วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

สินค้าสาธารณะ (Public Goods)


บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (04/01/12)

                Goods หมายถึงสินค้า ซึ่งเราสามารถแยกได้เป็น 4 ชนิด คือ 


1. Private Goods (สินค้าเอกชน) เช่น กระเป๋า ผ้าห่ม ลิปสติก
2. Price – excludable Goods (Toll goods) เช่น ทางด่วน สวนสนุก สวนสัตว์
3. Congested Goods (Common Goods) เช่น ถนน การตกปลาในมหาสมุทร
4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) เช่น การป้องกันประเทศ ประภาคาร (Lighthouse)
และในบางตำรา Public Goods จะประกอบไปด้วย สินค้าสาธารณะแท้ (Pure Public Goods) และ สินค้าสาธารณะไม่แท้ (Impure Public Goods) ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป
ลักษณะในการกำหนดประเภทของสินค้า
1. Rival หรือการแข่งขัน หมายถึง การเพิ่มขึ้นของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง เช่น การที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อน 3 คน แล้วมีคนมาขอนั่งด้วย เรารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่สบาย นั่นคือเป็นเพราะความพึงพอใจของเราลดน้อยลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของบุคคลอื่น ซึ่งหากเปรียบกับสินค้า เช่น หากปกติมีการซื้อขายที่พอดีระหว่างสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เมื่อมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาและสามารถแย่งซื้อไปได้ ผู้บริโภครายเดิมอาจไม่สามารถซื้อสินค้าชนิดนั้นได้ ทำให้ผู้บริโภครายเดิมมีความพึงพอใจที่ลดน้อยลง
2. Excludable หรือการกีดกัน หมายถึง เราสามารถกีดกัดผู้บริโภครายใหม่ หรือคนอื่น ให้ไม่สามารถเข้ามาบริโภคสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งได้ เช่น หากเราเป็นคนขาย แล้วมีผู้บริโภครายใหม่เข้ามาขอซื้อ เราสามารถตัดสินใจว่าจะขายหรือไม่ขายก็ได้ เราสามารถกีดกันการซื้อด้วยการไม่ขายให้ผู้บริโภคคนดังกล่าว



ลักษณะของสินค้าแต่ละชนิด
1. Private Goods (สินค้าเอกชน) เป็นทั้ง Rival และ Excludable กล่าวคือ สินค้าเอกชน หรือสินค้าที่ซื้อขายกันตามท้องตลาดนั้น การเพิ่มเข้ามาของผู้บริโภครายใหม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมที่มีอยู่ลดน้อยลง อีกทั้งเรายังสามารถกีดกันการเข้ามาของผู้บริโภครายใหม่ได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การซื้ออาหาร การซื้ออาหารของผู้บริโภครายใหม่อาจทำให้ปริมาณที่สามารถจะซื้อของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลงได้ หรือผู้บริโภครายใหม่อาจแบ่งส่วนใดส่วนหนึ่งของสินค้าไปทำให้ความพึงพอใจจากผู้บริโภคที่มีอยู่เดิมลดน้อยลงไป อีกทั้งผู้บริโภครายใหม่อาจไม่ได้รับการขายให้ก็ได้ เช่น ผู้ขายอาจไม่พึงพอใจที่จะขายให้ เป็นต้น

2. Price Excludable Goods (Toll Goods) สินค้าชนิดนี้จะ Excludable แต่ Non-Rival กล่าวคือ การเข้ามาของผู้บริโภครายใหม่ไม่ทำให้ความความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง อย่างไรก็ตามเราสามารถป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคสามารถบริโภคสินค้าชนิดนี้ได้ เช่น ทางด่วน หากมีรถเพิ่มขึ้นในทางด่วน คันที่ขับอยู่แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนหรือมีความพึงพอใจที่ลดน้อยลง แต่คันที่จะเข้ามาใหม่ต้องเสียค่าทางด่วน มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถเข้ามาใช้บริการทางด่วนได้ เพราะฉะนั้นการป้องกันการเข้ามาก็คือจำนวนเงินค่าทางด่วนที่จะต้องจ่ายเมื่อใช้บริการ หรือในกรณีสวนสัตว์ หากผู้บริโภคไม่จ่ายค่าผ่านทาง ก็ไม่สามารถเข้ามาชมสัตว์ข้างในได้ แต่การเข้ามาของเขาไม่ได้ทำให้คนที่ชมอยู่ก่อนแล้วนั้นมีความพึงพอใจที่ลดลง

3. Congested Goods (Common Goods) สินค้าชนิดนี้จะ Rival แต่ Non-Excludable กล่าวคือ การเข้ามาของผู้บริโภครายใหม่จะทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง แต่เราไม่สามารถกันให้บุคคลเข้ามากลายเป็นผู้บริโภคได้ ยกตัวอย่างเช่น การตกปลาที่ท่าน้ำ การที่มีผู้ตกปลารายได้เกิดขึ้น อาจทำให้จำนวนปลาที่ผู้ตกปลารายเดิมจะตกได้ลดลง ซึ่งความพึงพอใจของคนนั้นก็จะลดน้อยลงเมื่อมีผู้ตกปลารายใหม่เข้ามา แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ตกปลารายเก่าไม่สามารถป้องกันหรือกีดกันไม่ให้ผู้ตกปลารายใหม่เข้ามาตกปลาได้ หรือในกรณีห้องสมุดสาธารณะ เราไม่สามารถกันให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามาใช้บริการ แต่การเข้ามาของเขาก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น เพราะฉะนั้นการกระทำของเขา ก็เป็นการทำให้ความพึงพอใจของคนที่ใช้บริการเดิมอยู่ก่อนแล้วนั้นลดลง
                อย่างไรก็ตามในสินค้าชนิดนี้ เริ่มต้นการบริโภคอาจมี Marginal Cost เป็น 0 แต่เมื่อเวลาผ่านไป ณ ช่วงเวลาหนึ่งทำให้เกิดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เพิ่มขึ้น ทำให้ Marginal cost ไม่เป็น 0 อีกต่อไป เช่น ในกรณีรถยนต์ สมมุติว่าตอนแรกมีรถอยู่ในถนน 10 คัน การเพิ่มเข้ามาของคันที่ 11 ยังไม่ทำให้ความพึงพอใจของเจ้าของรถยนต์ 10 คันแรกลดลง ตรงนี้คือลักษณะอย่างหนึ่งของสินค้าสาธารณะ อย่างไรก็ตามความเป็นสินค้าสาธารณะหมดไปเมื่อการเข้ามาของคันที่ 12 ทำให้รถติด และความพึงพอใจของเจ้าของรถ 11 คันนั้นลดน้อยลง
4. Public Goods (สินค้าสาธารณะ) สินค้าชนิดนี้จะ Non-Rival และ Non-Excludable กล่าวคือ การเข้ามาของผู้บริโภครายใหม่ไม่ทำให้ความพึงพอใจของผู้บริโภครายเดิมลดน้อยลง และ เราไม่สามารถกันให้ใครเข้ามาบริโภคสินค้าและบริการชนิดนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันประเทศ ในกรณีเด็กที่เกิดใหม่ เข้าได้รับการป้องกันทันทีโดยไม่ทำให้แม่ของเขาหรือคนอื่นในสังคมมีรับการป้องกันที่ลดน้อยลง ทั้งนี้ เราไม่สามารถกีดกันให้เด็กคนนี้ได้รับการป้องกันเพราะถือเป็นสินค้าสาธารณะ อีกหนึ่งลักษณะที่สำคัญของสินค้าสาธารณะคือการที่ Marginal Cost ของผู้บริโภครายใหม่เป็นศูนย์ กล่าวคือ การเพิ่มเข้ามาของผู้บริโภค ผู้ผลิตไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มในการผลิตสินค้านั้นเพิ่มขึ้น  1 หน่วย อย่างไรก็ตาม Cost ของการเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคก็ยังเท่าเดิมซึ่งก็แล้วแต่ว่าสินค้าสาธารณะนั้นมีต้นทุนในการผลิตเท่าไหร่
                นอกจากนั้นสินค้าสาธารณะยังไม่สามารถแบ่งแยกได้ ทุกคนในสังคมจะได้อย่างเท่าเทียมกัน สถานะทางสังคม สีผิว ไม่มีบทบาทต่อการได้รับสินค้าสาธารณะดังกล่าว ตัวอย่างในกรณีขนมปังกับฮีทเตอร์ สมมุติว่ามีคน 3 คนอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วในห้องนั้นมีสินค้าสองชนิดคือขนมปังและฮีทเตอร์ ขนมปังเป็นสินค้าเอกชนเพราะเราสามารถแบ่งแยกขนมปังออกเป็นส่วนๆให้แต่ละคนรับประทานได้ อีกทั้งการเข้ามาเพิ่มขึ้นของคนที่ 4 ทำให้ปริมาณขนมที่ถูกแบ่งลดน้อยลง ทำให้ความพึงพอใจของ 3 คนแรกนั้นน้อยลง นอกจากนั้นเราสามารถกีดกันไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งบริโภคขนมปังได้ ก็แค่ไม่ให้เขากิน ขณะเดียวกัน ฮีทเตอร์ ความร้อนในห้อง ได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนได้รับความร้อนเท่ากัน หากอยู่ในห้องแล้วเราไม่สามารถป้องกันไม่ให้ใครได้ความร้อนจากฮีทเตอร์ นอกจากนี้หากมีใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาเพิ่ม คนนั้นย่อมได้รับความร้อนจากฮีทเตอร์แต่ก็ไม่ทำให้ความพึงพอใจในความร้อนจากฮีทเตอร์ของคน 3 คนที่มีอยู่ก่อนแล้วนั้นลดลง
                เรื่องสินค้านั้นเป็นเรื่องสำคัญในวิชาเศรษฐศาสตร์เพราะจะทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาทางเศรษฐศาสตร์อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) หรือจะเป็นปัญหา Free Rider ก็ตาม ทั้งนี้หากใครต้องการมีความรู้เรื่องสินค้าชนิดต่างๆมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำหนังสือ Public Finance : A contemporary Application of Theory to Policy ที่เขียนโดย Hyman และหนังสือ Economics of the Public Sector ที่เขียนโดย Joseph E. Stiglitz.





1 ความคิดเห็น: