจริงแล้วสวัสดิการต่างๆของประชเทศไทยมีอยู่เยอะแต่ไม่ครอบคลุมจำนวนคนทั้งประเทศ ที่เด่นชัดเห็นจะเป็นแค่โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการศึกษาเล่าเรียนฟรี ทั้งนี้รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงการที่ประสิทธิภาพโดยอาจศึกษาโครงการอื่นๆจากประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการและนำมาวิจัยเพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ข้อเสนอแนะทั่วไปที่จะเป็นแนวทางในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคือ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับบุคคลผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น คนจน คนพิการ คนไร้สมรรถภาพ รวมถึงสตรีและเด็ก ซึ่งเป็นการดูแลบุคคลกลุ่มล่างสุดในสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคลเหล่านั้นให้ดีขึ้นเพราะประโยชน์จากการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั้น นอกจากประโยชน์จะตกอยู่กับบุคคลเหล่านั้นแล้ว สังคมยังได้รับประโยชน์อีกด้วยจากการที่ประชากรโดยรวมมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ฐานะดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น การศึกษาดีขึ้น ทำให้การปกครองโดยกฎหมายง่ายขึ้น ผู้คนในสังคมปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับที่ได้วางไว้ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยอีกด้วย

                ภาษีถือเป็นองค์ประกอบหลักทางการคลังของรัฐสวัสดิการ ภาษีในประเทศไทยมีด้วยกันหลายประเภท หากจะแบ่งแยกตามหน่วยงามผู้รับผิดชอบแล้วนั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท

1. จัดเก็บโดยกรมสรรพากร ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อาการแสตมป์

2. จัดเก็บโดยกรมสรรพษามิต ได้แก่ ภาษีสรรพษามิต  (าษีการขายเฉพาะที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น สินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี สินค้าและบริการที่มีลักษณะเป็นการฟุ่มเฟือย สุรา ยาสูบ)

3. จัดเก็บโดยกรมศุลกากร ได้แก่ ภาษีศุลกากร (ภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ผ่านเข้าออกประเทศ)

                ในกรณีของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ในประเทศไทยเก็บในอัตราก้าวหน้า (Progressive Tax) ซึ่งหมายถึงภาระของภาษีจะขึ้นอยู่กับระดับเงินได้ของผู้เสียภาษี ยิ่งมีรายได้ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเท่านั้นเพราะหากมีรายได้สูงย่อมหมายถึงความสามารถในการชำระภาษีสูง จากอัตราภาษีดังกล่าวมีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิเฉพาะส่วนไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี (มีผลบังคับตั้งแต่พ.ศ.2551เป็นต้นไป)นั้น หากเราพิจารณาถึงการเข้ามาช่วยเหลือคนยากจนของรัฐบาล ก็จะนับว่าเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระทางภาษี แต่ขณะเดียวกัน ในแง่ของรายได้ของรัฐบาลนั้น การยกเว้นภาษีทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐใช้อัตราภาษีร้อยละ 5 สำหรับผู้มีรายได้สุทธิ 150,000 บาท จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นมา 7,500  บาท หากมีคนจำนวน 10 ล้านคนที่ถูกงดเว้นภาษี ก็หมายความว่า รัฐสูญเสียรายได้(ที่ควรได้)ไปถึง 75,000,000,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือคนยากจนในถิ่นทุรกันดาน หรืออาจเป็นกองทุนฟื้นฟูในยามอุทกภัยได้ หรืออาจนำเงินส่วนนี้ไปอุดหนุนตลาดสำหรับสินค้าบางประเภทที่มักจะมีราคาต่ำ เช่น ยางพารา เป็นต้น ส่วนใหญ่มาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Taxes) รองลงมาเป็น Ad valorem Tax หรือภาษีที่คิดตามมูลค่าของสินค้า รองลงมาเป็น Social Insurance Tax หรือ Payroll Taxes ที่เก็บจากผู้ประกอบการและลูกจ้าง (ในส่วนนี้ประเทศไทยอยู่ในรูปแบบของประกันสังคมเนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการ) รองลงมาคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และส่วนที่เหลือเป็นภาษีสรรพษามิตและภาษีศุลกากร จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ารายได้ของรัฐที่มาจากภาษี อันดับหนึ่งได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ร้อยละ 39.71)  รองลงมาคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (35.94%) รองลงมาคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(16.47%) และที่เหลือเป็นภาษีในสินค้าและบริการอื่นๆ

                เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยจึงควรมีการปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่เพื่อประโยชน์ในด้านงบประมาณและส่งเสริมการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันในทุกสังคมโดยยึดหลักที่ว่า บุคคลใดที่มีรายได้สูงกว่าควรเสียภาษีมากกว่า ไม่ใช่ บุคคลใดที่มีรายได้น้อยสมควรได้รับการงดเว้นการเก็บภาษี

                ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยของของ Eliud Dismas Moyi กับ Moses Kinyanjvi Muriithi (2003) เรื่องการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการปฏิรูปภาษีในประเทศเคนย่า พบว่าการปฏิรูปภาษีของประเทศเคนย่ามีผลเชิงบวกต่องบประมาณของรัฐบาลกล่าวคือ การปฏิรูปภาษี ผ่านสองนโยบายได้แก่ 1986 Tax Modernization Programme และ 1987 Budget Rationalization Programme โดยทำให้งบประมาณที่คิดเป็นส่วนสัดต่อ GDP ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 28% มีการลดภาษีนิติบุคคลและลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อลดการหันเหในการลงทุนและส่งออก หลีกเลี่ยงการเก็บภาษีคนจน เช่น การยกเลิกการเก็บภาษีในอาหาร เป็นต้น โดยนโยบายการปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างความยุติธรรมให้มากขึ้น โปร่งใสให้มากขึ้น สะดวกให้มากขึ้น และจูงใจในการออมและลงทุน ทั้งนี้ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่า ระบบอัตราภาษีก้าวหน้าหรือ Progressive Tax นั้นเป็นสิ่งที่ดีในแง่ของจุดมุ่งหมายที่จะช่วยกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำกันระหว่างคนจนและคนรวย อย่างไรก็ตามหากเรามุ่งที่จะปรับอัตราภาษีให้สูงขึ้น เช่น จาก 37% ในช่วงชั้น (Bracket) บนสุดจาก 37 เป็น 40(สมมุติ) จะทำให้เกิด Marginal Rateที่สูงขึ้น และเมื่อ Marginal Tax Rate สูงขึ้น ผลของ substitution Effect ก็จะยิ่งมีมากขึ้น กล่าวคือ ในกลุ่มบุคคล เช่น แรงงานซึ่งอุปทานค่อนข้างที่จะมีความยืดหยุ่นหรือElastic เมื่อไหร่ก็ตามที่ภาษีเงินได้สูงขึ้น แรงงานอาจเลือกที่จะพักผ่อนแทนที่จะทำงานมากขึ้นที่ถึงแม้จะมีรายได้มากขึ้นแต่สัดส่วนของภาษีก็มากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากมีการขึ้นภาษีในตลาดแรงงาน การพักผ่อนแทนการทำงานอาจเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอนในแง่ที่ว่าผลผลิตที่ได้อาจน้อยกว่าลง หรืออาจจะเป็นตัวอย่างที่ว่า ในกรณีที่แรงงานกำลังตัดสินใจว่าจะทำงานเพิ่มดีหรือไม่ หากทำงานเพิ่ม ได้รับเงินเพิ่ม รายได้สุทธิได้ขยับไปอีกช่วงชั้น ทำให้ต้องคิดอัตราภาษีส่วนของเงินที่เกินในอัตราภาษีที่สูงขึ้น จุดนี้อาจทำให้แรงงานยอมหยุดการทำงานของตัวเองทั้งๆที่สามารถทำงานได้ต่ออีก ผลผลิตของระบบเศรษฐกิจย่อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเราอาจคงไว้ซึ่งฐานภาษีเดิมคือ 10 20 30 และ 37% แต่ข้อเสนอแนะของข้าพเจ้ามี 2 กรณีด้วยกันคือ

1. ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมในส่วนที่เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ในแง่ของความเป็นธรรม เมื่อมีการเก็บภาษีหมายถึงภาระที่ติดหลังไว้กับทุกคนว่าหากคุณมีรายได้ คุณจำเป็นจะต้องแบกส่วนหนึ่งของรายได้มาให้กับกองกลางเพื่อสามารถจัดสาธารณูปโภคหรือสวัสดิการหรือเพื่อบริหารจัดการดำเนินงานที่เป็นสาธารณะประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งนี้การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะคืนความเป็นธรรมให้กับบุคคลชั้นกลางที่เสียภาษีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ที่มาจากภาษีของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง หากรัฐบาลมีรายได้สูงขึ้น ความจำเป็นในการสร้างหนี้ก็จะน้อยลงเพราะมีเงินที่จะมาบริหารมากขึ้น การไปกู้ยืมเงินมาจากต่างประเทศนั้นแสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐ ก็เหมือนกับ หากใครซักคนหนึ่งต้องไปขอยืมเงินจากบุคคลอื่น ก็หมายถึงว่า เขาไม่สามารถจัดการเงินที่มีให้มีประสิทธิได้มากที่สุดหรืออาจเกิดจากการคอรัปชั่นอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา หากรัฐบาลมีเงินในมือ 100 บาท รัฐบาลควรคิดถึงคนทุกคนว่าจะทำอย่างไรให้ประโยชน์ของเงินจำนวน 100 บาทนี้กระจายไปกับทุกคนในสังคม ไม่กระจุกตัวอยู่กับนายทุนหรือมุ่งเน้นบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นพิเศษ โดยข้าพเจ้าขอเสนอให้มีการยกเลิกการงดเว้นการเก็บภาษีในช่วงชั้นแรกและเก็บภาษีในอัตราเริ่มต้นที่ร้อยละ 5 สำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 1 – 150,000 บาท

2. David N. Hyman ได้เขียนไว้ในหนังสือ Public Finance A Contemporary Application of Theory to policy ว่าระบบภาษีควรมี 3 อุดมคติ (Criterion) ได้แก่ การมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ความเป็นธรรม (Equity) และความง่ายในการดำเนินการ (Administrative Ease) การใช้ระบบ “Proportional Progressive Tax” ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าระบบนี้สามารถตอบโจทย์ในแง่ของความเป็นธรรมและในแง่ของรายได้รัฐบาลได้  Proportional Progressive Tax นั้นจะช่วยอุดรอยรั่วของระบบ Progressive Tax และยืมข้อดีของ Proportional Tax มาใช้ กล่าวคือ ระบบ Progressive Tax นั้นจะเป็นคิดภาษีในอัตราก้าวหน้าแต่ภาษีที่เก็บสูงขึ้นไปในแต่ละช่วงนั้นเก็บเพียงส่วนที่เกิน(excess) ไป รายได้ของรัฐบาลจะมากขึ้น หากจัดเก็บภาษีเป็นระบบ Proportional Progressive Tax ซึ่งข้าพเจ้าจะขอตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ระบบอัตราภาษีก้าวหน้าตามสัดส่วน”กล่าวคือ หากระดับรายได้สุทธิของบุคคลใดอยู่ในช่วงชั้นหรือขั้นระดับอัตราภาษีใดก็จะต้องจ่ายภาษีในอัตรานั้นในสัดส่วนของเงินได้ทั้งหมด ระบบนี้จะสามารถตอบโจทย์ที่ว่า “บุคคลที่มีรายได้สูงกว่า หมายถึงมีความสามารถในการจ่ายภาษีมากกว่า สมควรจ่ายภาษีในอัตราที่สูงกว่า” อีกทั้งยังทำให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในกรณีของนายก. หากกรมสรรพากรมีการใช้ระบบ Proportional Progressive Tax  จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มมากขึ้นถึง 165,000,000,000 บาท ยังไม่รวมประชาชนอีกหลายสิบล้านคนที่จะต้องเสียภาษี

                  สำหรับนโยบายด้านสวัสดิการ จากวงจรความยากจนอธิบายโดย Charles Zastrow (1978) แสดงให้เห็นว่าหากประชาชนตกอยู่ภายใต้ความจนแล้ว เป็นการยากที่จะหลุดพ้นจากวงจรแห่งความยากจนได้ และหากมีลูกก็จะทำให้ความสามารถในการเลี้ยงดูต่ำ และเด็กเหล่านั้นก็จะใช้ชีวิตในสังคมแบบไม่มีความรู้ติดตัว ต้องยอมทนทำงานแลกกับค่าแรงต่ำ และจะยังวนเวียนแบบนี้เรื่อยไป ดังนั้นนโยบายด้านสวัสดิการที่ดีควรให้ความสำคัญไม่เพียงเฉพาะกับใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ควรให้คำนึงถึงบุคคลทุกคนในสังคมโดยเรียกรัฐสวัสดิการที่ให้สวัสดิการแก่ทุกคนว่าเป็นแบบ Universal หรือครอบคลุมหมดทุกคน

   ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ 3 ประเด็นคือ

1. นโยบายแบบ Social Insurance Programs เป็นการประกันสังคมโดยรัฐบาลเป็นผู้จัดหาการบริการผ่านหน่วยของรัฐ ในปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการนี้ในรูปแบบของประกันสังคมซึ่งผู้วิจัยมีความเห็นว่ารัฐมีประสิทธิภาพ อีกทั้งรัฐสวัสดิการในประเทศต่างๆ มีโครงสร้างนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา Old Age, Survivors, Disability, and Health Insurance (OASDHI) เป็นโครงการประกันสังคมที่ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1935 ภายใต้กฏหมาย Social Insurance Act โดยหน้าที่หลักเป็นการประกันในรูปของตัวเงิน (Cash Benefit) ให้กับบุคคลที่ชรา ทุพพลภาพ และประสบปัญหาด้านสุขภาพที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป การจ่ายเงินสำหรับผู้รับประโยชน์นั้นขึ้นอยู่กับรายได้ โดยที่ OASDHI นั้นเป็นโครงการที่ไม่มี Means Test เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะจนหรือรวยก็สามารถใช้บริการโครงการนี้ได้ นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของ Medicare ที่ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ. 1965 และ Unemployment Insurance ซึ่งถูกตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1935 ภายใต้กฏหมาย social Insurance Act โดยจะจัดสรรตัวเงินให้กับแรงงานที่ว่างงานเนื่องจาก ลาออก หรือถูกไล่ออก โดยที่โครงการนี้นำเงินมาจากรายได้ของรัฐที่เก็บภาษีในส่วนของ Federal และ State tax ทั้งนี้ยังมี Workmen’s compensation Insurance เป็นการช่วยเหลือและให้เงินชดเชยในกรณีที่เจ็บป่วยระหว่างทำงาน ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นโครงการแรกๆในสหรับอเมริกาที่รัฐให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของการทำงาน  รวมถึงนโยบายการจ้างงานในประเทศเดนมาร์ก โดยรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยบริการด้านการว่างงาน (The Public Employment Services : PES) ขึ้นในฐานะที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล โดยมีองค์กรตลาดแรงงานห่งชาติ (The National Labour Market Authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ดำเนินนโยบายกระตุ้นตลาดแรงงาน เป็นการช่วยเหลือผู้ที่กำลังหางานทำให้มีงานทำ ช่วยเหลือนายจ้างที่กำลังต้องการจ้างแรงงาน ช่วยเหลือผู้ที่กำลังรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลให้ได้งานอย่างรวดเร็วมากที่สุด รวมถึงพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน หรือหลักประกันรายได้ขั้นต่ำ (The Guaranteed minimum income) ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการประกันรายได้ขั้นต่ำโดยจะมีการจ่ายให้กับคนที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปที่พำนักอยู่ในฝรั่งเศสตามกฎหมายและครอบคลุมส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายได้ขั้นต่ำที่ควรได้รับ

2. นโยบายแบบ Public Assistance Program หรือ Social Assistance เป็นการช่วยเหลือทางสังคมโดยตรงเพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนในประเทศจะมีเงินเพียงพอในการซื้อหาสิ่งของที่จะช่วยให้ตนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในสหรัฐอเมริกามีการกำหนด Means Test เพื่อคัดกรองประชากร แต่ผู้วิจัยมีความเห็นว่าเพื่อส่งเสริมให้สังคมเกิดความเท่าเทียม ควรที่จะจัดหาโครงการต่างๆให้กับประชาชนโดยมีทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ตัวอย่างของโครงการรูปแบบดังกล่าวอาจให้เป็นตัวเงินหรือสิ่งของ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา โครงการ Food Stamps หรือ Aid to Families with Dependent Children (AFDC) นอกจากนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกายังมีโครงการอื่นๆอีก เช่น โครงการดูแลเด็ก (Child Care) โครงการช่วยเหลือการใช้พลังงาน (Energy or Utility Assistance) การฟื้นฟูวิชาชีพ (Vocational Rehabilitation) เช่น The Women, Infants, and Children (WIC) เป็นต้น  สำหรับในประเทศฝรั่งเศสมีโครงการ National Family Fund (CNAF) และ Local Family Funds (CAF)เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องสวัสดิการครอบครัวที่ให้ผลประโยชน์แก่คู่สมรส เด็ก และผู้ปกครองเดี่ยว หรือในประเทศฟินแลนด์มีการบริการให้ความช่วยเหลือที่บ้าน (Home Help Services) ที่จะช่วยเหลือในเรื่องชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคนชรา รวมไปถึงการทำความสะอาดบ้าน และซักรีดเสื้อผ้าให้คนชรา 

3. จากข้อมูลที่ได้รับจากแบบสอบถามพบว่า ประชากรที่ตกเป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการด้านเบี้ยยังชีพ ประกอบด้วย

3.1 เพิ่มเงินสงเคราะห์ให้กับผู้สูงอายุเป็นเดือนละ 1,500 บาท

3.2 ให้เงินช่ยเหลือแก่เด็กทุกคนทุกเดือนตั้งแต่แรกเกินจนอายุ 15 ปี

3.3 ให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้หญิงที่มีบุตรแต่ไม่มีสามีกระทั่งบุตรอายุ 15 ปี

3.4 ให้เงินชดเชยรายได้หรือเงินทดแทนการตกงานหรือในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจาก     เจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ

3.5 สามารถหยุดงานได้ 1 ปีกรณีเพิ่งคลอดบุตรโดยได้รับเงินเดือนเท่าเดิมทุกเดือน

3.6 จัดหาที่อยู่ที่ได้มาตรฐานสำหรับคนพิการ พร้อมเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็นเดือนละ 1,500

ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยในครั้งต่อไป  

1. การวิเคราะห์ต้นทุน ผลตอบแทนของการปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่รัฐสวัสดิการ

2. ศึกษาบริบทของกฎหมายว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับประเทศไทยที่จะมีการออกกฎหมายสวัสดิการแห่งชาติ

3. ในงานวิจัยครั้งนี้มีประชากรที่ตกเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 400 คนจากประชากรทั้งสิ้น11,437 คนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งอาชีพมีเพียง ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยประจำ พนักงานมหาวิทยาลัยชั่วคราว(ส่วนงาน) และลูกจ้างประจำ ผู้วิจัยมีความเห็นว่าทัศนคติและมุมมองต่อสวัสดการย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละสาขาอาชีพ ดังนั้นจะเป็นเรื่องดีหากมีการศึกษาถึงความต้องการสวัสดิการจากสาขาอาชีพอื่น เช่น พ่อค้าแม่ค้า แพทย์ พยาบาล ผู้รับจ้างอื่นๆนอกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเชื่อว่าจะเป็นการดีที่สุดหากรัฐบาลทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนทั้งประเทศมาลงความเห็นว่าต้องการสวัสดิการอะไรจากรัฐมากที่สุดพร้อมทั้งประเมินความพึงพอใจจากสวัสดิการที่ได้รับของรัฐบาลในปัจจุบัน

4. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความพึงพอใจของผู้รับสวัสดิการกับจำนวนสวัสดิการที่ได้รับเพิ่มมากขึ้น อาจศึกษาในรูปแบบของการทดลองเพื่อให้ทราบค่า Elasticity โดยค่าดังกล่าวสามารถบอกได้ว่าหากเพิ่มสวัสดิการจำนวนเท่านี้จะสามารถเพิ่มหรือลดความพึงพอใจของผู้ได้รับเท่าไหร่

5. ศึกษาสวัสดิการของต่างประเทศเติมโดยศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆทั้งที่รัฐสวัสดิการและไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการเพื่อดูว่าประเทศอื่นๆในโลกมีการดูแลประชาชนอย่างไรเพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้กับการจัดทำรัฐสวัสดิการในประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม

6. เพราะภาษีเป็นรายได้หลักของรัฐ ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่าควรมีการศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบภาษีของประเทศอย่างจริงจังรวมทั้งศึกษาผลกระทบของการขึ้นภาษีในแต่ละประเภท

7. ศึกษาข้อเสียต่างๆของรัฐสวัสดิการ ข้อเสียดังกล่าวมาในรูปแบบการที่รัฐจะต้องแบกรับภาระมากขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นโดยศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นของประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการในปัจจุบัน

บทความโดย วรรณพงษ์  ดุรงคเวโรจน์




               







               


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น