วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Externalities) : สิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม

-->
บทความโดย วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ (31/12/2554)
                ผลกระทบภายนอก หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สาม (Third Parties) ที่ได้รับจากการทำธุรกรรม การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การดำเนินงาน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งๆ สร้างผลกระทบที่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมนั้น โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบภายนอกนี้แม้แต่น้อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินการแบบไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) ยกตัวอย่างเช่น การที่เราลงลิพท์มากับบุคคลคนหนึ่งที่ชั้น 25 แล้วกลิ่นตัวเขาก็แรงจนเหม็นคละคลุ้งไปหมด และเขาขอลงที่ชั้น 18 อย่างไรก็ตามกลิ่นตัวของเขาก็ยังคงอยู่ในลิพท์ และเมื่อลิพท์มาถึงชั้น 17 มีคนเข้ามา และพวกเขาก็ได้กลิ่นเหม็นอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เข้ามาใหม่ย่อมคิดว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นกลิ่นตัวของคนที่ลงมาซึ่งก็คือเรา ดังนั้นกลิ่นเหม็นจึงเป็นผลกระทบภายนอกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ตกอยู่กับเรา ทั้งนี้ผลกระทบภายนอก มี 2 ประเภท คือผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) และ ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ผลกระทบภายนอกเชิงบวก (Positive Externalities) หมายถึง ประโยชน์ หรือ สิ่งที่ดีใดใดก็ตามที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติมนอกเหนือจากประโยชน์ทางตรงที่เกิดขึ้น ประโยชน์นี้จะตกอยู่กับบุคคลที่สามซึ่งเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง นับเป็นข้อดีของกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์นั้นเพราะมันส่งผลดีให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเหมือนผลพลอยได้ที่ได้เกิด ยกตัวอย่างเช่น การจัดโครงการเรียนฟรี 15 ฟรีของรัฐบาล ประโยชน์ทางตรงคือ เด็กนักเรียนได้เรียนหนังสือ ได้มีความรู้ ประโยชน์ทางอ้อมหรือผลกระทบภายนอกเชิงบวกคือ เมื่อสังคมเต็มไปด้วยบุคคลที่ได้รับการศึกษา การพัฒนาในเรื่องต่างๆจะทำได้ง่ายขึ้น คนมีการศึกษาจะกลายเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective labor ) ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับสังคม จากผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ ราคาของกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้รวมผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ด้วย อีกทั้งยังทำให้เกิดการผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น (Underproduced) เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อม เราควรจะส่งเสริม หรือ สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว โดยที่ประโยชน์ทางอ้อมนั้นจะเรียกว่า External Benefit หรือ Spillover Benefit
จะแสดงผลกระทบภายนอกเชิงบวกได้จากกราฟดังนี้


 
ข้อสมมุติฐาน
1. เส้นผลประโยชน์เอกชนหน่วยสุดท้าย (Marginal Private Benefit : MPB) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์
2. เส้นต้นทุนต่อสังคมหน่วยสุดท้าย (Marginal Social Cost : MSC) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปทาน
3. จุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด (Efficiency) คือจุดที่ค่าความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC
4. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market)
คำอธิบายกราฟ
1. กราฟแกน x คือปริมาณสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง กราฟแกน y คือราคาของสินคาและบริการ และรวมถึง ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม(MB) และ ต้นทุนส่วนเพิ่ม( MC)
2. เริ่มจากจุดแรกที่ความชันของเส้น MPB และเส้น MSC เท่ากัน ณ ราคา P1 และปริมาณ Q1 ณ จุดนั้นคือจุดดุลภาพของตลาด แต่เป็นจุดที่ไร้ประสิทธิภาพเนื่องจาก MPB ไม่ได้แสดง MSB เพราะยังไม่ได้ร่วมผลกระทบภายนอกที่ตกอยู่กับสังคม (MEB) ดังนั้นจึงทำให้ MSC > MSB
3.เมื่อมีการรวมผลกระทบภายนอกเข้าไปแล้ว จะทำให้ความชันของเส้น MSC เท่ากับ MSB ซึ่ง MSB นั้นจะประกอบไปด้วย MPB และ MEC ณ ราคา P optimal และ Q optimal ซึ่งเป็นจุดที่มีดุลยภาพ โดย MSC = MSB ทั้งนี้ยังเรียกจุด P และ Q ที่แสดงถึงผลกระทบภายนอกว่า Socially optimal point หรือ Social optimum อีกด้วย
4. จะเห็นว่า หากเราไม่มีการรวมผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ไป จะทำให้ปริมาณการผลิตอยู่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือเรียกว่า Underproduced ที่จุด Q1
5. เราสามารถให้ตลาดได้คำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงบวกนี้ (Internalized Externalities) ด้วยการสนับสนุนหรืออุดหนุนจากรัฐบาล (Subsidy) เมื่อรัฐบาลอุดหนุนกิจกรรมดังกล่าว (ตามตรรกะแล้ว กิจกรรมที่ให้ประโยชน์เพิ่มขึ้น กิจกรรมนั้นสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนให้มีมากขึ้น ) จะทำให้ระดับราคาในท้องตลาดลดลงมาต่ำกว่า P1 ซึ่งก็คือจุดที่ MPB ตัดกับปริมาณ Q optimal (Green line) เพราะราคาที่ต่ำลง จาก Law of demand ทำให้ความต้องการในการซื้อเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
6. ส่วนที่รัฐบาลอุดหนุนคือพื้นฐานสี่เหลี่ยมใหญ่ตรงกลาง ซึ่งเท่ากับราคา P optimal ลบกับราคาในท้องตลาด (ที่ต่ำกว่าจุด P1) คูณด้วยปริมาณของตลาดคือ Q optimal
7. หากรัฐบาลทำการอุดหนุน (Subsidize) ได้ถูกต้องเท่ากับ MEB แล้ว การอุดหนุนนั้นจะถูกเรียกว่า Corrective Subsidy

2. ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) หมายถึงต้นทุนเพิ่มเติม (External cost หรือ Spillover cost) ที่เกิดต่อบุคคลที่สาม (Third Parties) จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นกิจกรรมที่บุคคลที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมนั้นได้รับทำให้เกิดเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มขึ้นมา โดยที่ราคาของตลาดไม่ได้มีการร่วมต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อบุคคลอื่นนี้ไว้ด้วย และทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น (Overproduced) เช่น เพื่อนบ้านซื้อต้นไม้ใหม่มาปลูก รวมถึงดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ขณะที่เราซื้ออยู่ติดกันเป็นคนที่แพ้เกสรดอกไม้ ทำให้เราได้รับผลกระทบภายนอกเชิงลบนี้จากการกระทำของเพื่อนบ้าน หรือตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โรงงานที่ตั้งอยู่ต้นน้ำปล่อยสารเคมีออกมาโดยไม่ได้บำบัด ขณะที่โรงงานของเราอยู่ปลายน้ำ น้ำที่ได้ก็มีสารเคมีปนเปื้อนและไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการผลิตได้ ผลกระทบนี้โรงงานที่อยู่ต้นน้ำไม่ได้พิจารณาถึงซึ่งทำให้มีปริมาณของสารเคมีมากกว่าที่ควรจะเป็นเพราะต้นทุนนั้นถูกละเลย ดังนั้นเราควรที่จะยับยั้งหรือให้ลดกิจกรรมดังกล่าว
อธิบายโดยกราฟดังนี้

ข้อสมมุติฐาน
1. เส้นผลประโยชน์เอกชนหน่วยสุดท้าย (Marginal Private Benefit : MPB) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์
2. เส้นต้นทุนต่อสังคมหน่วยสุดท้าย (Marginal Social Cost : MSC) ถูกกำหนดโดยเส้นอุปทาน
3. จุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด (Efficiency) คือจุดที่ค่าความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC
4. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market)
คำอธิบายกราฟ
1. กราฟแกน x คือปริมาณสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง กราฟแกน y คือราคาของสินคาและบริการ และรวมถึง ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม(MB) และ ต้นทุนส่วนเพิ่ม( MC)
2. เริ่มจากจุดแรกคือจุดที่ความชันของเส้น MB (MSB) เท่ากับ ความชันของเส้นต้นทุนเอกชนส่วนเพิ่ม (Marginal Private Cost : MPC) ณ จุดนั้นคือจุดดุลยภาพของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่ระดับราคา P competitive quantity และปริมาณ Q competitive quantity แต่อย่างไรก็ตามจุดดุลยภาพดังกล่าวไม่ใช่จุดที่มีประสิทธิภาพ (Inefficiency) เนื่องจากเส้น MPC นั้นไม่ได้แสดงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้กลายไปเป็นเส้น MSC
3. เมื่อมีการรวมผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Marginal External Cost หรือ Spillover Cost) ทำให้ตลาดแสดงเส้นต้นทุนสังคมส่วนเพิ่ม( Marginal Social Cost  : MSC ) จากจุดนี้ตลาดมีการคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นที่บุคคลที่สาม ณ จุดนั้น ความชันของเส้น MSB เท่ากับ MSC ซึ่งคือจุดที่มีประสิทธิภาพของตลาด ณ ระดับราคา P socially efficient price และที่ระดับปริมาณ Q socially efficient quantity หรืออีกชื่อคือ P social optimum หรือ Q social optimum
4. จะเห็นได้ว่าหากไม่มีการคำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบที่เกิดขึ้นที่บุคคลที่สามแล้วนั้น ปริมาณจะมากกว่าที่ควรจะเป็นหรือ Overproduced สอดคล้องกับสุด P competitive ที่มากกว่าจุด P socially efficient quantity
5.เราสามารถทำให้ตลาดคำนึงถึงผลกระทบภายนอกเชิงลบนี้ (Internalized Externalities) ได้จากการแก้ไข
( Remedy) ทั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชน จากภาครัฐบาลทำได้ด้วยการเก็บภาษี (Tax), การขายสิทธิบัตรการปล่อยมลพิษ (Pollution Right) หรือนโยบาย Commands and Controls Policy ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป และจากภาคเอกชน ได้แก่ การกดดันทางสังคม Social Sanction หรือMoral Code และยังรวมวิธีการต่อรองหรือ Coase Theorem ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ระดับราคามีการสูงขึ้น (เนื่องจากรวมต้นทุนที่เกิดขึ้นบนบุคคลที่สาม) จาก Law of demand เมื่อระดับราคาของสินค้าและบริการสูงขึ้น ย่อมทำให้ปริมาณความต้องการลดลง จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมปริมาณถึงลดลงจาก Q competitive quantity มาสู่ Q socially efficient quantity
6. หากรัฐบาลจะต้องเก็บภาษี รัฐบาลต้องเก็บภาษีเท่ากับต้นทุนเพิ่มส่วนเพิ่ม (Marginal External) ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้อย่างนั้นจริงๆ จะเรียกว่าเป็น Corrective Tax
7. รายได้จากภาษี (Tax Revenue) ก็จะเพิ่มขึ้นจากจำนวนปริมาณที่ลดลงแล้ว ณ Q social optimum คูณกับระดับราคาที่สูงขึ้น ณ P socially optimal ที่ถูกลบจาก P competitive (เพราะ P competitive ก็จะกลายเป็นของผู้ขายไป)
                เรื่องผลกระทบภายนอกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกคนได้รับผลกระทบภายนอกอยู่ทุกวัน อาจจะเป็นในรูปแบบของมลพิษทั้งทางเสียง ทางกลิ่น หรือมลพิษจากแม่น้ำ รวมถึงผลกระทบที่เกิด Global Warming ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา ซึ่งการกระทำนั้นของผู้ผลิตไม่ได้พิจารณาถึงเราซึ่งได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่าง เช่น การปล่อยสารเคมีของโรงงานในจีนที่ทำให้แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นสีแดงจนถูกเรียกว่าแม่น้ำเลือด หรือจะเป็นการปล่อยคาร์บอนที่มหาศาลในประเทศแคนาดา อย่างไรก็ดีก็ได้มีการแก้ไขผลกระทบภายนอกนี้ในรูปของภาษี เช่น ภาษีคาร์บอน เป็นต้น ทั้งนี้องค์กรระดับโลก (International Organization) หรือเรียกว่า The Earth Summits พยายามจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (UN conference on the Human Environment )เมื่อปี 2515ซึ่งได้ก่อตั้งUNEP (United Nation Environment Programme) การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nation Conferences of Environment and Development : UNED) เมื่อ 2535และได้เกิดเป็น แผนปฏิบัติการ 21 หรือ Agenda 21 , Kyoto Protocol(1997) หรือ กลุ่มกรีนพีซ กลุ่ม IPCC UNFCCC COP ทั้งนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก เราควรถามตัวเองว่า วันนี้..เราได้พึงตระหนักถึงผลกระทบภายนอกที่เราจะได้ทำก็ได้ เพื่อนของเราทำก็ดี ญาติของเราทำก็ดี ชุมชนของเราทำก็ดี ประเทศของเราทำก็ดี แล้วหรือยัง?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น